บทที่ 4 คู่กัด
คู่กัด
หากแต่หลังจากวันนั้น แตงกวากลับชวนญาณินไปกินข้าวกลางวันที่โรงอาหารคณะวิศวะฯ อยู่บ่อย ๆ ช่วงนี้เธอติดแฟนหนุ่ม
คนนั้นมาก ถ้าจะปล่อยญาณินเอาไว้คนเดียวก็ยังไง ๆ อยู่ เธอจึงจำเป็นต้องบังคับเพื่อนสาวให้ไปด้วยกัน
“ญา…”
“ฉันไม่ไป แกอยากไปก็ไปเลย ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก”
“ไม่เอาอะ ไปด้วยกันเถอะนะ ขอร้อง...”
“แตงกวา แกก็รู้ว่าฉันไม่อยากเจอเขา”
ญาณินยังคงยืนกรานปฏิเสธอยู่อย่างนั้น เพราะรู้ดีว่าถ้าไปก็คงจะถูกผู้ชายคนนั้นหาเรื่องอีกเหมือนอย่างที่ผ่าน ๆ มา เธอไม่อยากยุ่งกับคนแบบนั้นอีกแล้ว
“ฉันรู้ แต่ว่าฉันไม่อยากไปคนเดียว แกคิดว่าผู้หญิงไปนั่งในกลุ่มผู้ชายแบบนั้น มันจะดีเหรอ?”
“ถ้าอย่างนั้นแกก็ไม่ต้องไปสิ ให้แฟนแกมาคณะเราบ้าง”
“ไม่ได้หรอก ฉันรับปากไว้แล้วอะว่าจะไปกินข้าวด้วยทุกวัน นะ...ไปด้วยกันเถอะนะญา” ทว่าแตงกวากลับไม่ยอมลดละความพยายาม เธอออดอ้อนเพื่อนสนิทข้างกายอยู่พักใหญ่ เพราะไม่อยากผิดคำพูดที่ได้ให้ไว้กับแฟนหนุ่ม
“เออ ๆ ไปก็ไป ถ้าไม่ใช่แกฉันไม่ยอมแบบนี้ทุกวันหรอกนะ รู้เอาไว้ด้วย”
“เย่ ถ้าอย่างนั้นไปกันเลยดีกว่า ขอบคุณนะเพื่อนรัก...”
หญิงสาวได้แต่ส่ายหน้าไปมาให้กับความเอาแต่ใจของแตงกวา แต่ด้วยความที่สนิทสนมกันค่อนข้างมาก เธอจึงยอมให้อีกฝ่ายเสมอมา ไม่เคยมีสักครั้งที่เถียงชนะแตงกวาเลยก็ว่าได้ ถึงได้ต้องหอบกันไปกินข้าวกลางวันที่คณะวิศวะฯ อยู่บ่อย ๆ แบบนี้
ใช้เวลาประมาณยี่สิบนาที ทั้งสองพากันเดินมายังตึกคณะวิศวะฯ ก่อนจะรีบตรงดิ่งเข้าไปยังโรงอาหารซึ่งเป็นสถานที่นัดหมายของพวกเขาทันที
“ยังจะกล้ามาอีกเหรอ?” วินาทีที่ญาณินหย่อนกายลงนั่งทางฝั่งตรงข้ามกันกับนอร์ท อยู่ ๆ เขาก็ทักทายด้วยถ้อยคำที่ไม่เป็นมิตรเหมือนอย่างที่ญาณินคาดเดาเอาไว้ไม่มีผิด
“กล้าสิคะ เพื่อนอุตส่าห์ชวน ไม่อยากเสียมารยาทน่ะค่ะ”
หญิงสาวเจ้าของร่างบางตอบสวนกลับไปอย่างทันควัน ไม่ว่ากี่ครั้งที่ทั้งสองต้องเผชิญหน้ากัน พวกเขาก็มักจะมีปากเสียงกันอยู่บ่อย ๆ จนบางทีคนรอบข้างก็แทบจะชินกันหมดแล้ว
“น่าเบื่อ”
ญาณินได้ยินถ้อยคำเหล่านั้นเต็มสองหู ทว่าไม่ได้คิดที่จะตอบโต้อะไรกลับไปแต่อย่างใด เธอเพียงแค่กลอกตาไปมาอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วพยายามไม่สนใจเผื่อว่าเขาจะเลิกยุ่มย่ามกับเธอ
สักที
“ฉันไปซื้อข้าวก่อนนะ เดี๋ยวกลับมา”
“กูก็จะไปซื้อข้าวเหมือนกัน เดี๋ยวกลับมา”
สิ้นสุดประโยคบอกเล่าจากปากของหญิงสาวรุ่นน้องได้ยังไม่ทันไร นอร์ทก็เอ่ยปากตามออกมาติด ๆ เขาจงใจจะกวนประสาทญาณินอย่างเห็นได้ชัด
แต่ด้วยความที่เขาเองก็เป็นรุ่นพี่ที่ใครต่อใครต่างก็นับถือ แม้แต่เพื่อนในกลุ่มก็ยังไม่มีใครกล้าห้ามปรามเลยด้วยซ้ำ
“ให้ฉันไปเป็นเพื่อนไหมญา” แตงกวาเห็นท่าไม่ดี จึงรีบเอ่ยถามความเห็นจากเพื่อนสนิททันที
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันไปเองได้”
จากนั้นทั้งนอร์ทและญาณินก็เดินออกไปจากโต๊ะเพื่อซื้ออาหารกลางวันพร้อม ๆ กัน พวกเขามองกันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจตลอดเวลาเลยก็ว่าได้
อันที่จริงแล้วญาณินเองก็ไม่ได้อยากมีปัญหากับใคร ทว่าตั้งแต่ที่ได้มารู้จักกับนอร์ท การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยของเธอก็เริ่มเปลี่ยนไป เธอค่อย ๆ เป็นที่สนใจจากผู้คนรอบข้างมากขึ้น
ซึ่งต้นเหตุก็มาจากการที่ทะเลาะกับนอร์ทบ่อย ๆ เธอไม่อยากที่จะยอมรับ แต่จะให้ทำยังไงได้ในเมื่อเพื่อนสาวตัวดีลากเธอมาด้วยไม่เว้นแต่ละวัน
เวลาผ่านไปไม่นาน ทั้งคู่ก็กลับมาที่โต๊ะแล้วนั่งทานอาหารกันตามปกติ คนอื่น ๆ ที่นั่งอยู่ด้วยก็พากันพูดคุยไปเรื่อยเปื่อย จะมีก็แต่นอร์ทกับญาณินที่มองด้วยสายตาจิกกัดกันไปมาอย่างไม่ยอมหยุดหย่อน
“ญา กินดี ๆ สิ หกหมดแล้วเนี่ย”
แตงกวาสังเกตเห็นว่าญาณินกินเลอะเทอะ เพราะถูกกดดันอยู่ตลอดเวลา จึงรีบเอ่ยทักขึ้นมาท่ามกลางกลุ่มเพื่อนของแฟนหนุ่ม
“ยายเฉิ่ม”
แน่นอนว่านอร์ทไม่ปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านไปอย่างง่ายดาย เขาพูดสมทบประโยคก่อนหน้าของแตงกวาพร้อมทั้งแสยะยิ้มขึ้นด้วยความชอบใจ แต่หารู้ไม่ว่าคนฟังถึงกับมีอารมณ์ฉุนเฉียวพุ่งสวนขึ้นมาอย่างรุนแรง
“นี่พี่ว่าไงนะ”
“ก็เฉิ่มไง ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องเหรอ?”
“ฉันชักจะหมดความอดทนแล้วนะ”
หญิงสาวพูดขึ้นทั้งยังหยัดกายขึ้นยืนอย่างเต็มความสูง เธอไม่พึงพอใจกับคำพูดของนอร์ทเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาเธอพยายามยับยั้งอารมณ์ความโกรธเคืองเอาไว้อย่างหนักหน่วง หากแต่ถ้อยคำเมื่อครู่ เป็นคำที่เธอรับไม่ได้จริง ๆ
“ก็มันเรื่องจริง แค่นี้ก็ยอมรับไม่ได้หรือไง” เขาเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย ซ้ำแล้วน้ำเสียงที่ใช้ยังยั่วโมโหฝ่ายตรงข้ามอยู่
เรื่อย ๆ คราวนี้นอร์ทจงใจพูดหาเรื่องญาณิน นี่เป็นสิ่งที่ไม่มีใครกล้าคัดค้าน
“ไม่ใช่ว่ายอมรับไม่ได้ แต่คำพูดแบบนี้มันสมควรที่จะออกมาจากปากรุ่นพี่จริง ๆ เหรอคะ”
“แก ใจเย็น ๆ...”
“จะให้เย็นยังไงอีก ที่ผ่านมายังเย็นไม่พอหรือไง คนบ้าอะไรหาเรื่องกันทุกครั้งที่เจอหน้า นี่ถามจริง ๆ เลยนะคะ ฉันไปทำอะไรให้ ถึงได้ทำนิสัยเสียใส่กันแบบนี้ตลอดเลย”
เป็นครั้งแรกที่ญาณินไม่คิดที่จะอดกลั้นความรู้สึกที่มีต่ออีกฝ่ายอีกต่อไปแล้ว เธอไม่สนใจว่าผู้คนรอบข้างจะมองมาอย่างไร อย่างน้อย ๆ วันนี้นอร์ทจะต้องได้รับรู้ความรู้สึกที่เธอมีต่อเขาตั้งแต่แรกเจอจนถึงตอนนี้ว่ามันไม่เคยมีความรู้สึกดี ๆ เลยแม้แต่นิดเดียว
“แล้วทำไม กับแค่คำว่าเฉิ่ม ต้องโมโหขนาดนี้เลยเหรอ สงสัยจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ถึงได้ร้อนตัว”
“ไอ้นอร์ท มึงก็หาเรื่องน้องเขาอยู่ได้ พอได้แล้ว”
“กูไม่พอ มึงคิดว่ามึงห้ามกูได้เหรอ?”
ชายหนุ่มใบหน้าคมสันหันไปมองเพื่อนสนิทก่อนตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบและแฝงไว้ด้วยความไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง
วินาทีที่ญาณินได้ยินคำตอบเช่นนั้น เธอก็ได้แต่ขมวดคิ้ว
ในชีวิตของเธอไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมารู้จักมักคุ้นกับคนแบบนี้เลย เธอคงตัดสินใจผิดแล้วที่ตามติดแตงกวามาด้วยตั้งแต่วันแรก ๆ
“คนแบบนี้น่ะเหรอคะ ที่มีแต่คนเคารพ ไม่อยากจะเชื่อเลยค่ะ”
“มันเกี่ยวอะไร ตัวเองโมโหแล้วพาลไปเรื่อย แบบนี้ก็ได้เหรอ”
“แล้วใครเป็นคนทำให้ฉันต้องเป็นแบบนี้ล่ะ ถ้าไม่ใช่พี่”
“เธอก็จัดการอารมณ์ตัวเองเอาสิ โวยวายแบบนี้ ไม่อายคนอื่นเขาหรือไง” เขามีสีหน้าเฉียบขาดขณะที่เอ่ยบอกคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงเน้นหนัก ถึงตอนนี้นอร์ทก็ยังคงคิดที่จะหาเรื่องอีกฝ่ายไม่เลิกเสียที...
“แตงกวา ฉันกลับแล้วนะ แกจะอยู่ก็อยู่ไป”
“ญา เดี๋ยวสิ ฉันไปด้วย...”
แตงกวาผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่แรกเห็นเช่นนั้นก็รีบลุกพรวดขึ้นมาทันทีก่อนที่จะตะโกนตามหลังเพื่อนของตัวเองตามไป แล้วจึงหันมาบอกลากับแฟนหนุ่ม “หนูไปก่อน ไว้ค่อยว่ากันนะ”
“ฝากขอโทษญาแทนเพื่อนพี่ด้วยนะ”
“ค่ะ ไปก่อนนะคะ”
เมื่อหญิงสาวทั้งสองคนวิ่งออกไปจนกระทั่งลับสายตา แฟนหนุ่มของแตงกวาอย่าง วีก็รีบเอ่ยทักท้วงการกระทำของนอร์ทขึ้นมาโดยพลัน
“ไอ้นอร์ท เรื่องนี้กูไม่เห็นด้วย มึงมีสิทธิ์อะไรไปว่าน้องเขาวะ เด็กคนหนึ่งเสียความมั่นใจเพราะมึง มึงภูมิใจมากหรือไง”
“เรื่องของกู มึงไม่รู้อะไรอย่าพูดเลยดีกว่า ยายนั่นน่ะ ยิ่งกว่าคำว่าเฉิ่มซะอีก”
“กูพูดขนาดนี้แล้วมึงก็ยังไม่เลิกจะว่าเขาอีกนะ”
“แต่น้องเขาก็ดูเฉิ่ม ๆ อย่างที่ไอ้นอร์ทมันพูดจริง ๆ นะเว้ย แต่ก็ปากแซ่บใช้ได้”
เพื่อนในกลุ่มอีกคนพูดขึ้นเมื่อคิดเห็นเช่นเดียวกันกับนอร์ท คนนอกต่างก็มองว่าญาณินเป็นเด็กเฉิ่ม ไม่มีอะไรน่าสนใจ โดยที่ลืมไปว่าการพูดตรง ๆ กับเจ้าตัวไม่ใช่เรื่องที่สมควรเลยแม้แต่น้อย
“พวกมึงนี่นะ ต่อหน้าน้องเขามึงก็เว้น ๆ ไว้หน่อยก็ได้ อีกอย่างเป็นรุ่นพี่ก็หัดทำตัวดี ๆ กันหน่อย กูว่าจะไม่มีใครเคารพก็เพราะแบบนี้แหละ คราวหน้าถ้าเจอน้องมันอีก กูขอร้องมึงเลยนะไอ้นอร์ท อย่าไปว่าน้องเขาอีก”
“กูไม่สน กูพูดตามที่กูเห็น อีกอย่างกูไม่ค่อยถูกชะตากับยายเด็กนั่นตั้งแต่แรก ไม่รู้ว่าแฟนมึงจะชวนมากินข้าวกลางวันที่โรงอาหารคณะเราทำไมนักหนา”
“อย่าลามมาว่าแฟนกูนะ เดี๋ยวกูก็ศอกให้หรอก”
วีพยายามเป็นอย่างมากในการห้ามปรามเพื่อนสนิทของตนไม่ใช่พูดจาไม่ดีใส่ญาณิน แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเปล่าประโยชน์เหมือนที่ผ่านมา
ทางด้านของญาณินเองก็ดูจะสถานการณ์ไม่สู้ดีเท่าไรนัก กว่าที่ญาณินจะยอมหยุดก็เล่นเอาแตงกวาถึงกับเหนื่อยหอบกันเลยทีเดียว
“ญา ใจเย็น ๆ นะ อย่าเพิ่งอารมณ์เสีย”
“แตงกวา ฉันจะบอกกับแกเป็นครั้งสุดท้าย ว่าฉันจะไม่ไปเป็นเพื่อนแกแล้ว ฉันอยู่คนเดียวได้ ไม่ต้องเป็นห่วง เข้าใจตรงกันนะ”
หญิงสาวพูดบอกคนข้างกายด้วยความหัวเสีย ก่อนจะหันหน้าหนีไปอีกทาง เพราะคนที่ทำให้เธอต้องมาเจอกันกับนอร์ทอยู่บ่อย ๆ ก็คือแตงกวา
“อืม รู้แล้ว ๆ ฉันขอโทษนะ แต่พี่วีบอกกับฉันแล้วว่าพี่นอร์ทเขาจะไม่ยุ่งกับแกแล้วอะ ฉันก็ไม่คิดว่าเขาจะกล้าว่าแกขนาดนี้ ต่อไปนี้ฉันจะไม่บังคับแกแล้ว อย่าโกรธฉันนะ”
“ฉันไม่ได้โกรธแกหรอก เพราะฉันรู้ว่าเจตนาของแกก็แค่ไม่อยากทิ้งฉันไว้ที่คณะคนเดียว คนที่ผิดเต็ม ๆ มีแต่ไอ้พี่นั่นต่างหากที่ปากไม่ดีใส่ฉันไม่ยอมหยุด”
ญาณินพูดไปก็หัวเสียไป กี่ครั้ง ๆ เวลาเจอหน้ากันเธอก็มักจะหัวเสียอยู่เป็นประจำ กลายเป็นคู่กัดจนเริ่มคุ้นชิน แต่ทว่าวันนี้อีกฝ่ายใช้คำพูดที่แรงเกินไปซึ่งเธอรับไม่ได้ จึงเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่เหมือนอย่างที่เห็น...
วันนี้ญาณินถึงกับสาบานกับตัวเองในใจว่าจะไม่มีทางไปเหยียบที่โรงอาหารวิศวะฯ อีกต่อไปแล้ว ตามจริงเธอเองก็ไม่ได้อยากที่จะเหมารวม แต่การที่ต้องไปเจอหน้ากับนอร์ทอีก ไม่ใช่สิ่งที่เธอปรารถนาเลยสักนิด
