บทที่ 5 ตอนที่ 3 : ก้าวสู่แดนทมิฬ

ตอนที่ 3 : ก้าวสู่แดนทมิฬ

เนื่องด้วยบทลงทัณฑ์ของเจนิสคือ ‘ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน’ ซ้ำร้ายเธอยังถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ลงมือยิงและวางแผนการทั้งหมด ตามคำให้การของชายปริศนาที่อ้างตัวว่าเป็นชู้รัก โทษทัณฑ์เดียวที่หญิงสาวได้รับจึงเป็นการประหารชีวิต และนั่นทำให้เธอถูกควบคุมตัวมายังแดนห้าตามมหันตโทษที่ได้รับ

แววตาตื่นตระหนกทอดมองสถานที่แปลกใหม่ซึ่งชีวิตนี้ไม่เคยคิดจะเฉียดกรายเข้ามาแม้เพียงก้าวเดียว กำแพงสูงตระหง่านที่ล้อมรอบด้วยลวดหนามแหลมคมบดบังอิสรภาพจนไร้หนทางที่จะหลบหนีออกไปได้โดยง่าย สร้างความหวาดหวั่นพรั่นพรึงให้หญิงสาวจนจับขั้วหัวใจ

ร่างสมส่วนในชุดสีแดงฉานอันเป็นสัญลักษณ์ของนักโทษประหาร ถูกพาตัวเดินผ่านใจกลางเรือนจำ ท่ามกลางสายตาหลายสิบคู่ที่จับจ้องมา ทว่ากลับไม่มีสายตาคู่ไหนเลยที่จะฉายแววเคียดแค้นดุดันได้เท่ากับบุรุษผู้หนึ่ง

"เป็นเธอเหรอครับ"

เสียงลูกน้องคนสนิทกระซิบถามแผ่วเบาพอให้ได้ยินกันเพียงสองคน ขณะลอบมองชายร่างสูงโปร่งในเครื่องแบบที่แตกต่างจากผู้คนโดยรอบ ผู้อำนวยการหนุ่มไม่ได้เอ่ยคำใดตอบกลับมา ทว่ากระแสความกดดันที่แผ่ซ่านรอบกายกลับเป็นคำตอบที่ชัดเจนพออยู่แล้ว

ใบหน้าคมคายหล่อเหลาสมชายชาตรี เครื่องหน้าไร้ที่ติที่สาวน้อยใหญ่คงนึกฝันอยากเป็นเจ้าของหัวใจ บัดนี้กลับถมึงทึงและน่ากลัวกว่าวันไหนๆ นัยน์ตาคมดุจเหยี่ยวจ้องมองไปยังนักโทษคดีอุกฉกรรจ์อย่างไม่วางตา

"ไม่น่าเชื่อนะครับ หน้าตาก็ดี ไม่น่าเป็นคนแบบนี้เลย"

"หน้าซื่อๆ ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องเป็นคนดีเสมอไปนี่"

"ได้ยินว่าก่อนหน้านี้เธอมีคดีติดตัวใช่ไหมครับ"

ศิลาผู้กุมตำแหน่งผู้อำนวยการเรือนจำจุดยิ้มเยาะขึ้นที่มุมปาก พลางเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงหยัน

"คดีชู้สาวและพยายามทำร้ายร่างกายพ่วงด้วยหลอกลวงทรัพย์ เห็นว่าเป็นเด็กเสี่ยมั้ง เมียผู้ชายเขาไปเจอเลยมีเรื่องกัน เธอคงไม่ยอมถึงได้ทำร้ายคู่กรณีแล้วอ้างว่าถูกทำก่อน แต่จะว่าตัวคนเป็นเมียเสี่ยเองคงจะถึงที่สุดจริงๆ แล้ว เพราะได้ยินมาว่าตัวเอาเงินไปปรนเปรอให้เด็กจนแทบหมดตัว"

"ชู้สาวกับทำร้ายร่างกายนี่ก็พอเข้าใจนะครับ แล้วหลอกลวงทรัพย์ยังไงเอ่ย"

"ก็พอเมียจับได้ เสี่ยนั่นก็สารภาพทั้งน้ำตาขอความเห็นใจจากเมียว่าตนผิดไปแล้วโปรดเห็นใจ ถึงจะเสียเงินให้แต่ยังไม่ได้จับกระทั่งปลายนิ้วมือ!"

"เฮ้อ! เสียเงินเป็นแสนแขนไม่ได้จับของจริง ป๊าด! มิน่าๆ ฟังแล้วขนลุกเลยครับ อะไรจะร้ายขนาดนั้น!"

ผู้มีอำนาจสูงสุดในเรือนจำเค้นหัวเราะหยันออกมาในลำคอ นัยน์ตาคมกริบยังคงจับจ้องเรือนร่างบางด้วยเพลิงแค้นที่ไม่ยอมลดละ แม้ความตายจะเป็นโทษทัณฑ์สูงสุดที่เธอได้รับตามกฎหมาย แต่สำหรับคนที่ต้องสูญเสียแก้วตาดวงใจไปอย่างไม่มีวันหวนคืนเช่นเขา... โทษแค่นั้นมันยังน้อยเกินไป

ความทรมานเจียนตายชนิดที่ว่าจะอยู่ก็ทรมานจะตายก็ไม่ได้ ราวกับได้พบเจอขุมนรกบนดิน... คือสิ่งที่ศิลาปรารถนาจะหยิบยื่นให้เธอชดใช้!

สายตาเหยียดหยาม ดูหมิ่น และไม่เป็นมิตรจากเพื่อนนักโทษด้วยกันส่งตรงมายังเจนิสอย่างโจ่งแจ้ง แม้ความหวาดกลัวต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองยังคงท่วมท้นอยู่ในอก ทว่าหญิงสาวก็ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับชะตากรรมอย่างจำนน เธอพยายามทำเป็นไม่สนใจสายตาและถ้อยคำประณามที่เพื่อนร่วมเรือนจำสาดส่องมา... ทั้งที่ถ้อยคำและการกระทำเหล่านั้น ควรจะเป็นความเห็นอกเห็นใจจากคนที่ตกอยู่ในสถานะเดียวกันเสียมากกว่า

"เด็กใหม่คนนั้นใช่ไหม"

เสียงของนักโทษหญิงผมสั้นเกรียนคนหนึ่งเอ่ยขึ้นเบาๆ ในขณะที่มือและสายตายังคง ‘ทำงาน’ ประจำวันของตนต่อไป ใกล้กันนั้นมีผู้คุมหญิงหน้าตาดุดันยืนขนาบอยู่ไม่ห่าง ก่อนจะเอ่ยปากตอบด้วยน้ำเสียงที่พอได้ยินกันเพียงสองคน

"อือ นั่นแหละ ผู้หญิงเลวที่ 'นาย' หมายถึง"

"สวยนะ แต่ไม่คิดว่าจะเลวขนาดนั้น!"

สุ้มเสียงเคียดแค้นเอ่ยลอดผ่านไรฟันที่ขบกันจนแน่น ผู้คุมหญิงรู้ดีแก่ใจว่าทำไมนักโทษหญิงคนนี้ถึงได้มีปฏิกิริยารุนแรงกับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

‘ผัวคบชู้จนมาหาเรื่องตบตีเธอ ทำให้เธอต้องฆ่าเขาจนตัวต้องติดคุก’

นั่นคือเบื้องหลังความจริงอันเจ็บปวดของนักโทษคนนี้ ความเกลียดชังต่อผู้หญิงที่เป็นชู้เปรียบเสมือนของแสลงที่เธอเกลียดเข้าไส้ จึงไม่แปลกเลยที่เจนิสจะถูกมองด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์แม้จะไม่เคยสร้างความแค้นต่อกัน

หากถามว่าคนในเรือนจำล่วงรู้เรื่องราว ‘ฉาวโฉ่’ ของสมาชิกใหม่ได้อย่างไร... นั่นก็เพราะมันไม่เกินความสามารถของบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สั่งให้แพร่ข่าวฉาวนี้ออกไปนั่นเอง

"เอาขนาดไหน"

"แค่หาเรื่องพอ ไม่ต้องถึงเลือดตกยางออก ที่เหลือเดี๋ยวนายจัดการเอง"

"ฮึ! ไม่คิดนะว่าผู้คุมที่แสนเถรตรงแบบคุณจะยอมแอบแหกกฎแบบนี้"

คนถูกถามยกยิ้มหยันขึ้น พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจ็บแค้นใจไม่ต่างกัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป