บทที่ 3 โซ่ที่ดีแค่ไหนก็ล่ามสุนัขที่อยากหนีไม่อยู่

เจนจิราฟังเสียงด่าทอวิชญะของเพื่อนรัก ความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานพลันมลายหายไป แทนที่ด้วยเสียงหัวเราะที่หลุดออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

แต่เสียงหัวเราะนั้น กลับยิ่งทำให้หยาดทิพย์รู้สึกจุกหน่วงในอกด้วยความเวทนา"ไอ้วิชญะเฮงซวยเอ๊ย!

มันลืมไปแล้วหรือไงว่าอาณาจักรตระกูลทองแพที่รุ่งเรืองอยู่ทุกวันนี้ ครึ่งหนึ่งมันเป็นหยาดเหงื่อแรงกายของแกที่บุกเบิกมาทั้งนั้น!

นอกจากจะไม่เห็นหัวแกแล้ว มันยังลืมไปหมดสิ้นว่าแกยอมทิ้งช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดในอาชีพ เพื่อกลับมาดูแลครอบครัว ทุ่มเทใจให้มันคนเดียว แต่มันกลับไม่รู้จักพอ ยังจะไปเลี้ยงดูมือที่สามข้างนอกนั่นอีก?"

ยิ่งพูด หยาดทิพย์ก็ยิ่งเดือดดาล

เจนจิราเพียงยิ้มอย่างปล่อยวาง "ผู้ชายจะนอกใใจน่ะทิพย์... มันไม่เกี่ยวหรอกว่าเราดีแค่ไหน ต่อให้มีโซ่ทองเส้นใหญ่แค่ไหน ก็ล่ามสุนัขที่คิดจะหนีไม่ได้หรอก"

หยาดทิพย์พยักหน้าเห็นด้วยทันที "ถูกของแก! งั้นครบกำหนดเดือนนึงเมื่อไหร่ เราไปทันที อย่าไปรอมัน เชิดใส่ให้มันเสียดายไปเลย!"

เธอเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนถามต่อ "แล้วแกวางแผนจะทำยังไงต่อ?"

เจนจิรานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ตอนแรกฉันคิดจะเปิดบริษัทเองแต่พอมาคำนวณทรัพยากรที่มีอยู่ในมือจริง ๆ แทบทั้งหมดมันผูกติดอยู่กับวิชญะ

ฉันไม่อยากให้มีอะไรคาราคาซังกับเขาหลังหย่า

ฉันเลยเปลี่ยนใจ... จะหางานใหม่ทำเพื่อสะสมคอนเนคชั่นของตัวเองใหม่ รอจนถึงจังหวะที่เหมาะสม ค่อยขยับขยายสร้างอาณาจักรของตัวเองจริง ๆ"

หยาดทิพย์ทำท่าครุ่นคิด "ความคิดแกเข้าท่าดีนะ... งั้นลองดูที่ 'บริษัทแก้วโรจน์' ดูไหมล่ะ?"

"บริษัทแก้วโรจน์เหรอ?"

เจนจิราเคยได้ยินชื่อนี้มาบ้าง เพราะ 'ภาคิน' คือผู้กุมบังเหียนคนปัจจุบันของบริษัทแก้วโรจน์ เขาเป็นทายาทรุ่นที่ห้า และบุตรชายคนโตของตระกูลมหาเศรษฐีที่ทรงอิทธิพลลำดับต้น ๆ ของประเทศ

เขาขึ้นชื่อเรื่องความลึกลับและรักความเป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง แทบจะหาข้อมูลของเขาในโลกออนไลน์ไม่ได้เลย เขาไม่เคยตอบรับการสัมภาษณ์จากสื่อสำนักไหน และไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชน

ภายใต้การบริหารของเขา บริษัทแก้วโรจน์เติบโตขึ้นถึงสองเท่าภายในระยะเวลาเพียงแค่สามปี ครอบคลุมธุรกิจแทบทุกวงการ จนกลายเป็นเครือบริษัทครบวงจรที่ทรงอิทธิพลอย่างมาก

หยาดทิพย์พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น "ถ้าแกได้เข้าไปทำงานที่นั่น รับรองว่าได้โชว์ฝีมือเต็มที่แน่ ๆ ว่าไง สนใจไหม?"

เจนจิราหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ "แกประเมินฉันสูงเกินไปแล้ว มันไม่ใช่เรื่องว่าฉันสนใจไหม แต่ปัญหาคือออฟเฟอร์ของบริษัทแก้วโรจน์ไม่ได้คว้ามาง่าย ๆ นะ"

หยาดทิพย์มองเพื่อนด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ "นี่แกโดนวิชญะล้างสมองมาหลายปี จนลืมไปแล้วเหรอว่าตัวเองเคยเป็นอัจฉริยะด้านธุรกิจขนาดไหน?"

เจนจิรานิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง "เอาไว้ก่อนเถอะ ยังไงก็ต้องรอให้ฉันเคลียร์งานทางนี้ให้จบก่อน"

"ก็จริงของแก"

หยาดทิพย์พยักหน้า เหลือบมองนาฬิกาข้อมือ กำลังจะชวนไปหาอะไรทาน แต่จังหวะนั้นเอง โทรศัพท์มือถือของเจนจิราก็ดังขึ้น

หน้าจอโชว์ชื่อ 'เจตน์' ผู้ช่วยคนสนิทของวิชญะ

น้ำเสียงของเขาดูร้อนรนจนผิดปกติ "คุณเจนครับ สะดวกไหมครับ รบกวนเข้ามาที่บริษัทหน่อยได้ไหมครับ?"

เจนจิราถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "มีเรื่องอะไร?"

เจตน์อึกอักเล็กน้อยก่อนตอบ "คุยทางโทรศัพท์คงไม่สะดวก คุณเจนเข้ามาดูเองดีกว่าครับ"

เจนจิราแว่วเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น ดังลอดเข้ามาในสาย

เธอตัดสินใจไม่ซักไซ้ให้เสียเวลา วางสายแล้วหันไปบอกลาหยาดทิพย์ ก่อนจะรีบมุ่งหน้าไปยังบริษัท

เมื่อกลับมาถึงบริษัททองแพ ก็เป็นเวลาเลิกงานพอดี

เธอตรงดิ่งไปยังชั้นผู้บริหาร ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก ก็เห็นนาตาลีเดินออกมาจากห้องทำงานของวิชญะด้วยดวงตาที่บวมช้ำจากการร้องไห้

ที่แท้เสียงร้องไห้ในโทรศัพท์ก็คือเธอนั่นเอง

เจนจิรากระตุกยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา พอจะเดาเรื่องราวได้คร่าว ๆ

เจตน์รีบเดินเข้ามาต้อนรับ "คุณเจนครับ คุณวิชญะรออยู่ในห้องครับ"

เจนจิราพยักหน้า เคาะประตูพอเป็นพิธีแล้วผลักบานประตูเข้าไป

"เรียกฉันมามีธุระอะไร?" เธอถามเสียงเรียบ

วิชญะลุกจากเก้าอี้ทำงาน ถือแฟ้มเอกสารเดินตรงมาหาเธอ "นี่เป็นสัญญาของบริษัทเปี่ยมสุข ทางฝั่งนั้นเขายืนกรานหัวชนฝาว่าจะเซ็นกับคุณคนเดียวเท่านั้น ผมเลยต้องรบกวนคุณไปจัดการอีกรอบ"

เจนจิราหัวเราะออกมาทันที ดวงตาคู่สวยจ้องมองเขาอย่างรู้ทัน "ไม่ใช่ว่าเขาจะเซ็นกับฉันคนเดียวหรอกมั้ง แต่เป็นเพราะแม่ผู้ช่วยตัวน้อยของคุณวิชญะทำโปรเจกต์พังไม่เป็นท่ามากกว่าใช่ไหม?"

วิชญะขมวดคิ้ว "ผมบอกคุณแล้วไงว่าผมกับนาตาลีไม่มีอะไรเกินเลย เธอก็แค่..."

"ฉันไม่สนใจเรื่องของคุณกับหล่อนหรอก" เจนจิราตัดบทอย่างไม่ใยดี "ในเมื่อคุณเลือกจะกระชากโปรเจกต์นี้ไปจากมือฉันแล้ว มันก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของฉันอีก"

พูดจบเธอก็หันหลังเตรียมเดินออกไปโดยไม่ไยดี

วิชญะหน้าบึ้งตึงขึ้นมาทันที เขารีบก้าวเข้ามาคว้าต้นแขนเธอไว้

เจนจิราสะบัดแขนออกโดยสัญชาตญาณ ราวกับสัมผัสโดนสิ่งปฏิกูลที่น่ารังเกียจ น้ำเสียงของเธอแข็งกร้าวขึ้นทันควัน "อย่ามาแตะต้องตัวฉัน"

สีหน้าของชายหนุ่มสลดลงยิ่งกว่าเดิม "เจนจิรา ผมบอกกี่ครั้งแล้วว่าผู้หญิงคนนั้นไม่มีค่าพอจะสะเทือนสถานะของคุณได้เลย คุณจะกดดันให้ผมไล่เขาออกไปจากบริษัทให้ได้เลยใช่ไหม?"

เจนจิราไม่ตอบโต้ เพียงแต่จ้องมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า

แต่สุดท้าย เธอก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรมากความ

เธอปรายตามองแฟ้มสัญญาในมือเขา แล้วพยักหน้า "จะให้ฉันตามเช็ดล้างให้ก็ได้ แต่มีข้อแลกเปลี่ยน... คุณต้องเซ็นอนุมัติใบลาออกที่ฉันส่งเข้าอีเมลเดี๋ยวนี้"

"คุณจะลาออกจริง ๆ เหรอ?"

"ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?" เธอปรับน้ำเสียงให้ดูผ่อนคลายเหมือนไม่ยี่หระ "ได้เป็นคุณนายไฮโซ สบายจะตายไป วัน ๆ ก็แค่แต่งตัวสวยออกไปช้อปปิ้ง บินไปเที่ยวรอบโลก ไม่ต้องมานั่งปวดหัวในบริษัทให้เสียสุขภาพจิต"

วิชญะถอนหายใจอย่างโล่งอก ท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด "อยู่ในบริษัท ใครจะกล้าทำให้คุณปวดหัวกัน?"

ประโยคที่ฟังดูเหมือนเอาใจใส่

แต่เจนจิรากลับยิ้มเยาะในใจ

เขาไม่รู้จริง ๆ หรือว่าพนักงานในบริษัทนินทาว่าร้ายเธออย่างไรบ้าง?

บ้างก็ว่าเธอทำงานถวายหัวแทบตาย สุดท้ายก็ได้เป็นแค่เลขาฯ ส่วนตัวที่ไม่มีบทบาทสำคัญ

บ้างก็ว่าเธอตะเกียกตะกายปีนขึ้นเตียงเขา แต่เขากลับไม่เคยคิดจะเชิดชูเธอในฐานะภรรยาออกหน้าออกตาเลยสักครั้ง

แต่เธอไม่คิดจะบอกเรื่องพวกนี้ให้เขารู้ ทำเพียงตอบกลับสั้น ๆ "ฉันเหนื่อย อยากพัก"

วิชญะพยักหน้า ไม่ติดใจสงสัยอะไรอีก "เดี๋ยวผมอนุมัติใบลาออกให้ ก็ดีเหมือนกัน พอจบโปรเจกต์บริษัทเปี่ยมสุขแล้ว คุณจะได้พักผ่อนยาว ๆ"

เจนจิราไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด เธอเพียงแค่ดึงแฟ้มสัญญาออกจากมือเขา

วิชญะเห็นเธอยอมลงให้ ก็รู้สึกเบาใจ คิดจะดึงเธอเข้ามากอดปลอบใจเหมือนวันวาน

แต่เธอกลับหันหลังเดินจากไปเสียก่อน

เขาจึงไม่มีโอกาสได้เห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปในชั่วพริบตาของเธอ... ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเย็นชาและเด็ดเดี่ยว

ใบลาออกได้รับการอนุมัติแล้ว

ข้อตกลงหย่าก็เซ็นเรียบร้อยแล้ว

เธอไม่จำเป็นต้องแสร้งสวมบทบาทเล่นละครตบตาเขาอีกต่อไป

อีกหนึ่งเดือนนับจากนี้ พวกเขาจะกลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกันอย่างสมบูรณ์

...

เมื่อกลับมาถึงห้องทำงาน เจนจิราโทรนัดหมายเวลาใหม่กับทางบริษัทเปี่ยมสุข และจองโต๊ะรับรองที่ 'คลับอยุธยา' คลับหรูระดับท็อปของเมือง

เวลาหกโมงครึ่ง

เธอเติมเครื่องสำอางเล็กน้อยให้ดูเรียบร้อย หยิบแฟ้มสัญญา เตรียมตัวเดินทางไปยังคลับอยุธยา

ทว่า ทันทีที่เดินมาถึงลานจอดรถ เธอก็เห็นรถของวิชญะจอดเทียบอยู่ข้างรถของเธอ

เขานั่งประจำที่อยู่หลังพวงมาลัย โดยมีนาตาลีนั่งอยู่ที่เบาะข้างคนขับ

เขาลดกระจกลง แล้วพูดกับเจนจิราว่า "ขึ้นรถสิ ผมจะไปกับคุณด้วย"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป