บทที่ 5 การแสดง

เมื่อก่อนเจนก็ชอบเลียบๆ เคียงๆ ถามตารางงานของเขา อยากจะรู้ทุกการเคลื่อนไหวของเขาให้ได้

เขายังนึกว่าครั้งนี้เจนจะแสร้งทำไปได้อีกนานแค่ไหน ที่ไหนได้ ไม่ถึงวันก็กลับมาปรากฏตัวต่อหน้าเขาอีกแล้ว

พอได้ยินแบบนั้น เจนก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

เธอเยาะเย้ยอย่างไม่ไว้หน้า: “อาร์ต เมื่อก่อนฉันไม่เห็นจะรู้เลยว่าคุณหลงตัวเองขนาดนี้นะ? ถนนเส้นนี้ก็ไม่ใช่ของบ้านคุณสักหน่อย หรือคุณคิดว่าแค่ผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างถนน มองคุณนานหน่อยก็แปลว่าชอบคุณแล้วเหรอ?”

“ฉันขอร้องล่ะ กลับไปส่องกระจกดูตัวเองบ้าง ช่วยเจียมเนื้อเจียมตัวหน่อยได้ไหม?”

พลังโจมตีของเจนรุนแรงจนทำให้ผู้ชายทั้งสองคนถึงกับนิ่งอึ้งไป

พอได้สติกลับมา เบนซ์ก็แทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่

คิ้วของอาร์ตกระตุกอย่างแรง ความโกรธพุ่งขึ้นมาจุกที่หัว แต่เขาก็ตระหนักได้ว่านี่คือข้างนอก ถ้าขืนพูดต่อไปต้องได้ทะเลาะกันอีกแน่

การทะเลาะกันข้างนอกให้คนอื่นมองเป็นเรื่องตลก เขาไม่อยากขายหน้า

เขาบังคับตัวเองให้ใจเย็นลง ข่มความไม่พอใจเอาไว้ แล้วพูดว่า “คุณปู่คิดถึงพวกเราแล้ว อยากให้เรากลับไปทานข้าวด้วยกันคืนนี้”

“ฉันไม่ไป”

เจนปฏิเสธทันทีโดยไม่ต้องคิด “เรากำลังจะหย่ากันแล้ว ไม่จำเป็นต้องเล่นละครเป็นคู่รักหวานชื่นต่อไปหรอก การแสดงมันก็น่าเหนื่อยเหมือนกัน”

อีกอย่าง ทุกครั้งที่คุณปู่ให้พวกเขากลับบ้าน ก็จะเตรียมซุปบำรุงสือฉวนต้าปู่ทังไว้หม้อใหญ่ คอยจ้องให้อาร์ตดื่มจนหมด แล้วค่อยมองส่งพวกเขากลับไปด้วยความพึงพอใจ

ที่ท่านทำถึงขนาดนี้ก็เพียงเพื่อหวังว่าจะได้อุ้มหลานเร็ววัน และหวังว่าจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ของเจนกับอาร์ตให้ดีขึ้น

อันที่จริงแล้ว ความสัมพันธ์ของเจนกับอาร์ตเป็นอย่างไรนั้น คุณปู่เองก็รู้ดีแก่ใจ

คุณปู่ไหนเลยจะคิดได้ว่า ซุปบำรุงสือฉวนต้าปู่ทังน่ะได้ผลก็จริง แต่ว่าอาร์ตกลับยืนกรานที่จะสวมถุงยางอนามัยทุกครั้ง

แม้กระทั่งตอนที่ถุงยางอนามัยหมดกะทันหัน ต่อให้อาร์ตจะอึดอัดทรมานแค่ไหน เขาก็จะรอจนกว่าจะมีคนเอาถุงยางมาส่งให้ถึงจะยอมแตะต้องตัวเธอ

ดังนั้นไม่ว่าคุณปู่จะพยายามแค่ไหน เธอกับอาร์ตก็จะไม่มีวันมีลูกด้วยกัน

ใบหน้าของอาร์ตเคร่งขรึมลง เขามองเธอด้วยสายตาเย็นชา “เจน คุณคิดให้ดีๆ!”

“ฉันให้โอกาสคุณแค่วันนี้ครั้งเดียว ถ้าคุณไม่กลับไปกับฉัน ฉันก็จะไม่เปิดใช้งานบัตรเครดิตที่อายัดไว้ให้ พอไม่มีเงินใช้ก็อย่ามาร้องขอจากฉันแล้วกัน!”

เจนชะงักไป มองอาร์ตอย่างไม่อยากจะเชื่อ ความเจ็บปวดมากมายแล่นริ้วเข้าสู่หัวใจ

เธอไม่เคยคิดเลยว่าตลอดการแต่งงานสามปี ในใจของอาร์ต ภาพลักษณ์ของเธอจะเป็นแค่คนที่รักเงินยิ่งชีพ

เขาคิดไปได้อย่างไรว่า ถ้าเธอไม่มีเงินแล้วจะต้องซมซานกลับไปขอร้องเขาน่ะ?

เธอก้มลงมองแหวนเกลี้ยงราคาถูกบนนิ้วนางของตัวเอง แล้วแค่นหัวเราะออกมา

นั่นเป็นแหวนที่เธอรั้นลากอาร์ตไปซื้อตอนแต่งงานกันใหม่ๆ เพียงเพราะหวังว่าชีวิตแต่งงานของพวกเขาจะเรียบง่ายและยืนยาว

ในช่วงแรก แม้ว่าอาร์ตจะให้เงินใช้ส่วนตัวเธอนับล้านทุกเดือน แต่เธอก็ไม่เคยแตะต้องเงินนั้นเลยสักบาท

ต่อมา เธอถึงได้ค้นพบว่า มีเพียงตอนที่เธอสวมเสื้อผ้าและเครื่องประดับแบรนด์เนมหรูหราเท่านั้น สายตาของอาร์ตถึงจะหยุดอยู่ที่เธอบ้างเป็นครั้งคราว

หลังจากนั้นเป็นต้นมา เธอก็เริ่มซื้อของไม่หยุดหย่อน คิดเสมอว่าต้องแต่งตัวเองให้สวยขึ้นอีก เพื่อที่ในสายตาของอาร์ตจะได้มีภาพของเธอบ้าง

ไม่นึกเลยว่าลูกไม้เล็กๆ น้อยๆ ที่ทำไปเพื่อดึงดูดความสนใจจากเขา จะกลายเป็นหลักฐานที่มัดตัวว่าเธอเป็นพวกขาดเงินไม่ได้ไปเสียแล้ว

เขาไม่เคยคิดบ้างเลยหรือ ว่าเธอเองก็มีมือมีเท้า ทำไมจะเลี้ยงตัวเองไม่รอด?

หรือว่าเขาตัดสินไปแล้วว่าเธอเป็นแค่พวกไร้ประโยชน์ที่ไม่มีอะไรดี เอาแต่ใช้เงินเป็นอย่างเดียว?

ช่างเถอะ คิดมากไปก็ไม่มีประโยชน์

พอนึกย้อนไปถึงช่วงสามปีที่ผ่านมา แม้แต่ตัวเจนเองก็ยังรู้สึกดูถูกตัวเองอยู่หน่อยๆ ไม่แปลกใจเลยที่อาร์ตจะมองเธอเช่นนั้น

เจนค่อยๆ ถอดแหวนที่นิ้วนางออกมา ดึงมือของอาร์ตเข้ามาแล้ววางแหวนวงนั้นลงบนฝ่ามือของเขา

“วางใจเถอะ ต่อให้ฉันต้องอดตายข้างถนนก็จะไม่กลับไปหาคุณ คุณรีบจัดการเรื่องใบหย่าให้เรียบร้อยแล้วเอามาให้ฉันเซ็น แบบนั้นจะได้ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะไปใช้เงินของคุณอีก”

เบนซ์ที่อยู่ข้างๆ ชะโงกหน้าออกมาถามด้วยความประหลาดใจ “นี่พวกคุณทะเลาะกันถึงขั้นจะหย่าเลยเหรอ?”

อาร์ตกำแหวนในฝ่ามือแน่น เขาไม่สนใจเบนซ์ แต่ทิ้งคำพูดร้ายกาจประโยคสุดท้ายไว้ให้เจน

“อยากจะหย่านักใช่ไหม ได้เลย แต่เงินของตระกูลปุณณ์เตชะกุลแม้แต่สลึงเดียวคุณก็จะไม่ได้ไป!”

เขาไม่เชื่อหรอกว่าคนที่ใช้เงินมือเติบอย่างเจน จะมีชีวิตอยู่รอดได้ถ้าไม่มีตระกูลปุณณ์เตชะกุล

แต่ที่น่าประหลาดใจคือ เจนกลับตอบตกลงอย่างเรียบง่าย “ได้สิ งั้นคุณก็ให้ทนายร่างสัญญาหย่าฉบับใหม่ แล้วรีบส่งมาให้ฉันเซ็นก็แล้วกัน”

อาร์ตโกรธจนเดินกระทืบเท้าจากไป พร้อมปิดประตูรถเสียงดังสนั่น

เบนซ์ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา แล้วเตือนเจนว่า “ไม่ตามไปหน่อยเหรอ? หมอนั่นโกรธจริงแล้วนะคราวนี้ เวลาเขาโมโหขึ้นมา ง้อยากมากนะ...”

เจนขมวดคิ้วแล้วถามกลับ “ทำไมฉันต้องตามไปด้วยล่ะ?”

เขาคงไม่ได้คิดว่าฉันตามอาร์ตมาจริงๆ ใช่ไหม?

เจนปรับสีหน้าเป็นจริงจังแล้วพูดว่า "ฉันมาทำธุระ ไปคุยกันที่ออฟฟิศของคุณเถอะ"

เบนซ์รู้สึกงุนงงเป็นอย่างมาก เขากับเจนไปมีเรื่องสำคัญต้องคุยกันตั้งแต่เมื่อไหร่?

จนกระทั่งเจนดึงเก้าอี้ออกมานั่งลง แล้วหยิบบทละครเรื่อง《เริ่มใหม่》ส่วนครึ่งแรกออกมา พร้อมกับสัญญาที่บริษัทมงคลสวรรค์เคยส่งให้เธอก่อนหน้านี้ เบนซ์ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจ

เจนคือซวงมู่ นักเขียนบทที่เขียนเรื่องไหนก็ดังเป็นพลุแตกเรื่องนั้นเลยเหรอ?

เขาเพิ่งจะนึกขึ้นได้ ใช่สิ ชื่อเจนณฎาก็ขึ้นต้นด้วยคำว่าเจนไม่ใช่หรือไง

แต่เขาก็ไม่เคยคาดคิดว่าในบรรดาคนชื่อเจนณฎาที่มีอยู่มากมาย จะเป็นเจนคนที่อยู่ใกล้ตัวเขา ซึ่งทุกคนต่างมองว่าเป็นแค่ผู้หญิงไร้ค่าที่เอาแต่ช็อปปิ้งและวนเวียนอยู่รอบตัวสามีไปวันๆ

เธอซ่อนตัวได้ลึกจริงๆ!

ในทันใดนั้น มุมมองที่เบนซ์มีต่อเจนก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง สายตาที่เขามองเธอฉายแววชื่นชมออกมาอย่างเห็นได้ชัด

เจนคุยกับเขาเรื่องทิศทางของเนื้อเรื่องในตอนต่อไป ซึ่งเบนซ์พอใจมาก ถึงขนาดที่ไม่ต้องรอให้เจนเป็นฝ่ายเริ่มพูด เขาก็เสนอราคาที่สูงกว่าเดิมให้ถึงหนึ่งเท่าตัว

อย่างไรเสียเธอก็เป็นภรรยาของเพื่อนสนิท มันก็ต้องมีเรื่องความสัมพันธ์เข้ามาเกี่ยวด้วยบ้างเป็นธรรมดา

เจนพอใจกับราคาที่เสนอมาก และในขณะที่เธอกำลังจะเซ็นสัญญา เบนซ์ก็พูดขึ้นมาทันทีว่า “เมื่อกี้พี่อาร์ตบอกให้ฉันยกบทนางเอกเรื่อง《เริ่มใหม่》ให้แคลร์น่ะ”

มือของเจนที่กำลังจะเซ็นชื่อชะงักไป หัวใจของเธอเจ็บแปลบขึ้นมาทันที

เธอหลุบตาลงต่ำเพื่อปิดบังความรู้สึกในแววตา แล้วพูดอย่างเย็นชาว่า “เหรอ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ?”

เบนซ์ยังไม่ยอมแพ้ ถามต่อว่า “เธอไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ?”

สามีของเธอเอาทรัพยากรไปประเคนให้ผู้หญิงคนอื่นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่นี่มันล้ำเส้นมาถึงผลงานของเธอแล้วนะ

นี่เป็นบทละครที่เจนเขียนด้วยตัวเองแท้ๆ เธอจะยอมรับให้แคลร์มารับบทนางเอกได้จริงๆ น่ะเหรอ?

หากจะบอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลยก็คงจะเป็นการโกหก แค่เห็นอาร์ตกับแคลร์ยืนอยู่ด้วยกัน เธอก็เจ็บใจแทบตายแล้ว!

แต่นั่นมันคือเรื่องในอดีต ตอนนี้เธอตัดสินใจที่จะปล่อยวางแล้ว อาร์ตอยากจะไปอยู่กับใคร หรือดีกับใคร ก็ไม่เกี่ยวกับเธออีกต่อไป

แม้จะคิดอย่างนั้น แต่เจนก็ยังลังเลที่จะเซ็นชื่อลงไป

ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอเงยหน้าขึ้นแล้วพูดว่า “จะให้ฉันเซ็นสัญญาก็ได้ แต่ฉันขอเพิ่มเงื่อนไขข้อหนึ่ง คือฉันต้องมีส่วนร่วมในการคัดเลือกนักแสดงสำหรับตัวละครหลักที่สำคัญด้วย!”

เพราะนี่อาจจะเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายในชีวิตของเธอแล้ว เธอจึงต้องรับผิดชอบต่อผลงานชิ้นสุดท้ายของตัวเอง

จะปล่อยให้กลุ่มทุนยัดใครเข้ามาแสดงตามอำเภอใจไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดฝีมือการแสดงของคนๆ นั้นก็ต้องผ่านการยอมรับจากเธอก่อน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป