บทที่ 4 ตามฉันเหรอ?
ขมับของอาร์ตกระตุกอย่างแรง เขาแทบจะเค้นเสียงลอดไรฟันออกมา “เจน เธอกล้าขึ้นเยอะเลยนี่? ถึงกล้าพูดกับฉันแบบนี้!”
ผู้หญิงคนนี้นับวันยิ่งจะเอาใหญ่แล้วจริงๆ!
เมื่อได้ยินดังนั้น เจนก็แค่นหัวเราะออกมาอย่างดูถูก “ให้เกียรตินิดหน่อย ก็คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าชีวิตฉันแล้วหรือไง? หรือต้องให้ฉันคอยกราบไหว้บูชาเธอตลอดเวลาด้วย?”
พอได้ยินแบบนั้น อาร์ตก็ยิ่งปวดหัวหนักขึ้นไปอีก หน้าดำคล้ำเป็นตอตะโก “เจน...”
เขายังไม่ทันได้พูดจบ เจนก็พูดแทรกขึ้นมา “คุณใจเย็นๆ แล้วคิดดูให้ดีๆ นะ ฉันยอมเปิดทางให้คุณกับแคลร์แล้ว คุณควรจะดีใจสิ”
ควรจะรีบเซ็นใบหย่าทันที ไม่ใช่มาซักไซ้เธอด้วยคำถามไร้สาระแบบนี้
ชายหนุ่มชะงักไป ขมวดคิ้วมุ่น “ผมไปพูดตอนไหนว่าต้องการให้คุณเปิดทางให้ผมกับแคลร์?”
คำพูดนี้ในหูของเจน ยิ่งฟังดูแปลกประหลาดเข้าไปใหญ่
ถ้าเธอไม่เปิดทางให้ ไม่ยอมหย่า หรือว่าอาร์ตยังคิดจะให้แคลร์เป็นมือที่สามที่อยู่ในเงามืดไปตลอดชีวิต?
หรืออีกอย่าง อาร์ตต้องการใช้เจนเพื่อรับหน้ากับที่บ้าน ส่วนตัวเองก็แอบไปพลอดรักกับแคลร์อย่างลับๆ ไม่ให้เธอต้องกดดันแม้แต่น้อย
พอคิดแบบนี้ คำพูดของอาร์ตเมื่อครู่ก็พอจะอธิบายได้
หัวใจของเจนดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดในทันที เธอกัดริมฝีปาก อดไม่ได้ที่จะตะโกนออกไปอย่างโมโห “อาร์ต คุณมันไอ้สารเลว!”
พูดจบก็ตัดสายทิ้งทันที
เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าคนที่เธอชอบมาตลอดหลายปีจะเป็นคนแบบนี้ น่ารังเกียจเกินไปแล้ว
โชคดีที่เธอเลือกที่จะตัดใจในเวลาที่เหมาะสม ถึงแม้ว่าเวลาที่เหลืออยู่ของเธอจะไม่มากแล้วก็ตาม
เจนรู้สึกเสียใจขึ้นมานิดหน่อย ที่ผ่านมาเธอเอาแต่เสียเวลากับคนพรรค์นั้น
จากนี้ไป เธอจะทำผิดพลาดแบบนี้อีกไม่ได้
อาร์ตมองโทรศัพท์ที่ถูกตัดสายไป ความโกรธจุกอยู่ที่อกจนแทบหายใจไม่ออก
เขาโกรธจนตัวสั่น พลางนวดขมับพลางตวาดเสียงกร้าว “ปีกกล้าขาแข็งกันใหญ่แล้วนะ กล้าดียังไงมาวางสายฉัน? โทรกลับไปเดี๋ยวนี้!”
คำพูดของเขาเมื่อกี้มีปัญหาตรงไหน? เจนถึงกล้าด่าเขา!
ลุงธีระมองสีหน้าเจ็บปวดของอาร์ตอย่างระมัดระวัง ก่อนจะค่อยๆ ยื่นยาแก้ปวดกับน้ำส่งไปให้
“คุณชายครับ ทานยาก่อนดีไหมครับ รอให้นายหญิงใจเย็นลงกว่านี้ แล้วค่อยคุยกันดีๆ อีกที”
แต่ก่อนหน้านี้เจนเป็นห่วงอาร์ตมาก ถึงแม้ทั้งสองคนจะทะเลาะกัน แต่แค่เห็นเขาไม่สบาย เธอก็จะรีบวิ่งเข้ามาดูแลเป็นคนแรก
แต่ตอนนี้ไม่เพียงแต่ไม่สนใจอาการปวดหัวของอาร์ต แต่ยังพูดจารุนแรงออกมามากมายขนาดนั้น
ลุงธีระถอนหายใจเบาๆ ดูท่าแล้วครั้งนี้เจนคงจะโกรธจริงๆ
อาร์ตทำหน้าบึ้งกินยาเข้าไป พออาการปวดหัวเริ่มทุเลาลง ก็ได้รับโทรศัพท์จากผู้จัดการของแคลร์
“ท่านประธานครับ คุณแคลร์เกิดเรื่องแล้วครับ มีซาแซ็งแฟนบุกเข้าไปในห้องพักโรงแรมของคุณแคลร์ คุณแคลร์ตกใจมาก ตอนนี้พวกเราอยู่ที่สถานีตำรวจ...”
“ว่าไงนะ?”
อาร์ตลุกพรวดขึ้นทันที คว้าเสื้อนอกแล้วรีบเดินออกไป
ลุงธีระถือโทรศัพท์ยืนนิ่งอยู่กับที่ เมื่อกี้เขายังคิดจะถามอาร์ตอยู่เลยว่าจะให้โทรหาเจนอีกครั้งไหม
ตอนนี้พอเห็นท่าทีร้อนรนเป็นห่วงแคลร์ของอาร์ต เขาก็เข้าใจความผิดปกติของเจนในช่วงสองวันนี้ในทันที
นี่คงจะเจ็บจนใจสลายไปแล้วสินะ
...
วันต่อมา เจนตื่นแต่เช้ามาต้มโจ๊ก เพราะคนเป็นหวัดก็ควรกินอะไรอ่อนๆ
เพิร์ลมองโจ๊กที่ส่งไอร้อนกรุ่นอยู่ตรงหน้า แล้วโผเข้ากอดเจนด้วยความซาบซึ้ง “เจน เธอนี่มันนางฟ้ามาโปรดของฉันชัดๆ เธอดีเกินไปแล้ว”
เธอประทับแก้มของเจนฟอดใหญ่หลายที พลางบ่นอีกครั้งว่าอาร์ตผู้ชายตาถั่วนั่น มองไม่เห็นความดีของเจนเลย
เจนผลักเธอออกไปด้วยใบหน้าเอือมระอา “รีบกินโจ๊กของเธอไปเลย แล้วเอากุญแจสำรองมาให้ฉันด้วย เดี๋ยวฉันจะออกไปข้างนอก”
เพิร์ลยื่นกุญแจให้เธอแล้วถาม “ไหนเธอบอกว่าวันนี้จะเขียนบทไง?”
เจนโบกโทรศัพท์ที่แสดงประวัติการโทรให้ดู แล้วพูดอย่างดีใจ “บริษัทมงคลสวรรค์บอกว่าจะเซ็นสัญญาเรื่อง《เริ่มใหม่》ของฉัน ฉันจะเข้าไปคุยเรื่องสัญญาหน่อย”
เมื่อความนิยมของเจนเพิ่มสูงขึ้น ความสนใจจากทุกด้านที่มีต่อเธอก็ยิ่งมากขึ้น มีบริษัทผลิตละครหลายแห่งรู้ว่าเธอกำลังขัดเกลาผลงานชิ้นใหม่อยู่ ต่างก็แย่งกันอยากจะเซ็นสัญญากับเธอล่วงหน้า
ถึงแม้ว่า《เริ่มใหม่》จะเขียนไปได้แค่สองในสามส่วน แต่นั่นก็ไม่ได้ส่งผลต่อความกระตือรือร้นในการเซ็นสัญญาของพวกเขาเลย
จมูกของนักธุรกิจพวกนั้นไวเสมอ พวกเขาได้กลิ่นของเงิน ถึงได้แย่งกันกระโจนเข้ามาแบบนี้
ตาของเพิร์ลเป็นประกาย “ในเมื่อพวกเขาอยากจะเซ็นสัญญากับผลงานของเธอ เธอก็ต้องเล่นตัวหน่อยนะ ต่อรองราคาดีๆ ล่ะ”
เธอกลัวว่าเจนจะเสียเปรียบ
“โอเค รู้แล้วน่า”
หลังจากกินข้าวเสร็จ เจนก็เรียกแท็กซี่ไปที่บริษัทมงคลสวรรค์
และในขณะเดียวกัน ที่ห้องทำงานของเบนซ์ เจ้าของบริษัทมงคลสวรรค์ อาร์ตกำลังนั่งเผชิญหน้าอยู่กับเขา
เบนซ์ขมวดคิ้วอย่างลำบากใจ “ไม่ใช่ว่าฉันจะพูดนะ แต่《เริ่มใหม่》ยังไม่ได้เซ็นสัญญาเลยนะ นายจะให้ฉันเก็บตำแหน่งนางเอกไว้ให้แคลร์แล้วเหรอ?”
อาร์ตพูดเรียบๆ “แคลร์เพิ่งกลับมาประเทศ ต้องการผลงานดีๆ ถึงจะยืนหยัดในวงการบันเทิงในประเทศได้”
“นายให้ตำแหน่งนางเอกกับเธอ แล้วที่ดินตรงย่านทางใต้นั่นฉันจะยกให้นาย”
เบนซ์สูดหายใจเข้าลึกๆ “เพื่อแคลร์นี่ นายทุ่มสุดตัวจริงๆ นะ”
เขามองเพื่อนสนิทที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กขึ้นๆ ลงๆ อย่างใช้ความคิด “ทำแบบนี้มันยากนะที่จะไม่ให้ฉันสงสัยความสัมพันธ์ของนายกับแคลร์ ว่าเป็นเหมือนที่ในเน็ตเขาพูดกันรึเปล่า”
อาร์ตส่งสายตาปรามไปให้ “สรุปว่าได้หรือไม่ได้?”
เบนซ์ลูบคาง “เรื่องนี้ฉันต้องขอคิดดูก่อน อีกสองสามวันจะให้คำตอบนะ”
ช่วงสองสามวันนี้เขาต้องคิดหาเหตุผลปฏิเสธดีๆ เพราะ《เริ่มใหม่》เป็นบทละครที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุดในรอบหลายปีมานี้ การคัดเลือกนักแสดงย่อมต้องรอบคอบเป็นธรรมดา
อีกอย่างเขาเคยดูผลงานของแคลร์แล้ว ฝีมือการแสดงน่ะเหรอ... ห่วยแตกสิ้นดีจริงๆ
เขาไม่อยากให้บทดีๆ แบบนี้ต้องมาพังในมือของแคลร์ แต่คนที่อยู่ตรงข้ามคือเพื่อนซี้ที่คบกันมานานกว่ายี่สิบปี เขาจึงพูดความจริงออกไปไม่ได้
มันยากจริงๆ
อาร์ตลุกขึ้นยืน จัดสูทของตัวเองให้เข้าที่ “งั้นนายก็รีบๆ คิดแล้วกัน อาทิตย์หน้าให้คำตอบฉันด้วย!”
เบนซ์เดินมาส่งอาร์ตที่ชั้นล่าง พอออกจากลิฟต์ อาร์ตก็เห็นร่างที่คุ้นตาที่ล็อบบี้ของบริษัท
เจนก็เห็นเขาเช่นกัน แต่สบตากันเพียงวินาทีเดียว เธอก็รีบเบือนสายตาหนีไปอย่างรวดเร็ว
เบนซ์ที่อยู่ข้างๆ พูดอย่างสะใจนิดๆ “อ้าว ภรรยาคุณทำไมไม่สนใจคุณเลยล่ะ? ทะเลาะกันเหรอ?”
อาร์ตส่งสายตาพิฆาตให้เขา กำลังจะเดินเข้าไปถามเจนว่ามาอยู่ที่นี่ทำไม แต่พอเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะวางมาดเดินเข้าไป “ว่าไง? รู้ตัวแล้วเหรอว่าเมื่อวานตัวเองทำเกินไป เลยตั้งใจตามมาขอโทษ?”
เจนเงยหน้าขึ้นมาด้วยความงุนงง เธอไปพูดตอนไหนว่ามาเพื่อขอโทษ?
อาร์ตมองเธอขึ้นๆ ลงๆ แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย “ไม่มีใครบอกเธอเหรอว่าการขอโทษต้องมีความจริงใจ? มามือเปล่าเนี่ยนะ นี่คือความจริงใจของเธอ?”
“แล้วก็ ต่อไปอย่าเล่นละครตามสะกดรอยแบบนี้อีก ฉันไม่ชอบ!”
