บทที่ 2 คุณช่วยยอมให้เธอสักครั้งไม่ได้เหรอ?
เจนจิราชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย แต่เธอเลือกที่จะไม่หันกลับไปมองภาพบาดตาบาดใจที่อยู่เบื้องหลังให้เสียสายตาอีก
ฝ่ายนาตาลีเมื่อเห็นว่าวิชญะเอาแต่ทุ่มความสนใจไปที่เจนจิราก็เริ่มแสดงอาการไม่พอใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง เธอทำปากยื่นปากยาวพลางส่งเสียงออดอ้อนว่า "พี่วิชญะคะ ไหนพี่บอกว่าจะให้หนูเป็นตัวแทนบริษัทไปเซ็นสัญญากับบริษัทเปี่ยมสุขช่วงบ่ายนี้ไงคะ? หนูอุตส่าห์รีบมาก่อนเวลาเพื่อมาศึกษารายละเอียดโครงการ พี่ไม่เห็นจะดีใจกับความตั้งใจของหนูบ้างเลย"
พูดจบ เธอก็หันขวับมาสั่งเจนจิราด้วยน้ำเสียงวางอำนาจทันที "นี่! เลขาเจน... ไปหยิบเอกสารโครงการกับสัญญาของบริษัทเปี่ยมสุขมาให้ฉันหน่อยสิ"
คำสั่งนั้นทำให้ใบหน้าของเจนจิราเย็นเยียบลงจนถึงขีดสุดในทันที
เธอเลือกที่จะทำหูทวนลมใส่คำสั่งที่ไร้มารยาทของนาตาลี แล้วหันไปสบตากับวิชญะด้วยแววตาที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งเยื่อใย "คุณคิดจะเอาโปรเจกต์ของฉัน... ไปประเคนให้ผู้หญิงคนนี้จริง ๆ งั้นเหรอ?"
เขาจะไม่รู้เลยหรือไง ว่ากว่าเธอจะได้โครงการนี้มา เธอต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง?
ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งเดือนก่อน วิชญะต้องการคว้างานระบบ AI ของบริษัทเปี่ยมสุขมาให้ได้ ทั้งฝ่ายการตลาดระดมสมองกันจนหัวหมุนแต่ก็ยังไม่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ
สุดท้าย คนของฝ่ายการตลาดต้องมาอ้อนวอนขอร้องให้เธอช่วย
เธอตอบตกลงทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เพื่อที่จะได้ลายเซ็นในสัญญาฉบับนี้ เธอต้องไปนั่งดื่มรับรองลูกค้ากับคนของบริษัทเปี่ยมสุขจนกระเพาะอักเสบถึงขั้นอาเจียนเป็นเลือด
มิหนำซ้ำ ตอนที่แม่ของซีอีโอบริษัทเปี่ยมสุขล้มป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล เธอก็ไปเฝ้าไข้ดูแลปรนนิบัติอย่างใกล้ชิดจนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนติดต่อกันถึงสิบสามวันเต็ม ๆ จนกระทั่งเธอชนะใจพวกเขาและปิดดีลนี้ลงได้สำเร็จ
แล้วตอนนี้ เขาคิดจะยกผลงานชิ้นโบแดงที่เธอแลกมาด้วยเลือดและหยาดเหงื่อให้คนอื่นมาชุบมือเปิบไปง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ?
เธออาจจะตัดใจจากความรักที่เคยมีให้เขาได้ แต่สำหรับหน้าที่การงาน ผลงานที่เธอสร้างมาเองกับมือ ความผูกพันนั้นมันย่อมตัดไม่ขาด
สีหน้าของวิชญะก็ดูย่ำแย่ไม่แพ้กัน เขาเลือกที่จะไม่ตอบคำถามนั้นของเธอในทันที ก่อนจะหันไปสั่งนาตาลีด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "นาตาลี... คุณออกไปรอข้างนอกก่อน"
"ทำไมถึงต้องไล่หนูออกไปด้วยคะ? พี่เป็นถึงประธานบริษัททองแพ ทำไมพี่ต้องเกรงใจเลขาแค่คนเดียวขนาดนี้ด้วย!?" นาตาลีแผดเสียงโวยวายด้วยความขัดใจ
"ผมบอกให้ออกไป!"
คราวนี้เสียงของเขาทุ้มต่ำลง แฝงไปด้วยรังสีอำมหิตที่กดดันจนทำให้คนฟังถึงกับขนลุกซู่
นาตาลีเริ่มรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาในใจ จึงไม่กล้าปริปากบ่นอีก เธอทำได้เพียงส่งสายตาอาฆาตใส่เจนจิราแวบหนึ่ง ก่อนจะกระแทกเท้าเดินออกจากห้องไป
เมื่อภายในห้องทำงานเหลือเพียงวิชญะและเจนจิราตามลำพัง
วิชญะเดินไปล็อกประตูห้อง แล้วเดินเข้ามาใกล้เธอ เขาพยายามปรับน้ำเสียงให้ดูหนักแน่น "คุณอย่าเพิ่งเข้าใจผิด ผมกับนาตาลีเราไม่ได้มีอะไรเกินเลยกันจริง ๆ เธอเป็นลูกสาวคนเล็กของบริษัทวุฒิเสถียรแล้วช่วงนี้ผมก็มีดีลธุรกิจกับคุณภูมิพัฒน์พี่ชายของเธอ ผมก็เลยต้องช่วยดูแลน้องสาวเขาเป็นพิเศษหน่อย มันเป็นเรื่องของคอนเนคชั่นทางธุรกิจ คุณก็น่าจะเข้าใจดีนี่"
นอกใจก็คือนอกใจ ยังจะมีหน้ามาอ้างเรื่องงานให้ตัวเองดูดีอีก
เขาคิดว่าตัวเองปกปิดได้แนบเนียนนักหรือไง?
เจนจิราแค่นหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขา "ร่วมธุรกิจกับบริษัทวุฒิเสถียร ก็ติดต่อแค่คุณภูมิพัฒน์ก็น่าจะพอมั้งคะ... หรือว่าถ้าคุณไม่คอยพะเน้าพะนอน้องสาวเขา เขาจะไม่ยอมเซ็นสัญญากับคุณ?"
วิชญะที่พยายามจะใจเย็นในตอนแรก เริ่มมีน้ำโหขึ้นมาอีกครั้ง "เจนจิรา! ผมกำลังอธิบายเหตุผลให้คุณฟังดี ๆ นะ คุณจะมาประชดประชันให้มันได้อะไรขึ้นมา?"
เจนจิรานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ แล้วพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ได้! งั้นเรื่องนั้นก็ช่างมันไปก่อน แต่เรื่องที่คุณจะเอาโปรเจกต์ที่ฉันทุ่มเทมาแทบตายไปยกให้ยัยเด็กนั่น มันหมายความว่ายังไง?"
วิชญะถอนหายใจ "ผมไม่ได้จะยกให้เธอถาวรสักหน่อย แค่พี่ชายเธอเขาอยากให้น้องสาวได้ลองฝึกงานดูบ้าง พอดีโปรเจกต์เปี่ยมสุขมันจบดีลไปแล้ว เหลือแค่ขั้นตอนเซ็นสัญญา ผมเลยคิดว่าจะให้เธอไปทำหน้าที่นั้นแทนเพื่อเป็นเกียรติให้ทางฝั่งวุฒิเสถียร ถือว่าเป็นการไว้หน้าคุณภูมิพัฒน์ด้วย ส่วนเงินโบนัสก็ยังเป็นของคุณเหมือนเดิม คุณช่วยเห็นแก่บริษัททองแพของเรา ยอม ๆ เธอหน่อยไม่ได้หรือไง?"
พูดจบ เขาก็ขยับเข้าไปใกล้ ทำท่าจะโอบกอดเธอเหมือนที่เคยทำ
แต่ครั้งนี้ เจนจิรากลับเบี่ยงตัวหลบอย่างเย็นชา
เดิมทีเธอตั้งใจว่าจะต่างคนต่างอยู่ให้จบเดือนนี้ แล้วค่อยแยกทางกันไปเงียบ ๆ
แต่ตอนนี้...
เจนจิราพยักหน้าช้า ๆ มุมปากยกยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา "ได้สิคะ… แล้วไม่ใช่แค่ยอมให้ครั้งนี้ครั้งเดียวด้วยนะ แต่ฉันยอมให้ได้ถึงสองครั้ง สามครั้ง หรือจะมากกว่านั้นก็ได้ตามใจคุณเลย"
"เจนจิรา! นี่คุณหมายความว่ายังไง?"
"เราหย่ากันเถอะค่ะ! ฉันจะได้ยกสามีให้เธอไปด้วยเลยทีเดียว"
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ละครฉากสุดท้ายของเดือนนี้ เธอจะได้ไม่ต้องฝืนเล่นบทเมียที่แสนดีให้เหนื่อยเปล่าอีกต่อไป
ทว่าปฏิกิริยาของวิชญะกลับผิดคาด สีหน้าของเขาเย็นเยียบลงทันตา นัยน์ตาคมกริบจ้องมองเธอเขม็ง "อย่าแม้แต่จะคิดเรื่องนี้ เราจะไม่มีทางหย่ากันเด็ดขาด!"
น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและเด็ดขาด ไม่มีแววของความล้อเล่นหรือลังเลเลยแม้แต่น้อย
เจนจิราถึงกับหลุดขำออกมา เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูขมขื่นและเยือกเย็นจนน่าขนลุก
คงอยากจะเก็บไว้ทั้งเมียหลวงและเมียน้อยสินะ… ผู้ชายมักมาก
วิชญะได้ยินเสียงหัวเราะนั้นแล้วใบหน้าก็ยิ่งตึงเครียดขึ้นไปอีก
แต่เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้พูดถึงเรื่องหย่าต่อ เขาจึงทึกทักเอาเองว่าเธอคงแค่น้อยใจและเรียกร้องความสนใจตามประสาผู้หญิง เขาพยายามผ่อนลมหายใจ ปรับอารมณ์ให้เย็นลง กะว่าจะเข้าไปเอ่ยคำหวานเอาใจเธอสักหน่อยเพื่อให้เรื่องมันจบ ๆ ไป
แต่จู่ ๆ เธอก็โพล่งขึ้นมาว่า "ฉันขอลาออก!"
สี่พยางค์สั้น ๆ แต่หนักแน่น
วิชญะถึงกับขมวดคิ้วมุ่น
เมื่อก่อนเขาเคยคะยั้นคะยอให้เธอลาออกไปใช้ชีวิตเป็นคุณนาย นั่งกินนอนกินสบาย ๆ อยู่ที่บ้าน แต่เธอก็ปฏิเสธหัวชนฝามาตลอด
เธอยอมเหนื่อยทำงานงก ๆ วิ่งไปกลับระหว่างบ้านกับบริษัท ดีกว่าต้องทิ้งงานที่เธอรัก
จนพักหลังมานี้เขาเลิกพูดเรื่องนี้ไปแล้ว
แต่นี่เธอกลับมาขอลาออกในสถานการณ์แบบนี้เนี่ยนะ?
"เป็นเพราะนาตาลีใช่ไหม?" น้ำเสียงของวิชญะเริ่มเจือความรำคาญใจอย่างปิดไม่มิด "เจนจิรา ปกติคุณไม่ใช่คนงี่เง่าไร้เหตุผลแบบนี้นะ เลิกพูดเรื่องลาออกไร้สาระนี่ได้แล้ว เอาแบบนี้ไหม... เดี๋ยวพอผมเคลียร์งานช่วงนี้เสร็จ ผมจะพาคุณไปเที่ยวพักผ่อนให้เต็มที่เลย คุณเคยบ่นว่าอยากไปไซบีเรียไม่ใช่เหรอ? เดี๋ยวอีกไม่กี่วันเราจัดทริปไปกันเลยก็ได้ ตกลงไหม?"
เจนจิรามองหน้าเขา พอได้ฟังข้อเสนอที่เหมือนเป็นการตบหัวแล้วลูบหลังบวกกับน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรำคาญใจของเขาแล้ว เธอก็อยากจะหัวเราะออกมาดัง ๆ ใจคนเรานี่มันช่างเปลี่ยนง่ายเสียจริง
เธอไม่เอ่ยปากพูดอะไรต่อแม้แต่คำเดียว เพียงแค่หมุนตัวหันหลังแล้วเดินออกจากห้องทำงานของเขาไปทันที
ช่วงบ่ายสองโมง เธอได้ข่าวว่านาตาลีหอบสัญญาโครงการไปที่บริษัทเปี่ยมสุขเพียงลำพัง
เดิมทีวิชญะต้องไปด้วย แต่เขาดันติดธุระด่วนกะทันหันจึงปลีกตัวไปไม่ได้
เจนจิราไม่สนใจจะรับรู้อีกต่อไป
ขนาดตัววิชญะเองที่เธอเคยรักหมดหัวใจ เธอยังตัดทิ้งได้อย่างไม่เสียดาย แล้วนับประสาอะไรกับโปรเจกต์งานชิ้นเดียวที่เขากล้าเอาหยาดเหงื่อของเธอไปประเคนให้คนอื่น
ตัดบัวอย่าให้เหลือใย ตัดใจให้เด็ดขาดก็จบเรื่อง
เธอลงมือเก็บข้าวของส่วนตัวใส่กล่องอย่างเงียบเชียบ โดยไม่รอให้ถึงเวลาเลิกงาน เธอก็เดินถือกล่องนั้นออกมาจากบริษัท ก่อนจะก้าวขึ้นรถแล้วขับออกไปทันที
เจนจิราขับรถร่อนเร่ไปตามท้องถนนอย่างไร้จุดหมาย สายตามองดูผู้คนที่เดินขวักไขว่กันไปมา ช่างน่าตลกดีที่โลกนี้มันแสนจะกว้างใหญ่ แต่เธอกลับรู้สึกว่างเปล่าและโดดเดี่ยวจนไร้ที่ไป
สุดท้าย เธอจึงตัดสินใจไปหาหยาดทิพย์ เพื่อนสนิทของเธอ
หยาดทิพย์มีอาชีพเป็นทนายความ
แน่นอนว่าร่างสัญญาหย่าของเจนจิรา ก็ได้หยาดทิพย์นี่แหละที่เป็นคนจัดการให้ทั้งหมด
ทันทีที่ได้ยินว่าเจนจิราตัดสินใจลาออกแบบสายฟ้าแลบ หยาดทิพย์ก็ยกมือสนับสนุนเต็มที่ "ฉันจะบอกให้นะ แกควรจะลาออกจากงานเฮงซวยนั่นตั้งนานแล้ว เจนจิราคนเก่งที่ฉันเคยรู้จักหายไปไหนแล้ว? แกมันระดับอัจฉริยะทางธุรกิจเลยนะเว้ย!
ถ้าปีนั้นแกไม่โชว์ฝีมือขั้นเทพกลางงานประชุมสุดยอด จนคว้าโปรเจกต์ยักษ์ที่ทุกบริษัทจ้องจะแย่งกันแทบตายมาประเคนให้วิชญะได้ บริษัททองแพของเขาจะมีปัญญาเข้าตลาดหลักทรัพย์จนกลายเป็นเบอร์ต้น ๆ ของวงการภายในระยะเวลาแค่ไม่กี่ปีแบบนี้เหรอ?
แล้วดูตอนนี้สิ... แบบนี้มันเรียกว่าพอเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพลชัด ๆ
มันคิดจะหักปีกหักหางแก ให้คนที่มีมันสมองระดับเพชรอย่างแกไปเป็นนังแจ๋วคอยซักผ้าหุงข้าวให้มันที่บ้านงั้นเหรอ? นี่สมองมันฝ่อไปหมดแล้วหรือโดนควายดีดกะโหลกมาหรือไงห้ะถึงคิดได้แค่นี้!"
