บทที่ 4 ใจเอนเอียงอย่างรุนแรง
"ไม่จำเป็นค่ะ!"
เจนจิราปฏิเสธเสียงแข็งโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
วิชญะอ้าปากค้างกำลังจะเอ่ยปาก แต่เสียงหวานหยดย้อยจากที่นั่งข้างคนขับของนาตาลีก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน
"คุณเจนคะ ต้องขอโทษด้วยนะคะ เรื่องนี้เป็นความผิดของหนูเองที่ทำได้ไม่ดี จนคุณต้องมาตามเช็ดล้างปัญหาให้ หนูรู้สึกไม่สบายใจจริงๆ ก็เลยอยากจะไปขอโทษด้วยตัวเอง แต่พี่วิชญะเขาเป็นห่วง ยืนกรานว่าจะต้องมาเป็นเพื่อนหนูให้ได้"
หญิงสาวเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูไร้เดียงสา "คุณเจนรีบขึ้นรถเถอะค่ะ ไปด้วยกันเถอะ มีพี่วิชญะคอยปกป้องพวกเรา รับรองว่าไม่มีใครกล้ารังแกเราแน่นอน"
ประโยคนั้นฟังดูเหมือนจะออกมาจากปากของเด็กสาวผู้ใสซื่อบริสุทธิ์
ทว่าเจนจิรากลับมองเห็นรอยยิ้มเยาะที่มุมปากของอีกฝ่าย มันคือการประกาศชัยชนะอย่างโจ่งแจ้ง คราบน้ำตาและความน่าสงสารที่เห็นในออฟฟิศเมื่อช่วงบ่ายมลายหายไปจนหมดสิ้น
ดูท่าทางวิชญะคงจะปลอบโยนแม่คุณหนูคนนี้มาเป็นอย่างดีสินะ
เจนจิราแค่นยิ้มออกมา เธอคร้านจะต่อปากต่อคำด้วย จึงเมินหน้าหนีและเดินตรงไปยังรถของตัวเองทันที
แต่นาตาลีก็ตาไวพอที่จะเห็นแววตาดูแคลนที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าของเจนจิรา
นาตาลี ผู้เป็นถึงคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลวุฒิเสถียร ผู้มีอิทธิพลหนุนหลังมาโดยตลอด ไม่เคยมีใครกล้าดูถูกเธอเช่นนี้มาก่อน
ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาจนเธอนั่งไม่ติดตะโกนไล่หลังเจนจิราไปว่า "นี่เจนจิรา! เธอหมายความว่ายังไง? ฉันอุตส่าห์หวังดีจะขอโทษเธอ แต่เธอกลับทำท่าทางแบบนี้ใส่ฉันเนี่ยนะ?"
"พอได้แล้ว เลิกทะเลาะกันสักที"
วิชญะเอ่ยปรามเสียงเข้ม ก่อนจะหันไปส่งสายตาปลอบประโลมให้นาตาลีสงบลง
จากนั้นเขาก็หันขวับมาทางเจนจิราแล้วตำหนิว่า "น้องเขายังเด็ก ยังอ่อนต่อโลก เพิ่งจะเริ่มทำงาน การทำโปรเจกต์พังมันก็เป็นเรื่องสุดวิสัยที่เกิดขึ้นได้ เธอทำกับน้องแบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ? ไปขอโทษน้องเขาซะ เรื่องจะได้จบๆ กันไป"
ชั่วขณะหนึ่ง เจนจิรานึกว่าหูฝาดไป
นี่เขากำลังเล่นตลกร้ายอะไรอยู่หรือเปล่า?
เธอหมุนตัวกลับมา จ้องมองชายหนุ่มในรถเขม็ง "ให้ฉันขอโทษเธอ? ขอโทษเพราะเธอเป็นลูกสาวตระกูลวุฒิเสถียรเหรอคะ? หรือต้องขอโทษที่เธอมาแย่งโปรเจกต์ฉันไป? หรือเพราะเธอทำโปรเจกต์ฉันพังพินาศจนฉันต้องตามไปแก้ปัญหาให้?"
คำถามย้อนศรสามดอกติดกันทำเอาใบหน้าของวิชญะบึ้งตึงจนน่ากลัว เขาข่มอารมณ์โกรธแล้วกดเสียงต่ำ "ผมบอกคุณกี่ครั้งแล้วว่าน้องเขายังเด็ก เป็นเด็กที่ถูกตามใจมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย จะพูดจะทำอะไรก็ทำตามอำเภอใจไปบ้าง คุณจะไปถือสาหาความอะไรกับน้องนักหนา?"
คำพูดนี้...
ราวกับว่าต่อให้นาตาลีทำผิดร้ายแรงแค่ไหน ก็เป็นเพียงแค่ความ "ทำตามอำเภอใจ" เท่านั้น
แต่เจนจิราที่ไม่ได้ทำผิดอะไรเลย กลับกลายเป็นคนใจแคบ เป็นพวกเจ้าคิดเจ้าแค้นไม่ยอมจบยอมสิ้น
วิชญะ... คุณช่วยลองมองดูตัวเองหน่อยได้ไหมว่าตาชั่งในใจคุณมันเอียงกระเท่เร่ขนาดไหนแล้ว?
นาตาลีที่นั่งอยู่ข้างๆ ยิ้มกริ่ม เชิดหน้าขึ้นมองเจนจิราด้วยสายตาของผู้ชนะ
เจนจิราหัวเราะในลำคอ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่เย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจ "คุณวิชญะคะ ฉันยังไม่ได้พูดว่าอะไรเลยไม่ใช่เหรอ? แม่หนูน้อยของคุณอยากจะทำตัวตามอำเภอใจยังไงก็เชิญเถอะค่ะ ขอแค่อย่ามาทำตามอำเภอใจต่อหน้าฉันก็พอ"
สีหน้าของวิชญะดูย่ำแย่ลงไปอีก
เจนจิราหมดอารมณ์จะเสวนากับคนทั้งคู่ เธอเหลือบมองนาฬิกาข้อมือแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำ "อีกสิบห้านาทีจะถึงเวลานัดเลี้ยงรับรองของบริษัทเปี่ยมสุข คุณวิชญะยังยืนยันจะให้ฉันเสียเวลาขอโทษแม่หนูน้อยของคุณอยู่อีกไหมคะ?"
วิชญะไม่ได้ตอบโต้ เขาเพียงแต่จ้องมองเธอด้วยสายตาเย็นชาและหนักอึ้ง จนบรรยากาศรอบตัวดูมืดครึ้มลงไปถนัดตา
เจนจิราไม่สนใจไยดีอีกต่อไป เธอหันหลังกลับและก้าวขึ้นรถของตัวเอง
ตลอดเส้นทาง ริมฝีปากสีแดงสดเม้มเข้าหากันแน่น แววตาฉายแววเย็นชาซ้อนทับกันหลายชั้น
เธอพยายามอย่างยิ่งที่จะมองข้ามความเจ็บปวดที่กรีดลึกในหัวใจ
ไม่อยากนึกถึงภาพที่วิชญะออกโรงปกป้องนาตาลี
ไม่อยากนึกถึงสายตารังเกียจที่เขามองมาที่เธอ
ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ เธอไม่อยากจะเก็บมาใส่ใจอีกแล้ว
ก็แค่... เวลาอีก 29 วันสุดท้ายเท่านั้น
เธอเหยียบคันเร่งมุ่งหน้าไปยังลานจอดรถของ 'คลับอยุธยา'
เมื่อจอดรถสนิท เธอเอนหลังพิงเบาะแล้วหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน
หลังความเงียบงันชั่วครู่ เธอข่มอารมณ์ฟุ้งซ่านทั้งหมดลง ปรับสีหน้าและแววตาให้กลับมาเป็นปกติ หยิบกระเป๋าเครื่องสำอางขึ้นมาเติมหน้าให้เรียบร้อย ก่อนจะก้าวลงจากรถ
จังหวะนั้นเอง รถของวิชญะและนาตาลีก็มาถึงพอดี
รถของพวกเขาจอดเทียบข้างรถของเจนจิรา
เจนจิราไม่แม้แต่จะปรายตามอง
ท่าทีเมินเฉยนั้นยิ่งทำให้ใบหน้าของวิชญะบึ้งตึงหนักข้อขึ้นไปอีก
แม้ทั้งสองฝ่ายจะไม่ได้พูดคุยกัน แต่บรรยากาศมาคุที่แผ่ออกมานั้น ใครเห็นก็ดูออกว่ากำลังทำสงครามประสาทกันอยู่
นาตาลียังคงทำหน้าที่ราดน้ำมันเข้ากองไฟ หันไปพูดกับวิชญะว่า "พี่วิชญะคะ พี่เป็นถึงเจ้านายสายตรงของเธอนะคะ เธอก็แค่เลขาส่วนตัว เผลอๆ ตำแหน่งต่ำกว่านายเจตน์ด้วยซ้ำ เธอมีสิทธิ์อะไรมาทำกิริยาแบบนี้ใส่พี่?"
เจนจิราที่เดินนำหน้าไปไม่กี่เมตรได้ยินประโยคนั้นชัดเจน แต่เธอไม่หันกลับไปมอง
วิชญะส่งสายตาปรามนาตาลีเป็นเชิงดุ หญิงสาวจึงยอมหุบปากลงอย่างไม่เต็มใจนัก
ทั้งสามคนเดินตรงไปยังห้องรับรองวีไอพีที่จองไว้ในคลับอยุธยา
เจนจิราเดินเข้าไปเป็นคนแรก
ภายในห้อง ตัวแทนจากบริษัทเปี่ยมสุขและเพื่อนร่วมงานอีกสองคนมารรออยู่ก่อนแล้ว
ผู้รับผิดชอบโครงการนี้คือ 'คณาธิป' ผู้อำนวยการฝ่ายของบริษัทเปี่ยมสุข และยังมีศักดิ์เป็นถึงลูกเขยเจ้าของบริษัท เขาเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมลงพุง
คณาธิปใช้สายตาโลมเลียกวาดมองเจนจิราตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาเต็มไปด้วยความหื่นกระหาย แต่วาจากลับเชือดเฉือน "ผมนึกว่าวันนี้คุณเจนจะเทนัดผมอีกแล้วซะอีก!"
เจนจิรารู้อยู่เต็มอกก่อนมาแล้วว่า การที่บริษัททองแพเปลี่ยนตัวคนดูแลโปรเจกต์กะทันหันก่อนเซ็นสัญญา โดยส่งนาตาลีมาแทนแล้วดันไปสร้างเรื่องขัดใจคณาธิปเข้า เขาจะต้องเอาบัญชีแค้นนี้มาลงที่เธอแน่
เจนจิราไม่คิดจะแก้ตัวให้ตัวเองดูดี เธอเพียงยิ้มรับอย่างมืออาชีพ "เรื่องนี้เป็นความผิดพลาดของดิฉันเองที่จัดการได้ไม่ดีพอ ดิฉันขอดื่มไถ่โทษสามแก้วเพื่อเป็นการขอขมาคุณคณาธิป หวังว่าคุณคณาธิปผู้ใจกว้างจะไม่ถือสาหาความนะคะ"
เมื่อเธอเป็นฝ่ายยอมรับผิดก่อน แถมยังเป็นผู้หญิงสวยที่ยอมลงให้ อีกฝ่ายก็หาเรื่องต่อได้ยาก
คณาธิปหันไปพูดกับลูกน้องสองคนว่า "เห็นไหมล่ะ ผมบอกแล้วว่าคุณเจนเขาเป็นคนใจถึง"
พูดจบ เขาก็ตบเก้าอี้ว่างข้างตัวดังปุๆ "คุณเจน มาครับ มานั่งตรงนี้"
เจตนาแอบแฝงชัดเจนเสียยิ่งกว่าชัด
เจนจิราย่อมรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้ไม่ได้แค่ชอบดื่มเหล้า แต่ยังมักมากในกามอีกด้วย
ขืนเธอนั่งลงข้างเขา มีหวังโดนลวนลามมือไม้ปลาหมึกตลอดมื้ออาหารแน่
เธอจึงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นท่าทางเชื้อเชิญนั้น แล้วเลือกนั่งลงที่เก้าอี้ตัวถัดไปโดยเว้นระยะห่างไว้หนึ่งที่นั่ง
สีหน้าของคณาธิปมืดครึ้มลงทันตา เขากำลังจะอ้าปากตำหนิ แต่จังหวะนั้นวิชญะก็พานาตาลีเดินเข้ามาในห้องพอดี...
คณาธิปชะงักไปเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ก่อนจะรีบปรับสีหน้า ลุกขึ้นเดินเข้าไปยื่นมือทักทายวิชญะ "ไม่คิดว่าคุณวิชญะจะให้เกียรติมาด้วยตัวเอง สวัสดีครับคุณวิชญะ ผมคณาธิปครับ"
น้ำเสียงของเขาดูนอบน้อมและเกรงใจอย่างเห็นได้ชัด
วิชญะย่อมไม่ลดตัวลงไปเกลือกกลั้ว เขาเมินเฉยต่อความกระตือรือร้นของคณาธิป เพียงแค่ปรายตามองด้วยสายตาเย็นชา
คณาธิปหน้าเจื่อนไปเล็กน้อยด้วยความเก้อเขิน แต่ก็รีบแก้สถานการณ์ด้วยการเลื่อนเก้าอี้ให้ "เชิญนั่งครับคุณวิชญะ"
วิชญะทรุดตัวลงนั่ง กวาดสายตาเย็นเยียบมองไปรอบวง
เจนจิราทำเหมือนเขาไม่มีตัวตน เธอทักทายทุกคนในโต๊ะและหันไปพูดคุยกับคณาธิปด้วยรอยยิ้มการค้า
คณาธิปรินเหล้าใส่แก้วด้วยตัวเองพลางเอ่ยว่า "เมื่อกี้คุณเจนพูดเองนะครับ ว่าจะดื่มไถ่โทษสามแก้ว"
