บทที่ 1 มะเร็งกระเพาะอาหาร
“คุณเจนครับ ผมเสียใจที่ต้องแจ้งให้ทราบว่า จากการวินิจฉัยอย่างละเอียด เรายืนยันได้ว่าคุณไม่ได้เป็นแค่โรคกระเพาะอาหารอักเสบ แต่เป็นมะเร็งกระเพาะอาหารระยะสุดท้าย... ยังไงลองโทรหาทางบ้านอีกครั้งดีกว่านะครับ”
พอได้ฟังคำพูดของคุณหมอ และเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสารของอีกฝ่าย เจนก็ถึงกับตัวแข็งทื่อ เผลอกำผ้าปูที่นอนใต้ร่างของเธอแน่น
“เป็นไปได้ยังไงกันคะ? ฉันเป็นแค่โรคกระเพาะอักเสบที่เกิดจากกรดไหลย้อนเองนะคะ แน่ใจเหรอคะว่าเป็นมะเร็ง? ไม่มีโอกาสที่จะวินิจฉัยผิดพลาดเลยเหรอคะ?”
พยาบาลนิ่งเงียบไปชั่วครู่ และเจนนก็เข้าใจความหมายของท่าทีนั้นได้ในทันที
แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง? เป็นไปไม่ได้! ทั้งๆ ที่เธอก็แข็งแรงดีมาตลอด!
“ยังไงก็รีบติดต่อญาติโดยเร็วนะคะ หลังจากนี้ถ้าคุณเลือกที่จะรักษา ก็ต้องให้ญาติเซ็นยินยอมด้วย”
นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับการประกาศโทษประหารชีวิตของเธอแล้ว
เจนถามด้วยปลายนิ้วที่สั่นเทา “คุณหมอคะ ฉันเหลือเวลาอีกนานแค่ไหนคะ?”
“อย่างมากที่สุดก็สามเดือนครับ”
“ค่ะ หนูเข้าใจแล้ว”
หลังจากพูดจบ คุณหมอก็เดินออกจากห้องพักผู้ป่วยไป
เธอก้มหน้าลง พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ แล้วกดโทรหาอาร์ต สามีของเธออีกครั้ง
แต่เสียงเรียกเข้าดังนานหลายสิบวินาที จนกระทั่งตัดสายไปเองก็ยังไม่มีคนรับ
เธอโทรออกไปอีกหลายครั้งอย่างใจลอย ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียง “ตื๊ด” ดังขึ้น เธอดีใจจนรีบเงยหน้าขึ้นกำลังจะพูด แต่กลับเห็นคำว่า “วางสายแล้ว” ตัวใหญ่ๆ บนหน้าจอ
ในที่สุดเส้นความอดทนของเจนก็ขาดสะบั้นลง เธอขดตัวอยู่บนเตียง กอดตัวเองแล้วร้องไห้ออกมา
เธอเข้าโรงพยาบาลเพราะอาการปวดท้องมาสองวันแล้ว จากที่ตอนแรกปวดจนแทบจะทนไม่ไหว จนตอนนี้อาการคงที่เพราะยาแล้ว เธอคิดว่าตัวเองหายดีแล้ว แต่ใครจะคิดว่านี่เป็นเพียงอาการดีขึ้นชั่วคราวก่อนที่ทุกอย่างจะแย่ลง ส่วนโทรศัพท์ของอาร์ต สามีของเธอ เธอโทรหาเขาไม่ติดเลย ส่งข้อความไปก็เงียบหายราวกับหินจมลงในทะเล
พอโทรหาผู้ช่วย อีกฝ่ายก็เอาแต่พูดซ้ำๆ ว่าท่านประธานช่วงนี้งานยุ่งมาก จะแจ้งเรื่องที่เธอป่วยให้ แต่ท่านประธานอาจจะมาไม่ทันที...
เจนนอนอยู่บนเตียงคนไข้ด้วยใบหน้าซีดขาว รู้สึกเพียงว่าท้องของเธอกลับมาปวดอีกครั้ง
“รบกวนทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลให้ฉันด้วยค่ะ ไม่ต้องรักษาแล้ว”
เมื่อร้องไห้จนพอใจแล้ว เจนก็ทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว
เธอคิดตกแล้ว ในเมื่อไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาได้ แทนที่จะเสียเวลาอยู่ในโรงพยาบาล สู้เอาเวลาสามเดือนที่เหลือไปทำในสิ่งที่อยากทำดีกว่า
ทันทีที่เดินมาถึงหน้าประตูห้องพักผู้ป่วย เจนก็เห็นอาร์ตกำลังรีบร้อนอุ้มผู้หญิงคนหนึ่งเข้าไปในห้องฉุกเฉิน
“เอ๊ะ นั่นดาราคนที่กำลังดังช่วงนี้ คุณแคลร์ไม่ใช่เหรอ?”
“ใช่เลยสิ เห็นเมื่อกี้ท่านประธานรีบร้อนขนาดนั้น ฉันก็นึกว่าเกิดเรื่องใหญ่อะไร ที่แท้ก็แค่น้ำตาลในเลือดต่ำจนเป็นลม”
“ท่านประธานดูกังวลขนาดนั้น ดูท่าข่าวลือในเน็ตคงเป็นเรื่องจริงสินะ...”
เสียงซุบซิบนินทาของพยาบาลสาวสองคนลอยเข้าหูของเจน
ใบหน้าของเธอซีดเผือดลง กำโทรศัพท์ในมือแน่น
ไม่นาน ประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออก แคลร์ถูกส่งตัวเข้าไปยังห้องพักผู้ป่วย เจนเผลอตัวเดินตามไปราวกับมีอะไรดลใจ
เธอได้ยินเสียงอาร์ตกำลังโมโหใส่ผู้จัดการของแคลร์มาแต่ไกล “ต่อไปอย่าจัดตารางงานให้แคลร์เยอะขนาดนี้อีก ถ้าเธอเป็นลมไปอีกจะทำยังไง? ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าสุขภาพของเธออีกแล้ว!”
เจนยังไม่ยอมแพ้ ลองโทรหาอาร์ตอีกครั้ง ชายหนุ่มก้มลงมองโทรศัพท์ ขมวดคิ้วอย่างรำคาญแล้วกดรับสาย
“ฮัลโหล มีอะไร?”
เจนจิกฝ่ามือตัวเองเพื่อข่มอารมณ์ พยายามทำให้น้ำเสียงของตัวเองฟังดูสงบนิ่งที่สุด “คุณอยู่ไหนคะ? จะกลับบ้านเมื่อไหร่?”
อาร์ตตอบกลับอย่างเย็นชา “ติดธุระอยู่”
เจนหัวเราะเยาะ “มาติดธุระถึงโรงพยาบาลเลยเหรอคะ?”
คิ้วของอาร์ตขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นทันที เขาเงยหน้ามองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นอะไร ทว่าน้ำเสียงกลับเย็นเยียบ “เธอส่งคนมาสืบเรื่องฉันเหรอ?”
“ฉัน...”
“เจน เมื่อไหร่เธอจะเลิกงี่เง่าสักที? ฉันยังมีธุระสำคัญต้องทำ”
ไม่รอให้เจนพูดจบ อาร์ตก็ตัดสายทิ้งทันที
เจนยืนนิ่งงันอยู่กับที่ รู้สึกปวดแปลบที่กระเพาะอาหารขึ้นมาอีกครั้ง มือเท้าเย็นเฉียบ
ทั้งๆ ที่เห็นกับตาตัวเองแล้วแท้ๆ ทำไมถึงยังไม่ยอมแพ้โทรไปหาเขาอีกนะ? ในใจของอาร์ตไม่เคยมีที่ว่างสำหรับเธอเลย แล้วจะหาเรื่องเจ็บตัวไปทำไม
ที่หน้าโรงพยาบาล เจนบังเอิญเจอกับเพิร์ลเพื่อนสนิทที่มาหาหมอเพราะเป็นหวัด พออีกฝ่ายเห็นใบหน้าซีดขาวของเธอก็ตกใจจนสะดุ้ง
เพิร์ลถามด้วยความเป็นห่วง “เกิดอะไรขึ้น เป็นอะไรไป? เจน ทำไมเธอผอมลงไปขนาดนี้”
ตอนแรกเจนคิดจะปิดบัง เธอไม่อยากเปิดเผยเรื่องชีวิตแต่งงานที่น่าเศร้าของตัวเองให้เพื่อนรู้ ไม่ว่าจะเป็นความสงสารหรือคำปลอบใจ ก็ไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ แต่เพิร์ลเป็นเพื่อนรักที่รู้จักเธอดีที่สุด ถ้าเธอไม่พูด เพิร์ลก็คงจะไปถามหมอเอง เจนจึงทำได้เพียงอธิบายสถานการณ์ให้ฟังคร่าวๆ
เพิร์ลตกใจมาก ระหว่างทางที่ขับรถไปส่งเจน เธอก็บ่นไม่หยุด “เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ทำไมไม่บอกฉันสักคำ?”
เจนฝืนยิ้ม “นี่ก็ยังเดินไหวอยู่นี่นา ฉันเรียกแท็กซี่กลับเองก็ได้เหมือนกัน”
“มันจะเหมือนกันได้ยังไง?” เพิร์ลพูดอย่างฉุนเฉียว “แล้วไอ้สามีตัวดีของเธอล่ะ? เขารู้เรื่องไหม?”
เจนนึกถึงสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลที่เขามีต่อแคลร์แล้วก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจ เธอส่ายหน้าเงียบๆ “เขายังยุ่งอยู่ ไม่จำเป็นต้องไปรบกวนเขาหรอก”
“ยุ่ง ยุ่ง ยุ่ง! ทั้งโลกก็มีแต่เขานั่นแหละที่งานยุ่งที่สุด ถ้าจะยุ่งขนาดนี้ก็ไม่ต้องมีเมียสิยะ ปล่อยให้เธออยู่คนเดียวแบบนี้ทุกวันมันหมายความว่ายังไง?”
เพิร์ลบ่นอย่างหัวเสียอยู่สองสามประโยค
เจนเห็นว่าเพิร์ลเองก็ดูหน้าตาไม่ค่อยดี พอถึงบ้านจึงรีบไล่ให้เธอกลับไปพักผ่อน
หลังจากอาบน้ำเสร็จ พอเอนตัวลงนอน เจนก็เห็นประเด็นร้อนที่เพิ่งขึ้นมาใหม่ แคลร์ถูกถ่ายภาพได้ขณะเข้าโรงพยาบาลตอนกลางดึก แม้ใบหน้าของอาร์ตจะไม่ชัดเจน แต่ไม่ว่าเงาร่างนั้นจะเบลอแค่ไหน เจนก็จำได้ในทันที
ด้านล่างมีแต่แฟนคลับที่แสดงความห่วงใยต่ออาการป่วยของแคลร์ และเริ่มด่าบริษัทต้นสังกัดที่จัดตารางงานให้หนักเกินไป นอกจากนี้ยังมีบางคนที่เริ่มซุบซิบเกี่ยวกับผู้ชายที่อุ้มแคลร์
ทันใดนั้น ก็มีคนปล่อยข่าวแฉว่าแคลร์กำลังตั้งท้อง ในภาพคือใบรายงานผลการตรวจที่ระบุว่าแคลร์ตั้งครรภ์ได้หนึ่งเดือนแล้ว
หนึ่งเดือน... เป็นช่วงเวลาเดียวกับวันที่อาร์ตถูกถ่ายภาพได้ขณะออกมาจากวิลล่าของแคลร์พอดี
เจนยืนนิ่งราวกับถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ หัวใจเจ็บปวดรุนแรง ใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือด
เมื่อหวนนึกถึงชีวิตแต่งงานสามปีที่ผ่านมา มันก็ไม่ต่างอะไรกับเรื่องตลกเรื่องหนึ่ง
ความจริงแล้วคนที่อาร์ตรักคือแคลร์ แต่หลังจากที่ตระกูลกิจธนะวรกุลล้มละลาย ตระกูลปุณณ์เตชะกุลก็ไม่เห็นด้วยที่พวกเขาจะคบกัน จึงบังคับให้ทั้งสองแยกทางกัน
แคลร์เดินทางไปต่างประเทศเพื่อไล่ตามความฝัน ส่วนอาร์ตเพื่อต่อต้านการแต่งงานที่ครอบครัวจัดให้ เขาจึงเลือกเจนเป็นคู่แต่งงานต่อหน้าผู้ใหญ่ทุกคน
ทั้งที่เดิมทีแล้วคู่หมั้นของเขาควรจะเป็นพี่สาวของเจนต่างหาก
ในตอนนั้นเจนกำลังต้องการที่พึ่งเพื่อหนีออกจากตระกูลนันทพิวัฒน์ เธอจึงตอบตกลง
ในสายตาของทุกคน เธอกับอาร์ตเป็นเพียงแค่คนที่ต่างฝ่ายต่างก็ใช้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้ว่าเธอชอบอาร์ตมานานแล้ว
เธอเต็มใจก้าวเข้าสู่ชีวิตแต่งงานที่ไร้รักนี้ก็เพื่อความรัก
ตลอดสามปีที่ผ่านมา เธอทุ่มเทดูแลอาร์ตอย่างดีที่สุด โดยหวังว่าสักวันหนึ่งจะสามารถหลอมละลายหัวใจที่เย็นชาของเขาได้
แต่เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ทันทีที่แคลร์กลับมาถึงประเทศ เขาก็รีบวิ่งไปหาเธอทันที และตลอดช่วงเวลานี้ก็คอยวนเวียนอยู่รอบตัวเธอ
เจนถึงเพิ่งจะตาสว่างว่าคนที่เขารักมีเพียงคนเดียวมาโดยตลอด ส่วนเธอก็เป็นเพียงเครื่องมือที่เขาใช้เพื่อต่อต้านครอบครัวเท่านั้น
จะมีใครไปหลงรักเครื่องมือกันล่ะ?
ต่อให้เธอทำมากแค่ไหน ก็เป็นเพียงความพยายามที่สูญเปล่า
ตอนที่อาร์ตเดินเข้ามาในบ้าน ในห้องนั่งเล่นมืดสนิท ไม่มีโคมไฟดวงนั้นที่คอยเปิดรอเขาจนดึกดื่น และไม่มีคนที่คอยขดตัวอยู่มุมโซฟาเพื่อรอเขา
เขาขมวดคิ้วอย่างไม่คุ้นชิน แล้วเปิดไฟทันที
พ่อบ้านได้ยินเสียงจึงรีบลงมาจากชั้นบน อาร์ตยื่นเสื้อนอกให้เขาแล้วถาม “เธอไปไหน?”
แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อ แต่พ่อบ้านก็เข้าใจได้ในทันที “คุณผู้หญิงกลับเข้าห้องไปตั้งแต่หัวค่ำแล้วครับ ตอนนี้น่าจะหลับไปแล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น แววตาของอาร์ตก็ไหววูบไปเล็กน้อย เขาโบกมือให้พ่อบ้าน แล้วเดินก้าวยาวๆ กลับห้องไป
พอผลักประตูเข้าไป ก็เห็นเงาเล็กๆ นูนขึ้นมาบนเตียง อาร์ตเดินผ่านเตียงเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ
ขณะที่เขาทิ้งตัวลงนอนพร้อมกับไอความร้อนจากน้ำ ผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ ก็พลิกตัวขึ้นมาจูบเขา อาร์ตชะงักไปครู่หนึ่ง
“นี่ยังไม่นอนอีกเหรอ?”
เกิดเรื่องขนาดนี้แล้ว เจนจะข่มตาหลับลงได้ยังไง?
เธอใช้แขนโอบรอบคอของอาร์ต ก้มลงจูบริมฝีปากบางของเขา มือของเธอปลดกระดุมอย่างชำนาญ ก่อนจะลูบไล้เข้าไปตามแนวกล้ามเนื้อและเริ่มสัมผัส
