บทที่ 6 ใช้ร่างกายของเธอชดเชย

ทันใดนั้น เจนจิราก็รีบเปลี่ยนเรื่องอย่างชาญฉลาด รอยยิ้มบาง ๆ ที่ดูมีเลศนัยปรากฏขึ้นบนใบหน้า "ดูท่าปลาตัวนี้เราคงจะทานกันไม่ไหวแล้วล่ะค่ะ ไม่เป็นไรนะคะ เดี๋ยวให้ทางร้านทำมาเสิร์ฟใหม่ดีกว่า

แต่ดิฉันได้ยินมาว่า วันนี้ปลาที่ทางร้านคัดมามีแต่ตัวใหญ่ ๆ ทั้งนั้น เกรงว่าจานใบเดิมนี้จะเล็กเกินไปจนใส่ได้ไม่หมด และทางร้านเองก็น่าจะไม่มีจานใบไหนที่ใหญ่ไปกว่านี้แล้วด้วยสิคะ"

คำพูดของเธออาจจะฟังดูเหมือนกำลังพูดถึงอาหารบนโต๊ะ ทว่าความนัยที่ซ่อนอยู่ในนั้นก็คือ แม้บริษัททองแพจะไม่ใช่ตัวเลือกอันดับหนึ่งในใจของบริษัทเปี่ยมสุข แต่ขนาดโครงการของเปี่ยมสุขนั้นใหญ่โตมโหฬารเกินกว่าที่บริษัทอื่นจะรับไหว หากไม่เลือกบริษัททองแพที่มีศักยภาพพร้อมที่สุด บริษัทอื่น ๆ ในตลาดก็เปรียบเสมือนจานใบเล็กที่ไม่มีศักยภาพมากพอที่จะรองรับงานชิ้นใหญ่ระดับนี้ได้ทั้งหมด

นี่คือเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมบริษัทเปี่ยมสุขถึงต้องจำใจเลือกบริษัททองแพมาตั้งแต่ต้น

เจตนาของเจนจิรานั้นชัดเจนแจ่มแจ้ง เธอทำการบ้านเกี่ยวกับบริษัทเปี่ยมสุขมาเป็นอย่างดี และรู้ดีว่าเธอถือไพ่เหนือกว่าในฐานะทางเลือกเดียวที่พวกเขามี ดังนั้นอย่าได้คิดจะใช้เล่ห์เหลี่ยมมาฉวยโอกาสกดดันเธอเสียให้ยาก

วิชญะที่นั่งลุ้นจนตัวโก่งลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ที่แท้เธอก็รู้ทันเกมทุกอย่าง

สีหน้าของคณาธิปดูเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เขาขบกรามแน่นก่อนจะฝืนยิ้มแล้วเอ่ยลอดไรฟันออกมาว่า "คุณเจนทำการบ้านมาดีจริง ๆ นะครับ"

เจนจิรายิ้มรับพลางชูแก้วไวน์ขึ้น "คุณคณาธิปชมเกินไปแล้วค่ะ แก้วนี้ดิฉันขอดื่มให้คุณนะคะ!"

หลังจากนั้น บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งสัญญาทางธุรกิจมูลค่ามหาศาลถูกลงนามเป็นที่เรียบร้อย

ทว่าในขณะเดียวกัน เจนจิราเริ่มรู้สึกว่าร่างกายของเธอกำลังจะถึงขีดจำกัด ความเจ็บปวดเสียดแทงในกระเพาะอาหารรุนแรงราวกับมีกองเพลิงกำลังลุกไหม้อยู่ภายใน ใบหน้าของเธอซีดเผือดลงจนแทบไร้สีเลือด ความวิงเวียนเข้าจู่โจมเป็นระลอกจนภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน เม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาเต็มหน้าผากจนไรผมเปียกชื้น เสื้อเชิ้ตแนบไปกับแผ่นหลังที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

หากต้องดื่มต่ออีกแม้แต่แก้วเดียว เธอคงได้ฟุบลงไปตรงนี้แน่

แต่คณาธิปกลับไม่ได้มีท่าทีจะรามือ เขายังคงรินไวน์ใส่แก้วให้เธอไม่หยุด...

เจตนาของเขานั้นชัดเจนจนไม่ต้องเสียเวลาเดา

ในเมื่อบีบให้บริษัททองแพยอมลดผลประโยชน์ในสัญญาไม่ได้ เขาก็ตั้งใจจะให้เจนจิราเอาเรือนร่างมาจ่ายชดเชยส่วนต่างนั้นแทน

แน่นอนว่าเจนจิราดูออกทะลุปรุโปร่ง

และนาตาลีเองก็ดูออกเช่นกัน

เธอเหลือบมองสีหน้าที่เต็มไปด้วยความทรมานของเจนจิรา ก่อนจะแอบกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา แววตาฉายประกายความอำมหิตออกมาวูบหนึ่ง

เจนจิรา ฉันอยากจะรู้นักว่าถ้าไม่มีพี่วิชญะคอยปกป้อง คืนนี้แกจะหนีรอดจากเงื้อมมือของตาเฒ่าตัณหากลับคนนี้ไปได้ยังไง

เมื่อคิดได้ดังนั้น นาตาลีก็หันขวับไปหาวิชญะที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เธอปรับสีหน้าให้ดูไร้เดียงสาและน่าสงสารได้อย่างแนบเนียนในชั่วพริบตา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนอย่างน่าเวทนาว่า "พี่วิชญะคะ... หนูเริ่มมึนหัวไปหมดแล้ว กลิ่นเหล้าในห้องนี้ทำให้หนูอยากจะอาเจียน พี่วิชญะช่วยไปส่งหนูที่บ้านก่อนได้ไหมคะ?"

"เอ่อ..."

วิชญะมีท่าทีลังเลอย่างเห็นได้ชัด เขาหันไปมองเจนจิราโดยสัญชาตญาณ

ทว่านาตาลีไม่ปล่อยให้เขาได้คิดนาน เธอรีบคว้ามือเขามากุมไว้แน่น ส่งสายตาเว้าวอนสุดชีวิต "พี่วิชญะคะ..."

น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยจริตมารยาที่ถูกปรุงแต่งมาเป็นอย่างดี

วิชญะครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาประเมินว่าทางฝั่งเจนจิราน่าจะใช้เวลาเคลียร์ความเรียบร้อยอีกสักประมาณยี่สิบนาที ซึ่งก็น่าจะพอดีกับที่เขาไปส่งนาตาลีแล้ววนรถกลับมารับ

คณาธิปที่รอจังหวะอยู่แล้วก็รีบเสริมขึ้นมาทันที "คุณวิชญะไปส่งน้องผู้ช่วยก่อนเถอะครับ ส่วนทางนี้... ให้คุณเจนอยู่ดื่มเป็นเพื่อนผมต่ออีกสักสองสามแก้ว ถือว่าเป็นการฉลองที่เซ็นสัญญากันเรียบร้อย"

วิชญะพยักหน้าอย่างเย็นชา ก่อนจะหันไปสั่งเจนจิราสั้น ๆ ว่า "ทางนี้ผมฝากคุณจัดการด้วยนะ เดี๋ยวผมไปส่งนาตาลีแล้วจะรีบกลับมารับ"

พูดจบ เขาก็คว้าเสื้อสูทแล้วพานาตาลีเดินออกจากห้องไปทันที โดยไม่คิดจะรอคำตอบรับของเจนจิราเลยแม้แต่น้อย

เขาเดินออกไปโดยไม่ทันได้สังเกตเลยว่า ในมุมที่เขามองไม่เห็น นาตาลีได้ส่งสายตาเย้ยหยันมาให้เจนจิรา เป็นสายตาที่ท้าทายอย่างโจ่งแจ้งว่า: เจนจิรา ฉันจะคอยดูจุดจบของแก!

เจนจิรากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ เสียงประตูที่ปิดลงไล่หลังพวกเขาราวกับเสียงค้อนที่ตอกลงบนฝาโลง เลือดในกายของเธอเย็นเฉียบราวกับถูกแช่แข็ง

วิชญะ... นี่เขาโง่จนดูไม่ออกจริง ๆ เหรอว่าคณาธิปพยายามมอมเหล้าเธอเพื่อหวังจะเคลมเธอ?

ไอ้ผู้ชายเฮงซวย!

เพื่อนาตาลีแล้ว เขาถึงกับกล้าทิ้งเมียตัวเองไว้ในกรงเสือ คงไม่นึกกลัวเลยสินะว่าเธอจะทำโปรเจกต์นี้พัง

ในเมื่อเป็นแบบนี้ เธอก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว

ร่างกายของเธอฝืนทนมาจนถึงขีดสุด เรี่ยวแรงที่มีเหมือนถูกสูบออกไปจนหมด รสเฝื่อนคาวของเลือดตีตื้นขึ้นมาจากลำคอ

เธอพยายามกลืนก้อนเลือดนั้นลงไปอย่างยากลำบาก

เวลาเหลือไม่มากแล้ว เธอต้องรีบหาทางเอาตัวรอดให้เร็วที่สุด

แต่ตอนนี้ ในห้องวีไอพีเหลือเพียงเธอกับคณาธิปสองต่อสอง แต่การจะใช้ไม้แข็งเพื่อสู้แรงผู้ชายในตอนที่สภาพร่างกายของตัวเองกำลังอ่อนแอ คงเป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะหนีรอด

และเมื่อไร้ก้างขวางคอ คณาธิปก็ไม่จำเป็นต้องซ่อนเขี้ยวเล็บอีกต่อไป

เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินย่างสามขุมเข้ามาหาเจนจิราด้วยท่าทีคุกคาม ดวงตาตี่เล็กคู่นั้นจ้องมองเรือนร่างของเธอด้วยความหื่นกระหายอย่างโจ่งแจ้ง ลิ้นหนาดันกระพุ้งแก้มพลางแสยะยิ้มที่น่าสะอิดสะเอียนออกมา "คุณวิชญะนี่เห็นหนุ่ม ๆ แบบนี้แต่ก็รู้ธรรมเนียมดีเหมือนกันนะ รู้ว่าผมถูกใจคุณเจนมากขนาดไหน ก็เลยเปิดทางยกคุณให้ผม..."

เจนจิราพยายามข่มความกลัว มือข้างหนึ่งที่ชุ่มเหงื่อกำหูหิ้วของกระเป๋าไว้แน่น สายตาที่เริ่มพร่าเลือนกวาดมองไปรอบห้องเพื่อหาทางรอด เธอจะไม่ปล่อยให้โอกาสรอดหลุดลอยไปได้แม้แต่นิดเดียว

ใบหน้าของเธอยังคงรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง เธอเหยียดยิ้มให้คณาธิป ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ใช่ค่ะ คุณวิชญะอาจจะกลับไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่าคุณนายปภาวียังอยู่ที่นี่นะคะ"

"คุณหมายความว่ายังไง?" คณาธิปถึงกับชะงัก สีหน้าที่เคยหื่นกระหายเปลี่ยนเป็นความสงสัยในชั่วพริบตา

รอยยิ้มของเจนจิราดูสดใสขึ้นมาอีกระดับ "ตายจริง... นี่สามีภรรยาเขาไม่คุยกันเหรอคะ? คุณไม่ทราบเหรอคะว่าวันนี้ภรรยาของคุณก็นัดเพื่อนสนิทมาทานข้าวที่คลับอยุธยาเหมือนกัน ดิฉันอุตส่าห์ช่วยสืบมาให้คุณคณาธิปแล้วนะคะว่า คุณนายปภาวีก็อยู่ชั้นนี้เหมือนกัน ที่ห้อง 8888 นี่เองค่ะ คุณจะไม่แวะไปทักทายภรรยาหน่อยเหรอคะ?"

เพราะรู้ว่าคุณนายปภาวีจองโต๊ะที่คลับอยุธยาไว้ เจนจิราจึงจงใจเลือกร้านนี้เช่นกัน

เพื่อเป็นทางหนีทีไล่สุดท้ายให้กับตัวเอง

ใคร ๆ ก็รู้ว่าที่คณาธิปไต่เต้าขึ้นมามีหน้ามีตาในสังคมได้ก็เพราะบารมีของบ้านภรรยา ค่อนชีวิตของเขาต้องอยู่ภายใต้อำนาจและการควบคุมของเมียหลวง

แต่ใครจะคาดคิด ครั้งนี้ความกลัวเมียกลับใช้ไม่ได้ผล คณาธิปตวาดลั่นด้วยความโกรธจัด "ต่อให้ยายแก่หนังเหนียวนั่นอยู่ที่นี่ วันนี้กูก็จะเอามึงให้ได้ ยังไงมึงก็หนีกูไม่พ้นหรอก!"

พูดจบ เขาก็พุ่งตัวเข้าหาเธอทันทีราวกับสัตว์ร้ายที่หลุดออกจากกรง

เจนจิราเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว พร้อมกับตะโกนสุดเสียงไปทางประตู "คุณนายปภาวี!"

คณาธิปที่ใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวงเมียมาค่อนชีวิตเกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น เขาเผลอหันขวับไปมองที่ประตูโดยอัตโนมัติ

และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เจนจิราก็รวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ วิ่งถลาออกไปที่ประตูอย่างไม่คิดชีวิต

เมื่อคณาธิปรู้ตัวว่าถูกหลอก เขาก็สบถคำหยาบคายออกมาลั่นห้อง ก่อนจะรีบวิ่งไล่ตามเธอไปติด ๆ

ลำพังแค่จะพยุงตัวยืนให้ตรงเจนจิรายังแทบจะทำไม่ได้ นับประสาอะไรกับการวิ่งหนี ในใจเธอได้แต่ภาวนาขอให้เจอพนักงานหรือใครสักคน เพื่อช่วยเธอให้รอดออกไปจากตรงนี้

แต่โชคชะตากลับเล่นตลก วันนี้โถงทางเดินกลับเงียบกริบไร้ผู้คนราวกับจงใจกลั่นแกล้งเธอ

เธอวิ่งออกมาได้เพียงไม่กี่ก้าว เรี่ยวแรงก็หมดลงดื้อ ๆ จนคณาธิปวิ่งตามมาได้ทัน

เขาแสยะยิ้มอย่างน่ารังเกียจ สายตาโลมเลียไปทั่วเรือนร่างของเธอ พลางเลียริมฝีปากด้วยความกระหาย "นังตัวดี... คราวนี้ฉันจะดูซิว่าเธอจะหนีไปไหนได้อีก!"

สิ้นเสียงคำราม เขาก็คว้าข้อมือเธอแล้วออกแรงกระชากลากเธอกลับเข้าไปในห้อง

เจนจิราผวาเฮือกด้วยความตื่นตระหนก มืออีกข้างพยายามคว้าขอบหน้าต่างตรงทางเดินแล้วยึดไว้แน่นสุดชีวิต

แต่ฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปบวกกับอาการโรคกระเพาะที่กำเริบหนัก ทำให้ภายในท้องของเธอปั่นป่วนอย่างรุนแรงราวกับถูกน้ำกรดสาด

เรี่ยวแรงอันน้อยนิดที่อุตส่าห์เค้นออกมา กำลังเหือดหายไปจากร่างกายอย่างช้า ๆ

ความสิ้นหวังเริ่มเกาะกุมหัวใจ

เธอไม่มีแรงจะยื้อไว้อีกต่อไปแล้ว

นิ้วมือเรียวสวยค่อย ๆ คลายออกจากขอบหน้าต่างอย่างจำนน ปล่อยให้คณาธิปลากร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของเธอกลับเข้าไปสู่ขุมนรกในห้องนั้นอีกครั้ง...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป