บทที่ 8 ใบรับรองแพทย์

ตอนที่ 8 ใบรับรองแพทย์

ชนะภาคมองฝ่าความสลัวภายในสนามหญ้า ซึ่งจัดเป็นสวนร่มรื่นและทำให้เห็นต้นตอของสัญญาณกันขโมยที่ดังขึ้นกลางดึก ภาพของหญิงสาวร่างบางคุ้นตาคนหนึ่งกำลังปีนกระโดดลงมาจากกำแพงบ้านของเขาเอง

“นี่คุณอีกแล้วเหรอ วันนี้อะไรอีก บ้าหรือเปล่าเที่ยวมาปีนบ้านคนอื่นเขากลางดึกแบบนี้ หรือคิดจะมาขโมยอะไร” ชนะภาค เดินตรงเข้าไปหาหญิงสาวอย่างอารมณ์หงุดหงิด ทำไมเจ้าหล่อนถึงชอบเข้ามาหาเรื่องพวกเขาอยู่เสมอนะ เกิดมาไม่เคยพบไม่เคยเห็นคนอะไรดื้อรั้น หัวแข็งอย่างนี้

“หลบไปนะ” บงกชผลักอกเจ้าของบ้านหนุ่มให้พ้นทาง แล้วกระโจนเข้าใส่ลูกชายคนโตของบ้านหลังใหญ่ราวกับเสือสาวตะปบเหยื่อ ชนะภูมิยังไม่ทันได้ตั้งตัวจึงถูกเด็กสาวดึงทึ้งเสื้อนอนของเขาจนขาดแถมด้วยรอยเล็บซึ่งหญิงสาวตัวเล็กทั้งจิกทั้งข่วนเขาไปทั่วตัว

“คุณมันผู้ชายเฮงซวย ใจร้ายฉันเกลียดคุณ เกลียดคุณ เกลียดคุณได้ยินมั้ย” บงกชใช้กำปั้นเล็กๆ ของเธอทุบกับแผ่นอกของบุตรชายคนโตของบ้านพิชิตชัยอย่างบ้าคลั่ง ไม่สนและไม่มีความหวาดกลัวใดๆ หลงหลืออยู่ในใจของเธอเวลานี้ สิ่งที่คิด สิ่งที่วนเวียนในหัวคือพี่สาวของเธอเจ็บเท่าใด ผู้ชายคนนี้ต้องเจ็บให้มากยิ่งกว่า

“นี่ยัยบ้า หยุดบ้าสักที”

ชนะภาคตรงเข้ากระชากตัวหญิงสาวออกมาจากการทุบตีพี่ชายของตนชายหนุ่มใช้แขนทั้งสองรวบเอวบางของหล่อนไว้แล้วดึงออกมาจากพี่ชายอย่างแรง แต่แรงของเขาคงมากไปทำให้เขาเหวี่ยงร่างบางๆ นั้นลงไปกองกับพื้นอย่างไม่ได้เจตนา บงกชล้มลงอย่างไม่เป็นท่าสะบัดใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเหวี่ยงสายตาอาฆาตร้ายใส่ชายหนุ่มทั้งสามคน

“นี่คุณบัว เกิดอะไรขึ้นอีกอย่างนั้นหรือครับ คุณถึงได้มาปีนเข้าบ้านผมกลางดึกแบบนี้ มันต้องมีเหตุผลใช่หรือเปล่าครับ” ชนะพงศ์เอ่ยถามหญิงสาวขึ้นมาทันที

“ทำไมคุณไม่ถามพี่ชายคุณล่ะคะ ว่าเขาไปทำอะไรมาบ้าง” บงกชเหวี่ยงสายตาอาฆาตมาดร้ายไปยังลูกชายคนโตของบ้านพิชิตชัยอย่างจงใจ

“ผม...” ชนะภูมิอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง คิ้วทั้งสองกดเข้าหากัน

“ตอบสิ คุณพาพี่สาวฉันไป คุณทำอะไรกับพี่สาวฉัน” ชนะภูมิยังคงมึนงงอยู่กับบริภาษของหญิงสาว

“นี่คุณเที่ยวมาปีนบ้านคนอื่น มาทำร้ายร่างกายคนในบ้านผม หมิ่นประมาทพี่ชายผม ผมจะไม่ปล่อยคุณออกไปง่ายๆ แน่” ชนะภาคชี้นิ้วใส่หญิงสาวด้วยความหงุดหงิด

“ถ้าคิดจะรังแกกันก็เอาเลย อย่าคิดว่าฉันจะกลัวพวกคุณนะ” บงกชพยุงร่างบางๆ ของตนขึ้นยืนเผชิญหน้ากับลูกชายคนเล็กของบ้านพิชิตชัยตรงๆ พอดีกับที่คุณหญิงพิมพ์และนายชนะพล กำลังเดินตรงมาทางวงสนทนานี้

“นายชนะภูมิ ถ้าหากพี่สาวฉันเป็นอะไรไปล่ะก็ ฉันจะไม่มีวันให้อภัยคุณรวมถึงพวกคุณทุกคนด้วย”

บงกชชี้นิ้วกราดใส่หน้าชายหนุ่มทั้งสามด้วยดวงตามาดร้าย แล้วผลักอกชนะภาคชายหนุ่มตรงหน้าอย่างแรงก่อนจะวิ่งออกไปทางประตูรั้วหน้าบ้าน โดยมีนายเผือกเปิดประตูให้หล่อนออกไปแต่โดยดี

“เสียงเอะอะอะไรกัน แล้วเมื่อกี้นี้ใครแม่เห็นไม่ถนัด”

คุณหญิงพิมพ์เอ่ยถามบุตรชายทั้งสามคน พลางมองเห็นสภาพเสื้อนอนของลูกชายคนโตที่ขาดออกจากกันแถมร่องรอยเล็บของหญิงสาวที่ทิ้งเอาไว้ตามร่างกายลูกชายคนโต

“ตายจริงนี่เกิดอะไรขึ้น ทำไมกันมีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ ขโมยขึ้นบ้านหรือยังไง” คุณหญิงพิมพ์ตรงเข้าไปสำรวจตามเนื้อตัวลูกชายคนโตด้วยความห่วงใย

“เปล่าหรอกครับคุณแม่ แค่คนบ้าเท่านั้นเอง” ชนะภาคตอบรับคำมารดา

“คนบ้า ตายจริงแล้วคนบ้าที่ไหนมาบุกลุกบ้านเราแบบนี้แปลกจริงเชียว” คุณหญิงพิมพ์ยกมือขึ้นจับใบหน้าลูกชายคนโตพลิกซ้ายขวาเพื่อตรวจดูรอยข่วนซึ่งเห็นเป็นริ้วจางๆ อยู่หลายแห่ง

ชนะพงศ์เดินไปก้มลงหยิบเศษกระดาษสีขาวใบหนึ่งซึ่งตกอยู่บนพื้นหญ้าใกล้ๆ กับจุดที่พวกเขายืนคุยกันอยู่ในขณะที่ทุกคนกำลังเดินกลับเข้าไปภายในบ้าน

“พี่ภูมิครับ พี่ภูมิทราบเรื่องนี้หรือเปล่าครับ” สายตาของชนะพงศ์กำลังอ่านไล่ไปบนกระดาษแผ่นเล็กๆ แผ่นนั้น สีหน้าเหมือนกำลังมีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล ทำเอาทุกคนหันไปมองกระดาษแผ่นเดียวกัน

“เรื่องอะไรหรือพงศ์” ชนะภูมิเอ่ยถามน้องชาย

ชนะพงศ์ไม่ได้ตอบคำถามพี่ชาย เพียงแค่ยื่นกระดาษในมือให้กับชายหนุ่ม ชนะภูมิหน้าถอดสีลงทันที คุณหญิงพิมพ์ซึ่งเห็นอาการตกใจของลูกชายคนโตจึงได้หยิบกระดาษในมือลูกชายมาเพื่อดูว่ามันคืออะไรกันแน่

ใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งลงข้อมูลการตรวจร่างกายว่า ผู้ป่วยเข้ารับการรักษามีอาการตกเลือด และชื่อผู้เข้ารับการรักษานั้น คือหญิงสาวซึ่งลูกชายของหล่อนได้พาหนีหายไป เป็นเวลาห้าวันเมื่อหลายเดือนก่อน หากนั่งนับนิ้วกันให้ดีคนมีความคิด มีสติปัญญาก็คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าเรื่องนี้ไม่มีมูลความจริง อีกทั้งท่าทีของเด็กสาวที่ยืนถลึงตาเขียวอยู่นี่อีก

“นี่มันอะไรกันตาภูมิ” คุณหญิงพิมพ์เอ่ยถามลูกชาย คุณหญิงพิมพ์มีสีหน้าตื่นตกใจอย่างเห็นได้ชัด

ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอเคร่งครัดในการอบรมสั่งสอนลูกชายทั้งสามคนเสมอว่า ต้องมีความเป็นสุภาพบุรุษ มีความรับผิดชอบ หรือว่าสิ่งที่เธอพร่ำสอนมานั้นมันจะยังน้อยเกินไป ถึงไม่เพียงพอให้ลูกชายนำไปปฏิบัติ ยิ่งกลับลูกชายคนโตที่เป็นเสมือนหัวเรือของบ้านหลังนี้ด้วยแล้ว

“ผมไม่ทราบครับ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป