บทที่ 1 ภาระที่ต้องแบก
ตอนที่ 1 ภาระที่ต้องแบก
หยดน้ำตาแห่งความอัดอั้น จากการถูกบีบคั้นของคนที่ตนเคารพรักเสมือนญาติผู้ใหญ่ คำขอร้อง แฝงคำประกาศิตเด็ดขาด เป็นดั่งคมมีดกรีดลึกลงไปภายในหัวใจอันร้าวระบมเพราะไร้หนทางขัดขืน
“แม่ขอร้องนะธัน”
“แล้ว...ปราณเขาอยากแต่งงานกับคุณนทีหรือเปล่าครับ” ริมฝีปากอันมีร่องรอยจากฟันคม ขบเม้มจนห้อเลือด ขยับถามสั่นน้ำเสียงเครือเจือความเจ็บปวด
“ธันก็รู้ว่าปราณไม่มีทางยอม”
“ถ้าปราณไม่ยอม คุณแม่จะบังคับเขาเหรอครับ” น้ำตาสายยาวหลั่งออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง
“พวกเราไม่มีทางเลือก ธันเข้าใจแม่ใช่มั้ยลูก” เจ้าของเสียงเศร้า ฟุบใบหน้าลงไปกลางฝ่ามือ ร่ำไห้จนหัวไหล่บางสะท้าน ด้านข้างเด็กหนุ่มในวัยเพิ่งพ้นยี่สิบปีที่คุ้นหน้ากันที่นั่งก้มหน้านิ่งข่มความละอาย
ปราณ และ ธันวา เป็นคู่รักที่คบหากันมานานถึง 7 ปี ท่ามกลางความชื่นชมยินดีของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย เกิดกลายเป็นความผูกพันและกำหนดการลั่นระฆังวิวาห์ในเวลาอันใกล้ หากแต่มรสุมร้ายกลับพัดกระหน่ำเข้ามากลางครอบครัวของปราณ เกิดเป็นวิกฤตเลวร้าย อันหาทางหลบหลีกไม่ได้ เพื่อความอยู่รอดของครอบครัวและวงศ์ตระกูล คุณหญิงปณิตาถึงขั้นบากหน้ามาอ้อนวอน ขอให้ว่าที่ลูกสะใภ้ออกไปจากชีวิตลูกชายคนโต เนื่องจากต้องการให้ปราณ แต่งงานกับลูกเจ้าสัวใหญ่ เพื่อเป็นหลักคุ้มครองความมั่นคงปลอดภัยในธุรกิจครอบครัว
“แต่เรารักกัน ปราณกับธัน เรารักกันมากนะครับแม่”
“แม่รู้...เรื่องนั้นแม่รู้ธัน แต่ตอนนี้ความรักของลูกสองคน มันช่วยพวกเราไม่ได้ แม่เสียใจนะธัน แม่ขอโทษที่ต้องทำอย่างนี้ ธันให้ปราณไปแต่งงานกับคุณนทีนะ”
ธันวา เดินกลับเข้ามาภายในบ้านหลังเล็ก สายตาอันพร่ามัวเพราะความแจ่มใสนั้นถูกกลบไว้ด้วยม่านน้ำตาหนา ทุกอย่างในบ้านหลังนี้กำลังจะกลายเป็นเพียงความทรงจำเช่นนั้นหรือ
“ปราณ” ฝ่ามือขาว วางทาบประคองใบหน้าของชายหนุ่มอันเป็นที่รัก บนกรอบรูปบานใหญ่ที่คนทั้งสองตั้งใจถ่ายไว้ เตรียมตั้งตรงหน้าทางเข้าในงานแต่ง ซึ่งจะมีขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หากแต่มันคงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว เมื่อโชคชะตาฟ้ากลั่นแกล้งทำให้ทั้งสองต้องแยกจากกัน
เข็มของนาฬิกาเรือนเก่าที่แขวนอยู่บนข้างฝา หมุนบอกเวลาเกือบหนึ่งทุ่ม ตอนที่รถยนต์ของแฟนหนุ่มเลี้ยวเข้ามาจอด เจ้าของบ้านวางมือจากการเตรียมสำรับอาหารมื้อค่ำ แล้วเดินไปยืนรอรับแฟนหนุ่มตรงประตูบ้านอย่างเช่นทุกวัน
เจ้าของใบหน้าหล่อคมคาย ซ่อนประกายตาแห่งความเศร้าทิ้งเอาไว้ภายในรถ ลมหายใจเฮือกหนึ่ง ถูกสูดลึกกลับเข้าไปในช่องอก จากนั้นจึงเปิดประตูรถลงมา แล้วรีบเดินเข้าไปสวมกอดแฟนหนุ่ม
“เหนื่อยมั้ย” ยิ้มหวานละมุนเอ่ยถามราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“กลับมาเห็นหน้าธัน เห็นยิ้มหวาน ๆ แบบนี้ปราณก็หายเหนื่อยแล้ว” หน้าโน้มเอียงลงไปหอมแก้ม สองแขนรั้งร่างนุ่มนิ่มเข้ามากอดพยายามเก็บซ่อนทุกความขมขื่นไม่อยากให้คนที่ตนรักรับรู้
“ปราณจะกินข้าวก่อนมั้ย หรือว่าอาบน้ำก่อน”
“กินข้าวก่อน วันนี้ปราณหิวมาก”
เพราะไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น
เพราะไม่รู้ว่าเขาจะได้กินกับข้าว ฝีมือของคนรักเช่นนี้ไปได้อีกกี่มื้อ
ปราณตักอาหารทุกอย่างใส่ลงไปในจาน แล้วกินมันอย่างหวงแหน โดยมีแววตาอ่อนโยนของคนที่กำลังข่มความเจ็บช้ำเอาไว้ภายในไม่ต่างกัน มองตามทุกการเคลื่อนไหว ทั้งนิ้วมือ สันกรามยามเมื่อขยับเคี้ยวอาหารทุกคำ
เพราะไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น
เพราะไม่รู้ว่า ตนเองจะได้ทำอาหาร ให้ผู้ชายคนนี้กินไปได้อีกกี่มื้อ
“กินช้า ๆ ก็ได้” มือยกรินน้ำเติมใส่ลงไปในแก้วใส
“ก็มันอร่อยนี่”
“ถ้าอย่างนั้น...กินเยอะ ๆ นะ” ริมฝีปากคลี่ยิ้มออกมาอย่างทรมาน เมื่อมองเห็นปลายนิ้วสั่นที่พยายามประคองช้อนส้อมแล้วแสร้งตักข้าวเปล่าเข้าปากซ้ำๆ กินทั้งข้าว กลืนทั้งน้ำตาเข้าไปอย่างทรมาน
ภายในห้องนอนสลัว ความเงียบอันเคว้งคว้าง กำลังฉีกกระชากหัวใจสองดวงให้แตกสลาย แม้ไร้เสียงสนทนาใด ๆ แต่ความรัก ความห่วงใย ใส่ใจ ที่คนทั้งคู่มีต่อกันมาตลอด 7 ปี ไม่อาจซ่อนสิ่งที่คนทั้งคู่พยายามปิดบังกันอยู่
“ปราณรักธันนะ รักมากรู้มั้ย” สองแขนกอดร่างบางนุ่มนิ่มเข้ามาแนบอก
“ธันก็รักปราณ รักมากเหมือนกัน ปราณรู้ใช่มั้ย” ใบหน้าเปียกหยดน้ำตาซบลงไปบนแผงอก
“พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ปราณ...ปราณ ปราณอาจไม่ได้กลับมาบ้านนะ ฮือออออออ” น้ำตาลูกผู้ชายไหลพราก พร้อมเสียงสะอื้นอันแสนทรมาน แต่ละคำ แต่ละวลี กว่าจะเรียบเรียงพูดออกมาเป็นประโยคได้ช่างยากเย็น
ธันวาคว้าร่างสั่นของคนรักมาสวมกอด พร้อมลูบแผ่นหลังปลอบประโลม กำหนดการแต่งงานสายฟ้าแลบแบบที่ไม่มีโอกาสให้คนทั้งสองได้มีเวลาเอ่ยคำลาต่อกัน ช่างโหดร้ายทารุณเหลือเกิน
“อืม....ธันรู้” เสียงสะอื้นอันเจ็บปวดไม่แพ้กันดังระงมไปทั่วห้อง สองแก้มนองชื้นไปด้วยหยดน้ำตา
“ปราณไม่อยากไป ปราณไม่อยากทำแบบนี้ ปราณเจ็บ...ธันปราณไม่อยากไป ปราณรักธัน ปราณอยากอยู่กับธัน” สองแขนเหนี่ยวรั้งร่างบอบบางของแฟนหนุ่ม ปากพร่ำพูดเพียงซ้ำ ๆ ตอกย้ำความรักที่มีให้
ธันวานั้นคือรักแรก รักเดียวที่เขามีมาตลอด 7 ปี แต่ปณิตานั้นก็คือแม่บังเกิดเกล้า ที่อุ้มท้อง กล่อมเลี้ยงเขามาจนเติบใหญ่ ที่ผ่านมามารดาไม่เคยเอ่ยขอสิ่งใด กระทั่งผู้เป็นพ่อมาด่วนจากไปกะทันหัน พร้อมทิ้งภาระหนี้สินจำนวนมหาศาลไว้ให้ พร้อมหมายศาลจำนวนมากที่ลูกชายคนโตอย่างเขาตั้งเอาบ่าตัวเองเข้าไปแบกรับ
