บทที่ 6 3/1
“ถึงจะผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วแต่ผมเข้าไปตรวจร่างกายตอนนี้เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานก็ยังทัน ที่สำคัญ... หลักฐานพิสูจน์ตัวตนผู้กระทำผิด” เขาใช้บัตรประชาชนของเธอ ‘ชี้’ มาที่เธอ “ผมก็ยึดไว้แล้ว คุณฉัตรว่าเรื่องนี้ผมควรทำยังไงดี ผมควรแจ้งความหรือว่า... เราจะไกล่เกลี่ยเรื่องนี้กันเองก่อนดีล่ะครับ”
คุณหมอสาวเหมือนจะหยุดหายใจ แต่หลังตั้งตัวติดเธอก็สะบัดมือ
เขาออก เรื่องกฎหมายไม่ใช่แค่ทนายที่รู้!
“ผู้ชายจะฟ้องกล่าวหาว่าผู้หญิงถูกข่มขืน คุณคิดได้ยังไงน่ะ” เธอหรี่ตามองเขา ทั้งหน้าทั้งตัวแดงก่ำ ตอนนี้อายครึ่งหนึ่ง และโมโหมากกว่ากับการกล่าวหาหน้าด้าน ๆ จากผู้ชายหัวหมอ! “ผู้หญิงข่มขืนผู้ชายไม่ได้ เพราะ--” พูดแล้วก็คอแข็ง หน้าร้อนวาบ “ถ้าแข็งตัว” หญิงสาวก้มหน้าหลบ “ถือว่ายินยอม”
“ผมรู้” ถายุกรยังหน้าเป็น พูดเสียงซื่อ “แต่กรณีที่ผู้หญิงล่อลวงชายผู้นั้นก่อน อันนี้ก็อีกเรื่องนะครับ”
ล่อ-ลวง!
ล่อลวง!
สลิลฉัตรเถียงไม่ออก เธอกลืนน้ำลายลงคอฝืด ๆ เมื่อคืนจำอะไรไม่ค่อยได้เท่าไหร่นัก ความจำยังขาด ๆ หาย ๆ แถมไม่รู้ด้วยว่าเธอไปทำอะไรที่เข้าข่ายล่อลวงเขาไว้...
หญิงสาวมองจ้องหน้าทนายความหนุ่มอีกครั้ง
ล่อ... ลวง... ตายแล้ว! เมื่อคืนนี้เธอไปสร้างวีรกรรมอะไรไว้ ทำไมจู่ ๆ ดูเขามั่นใจนักว่าถูกล่อ-ลวง!!
คุณหมอสาวตรงหน้าเขาก้มหน้างุดหลังอึ้งไปอีกยก ถายุกรอมยิ้มน้อย ๆ ในหน้า สลิลฉัตรฉลาดอันนี้เขาไม่เถียง แต่ดูเหมือนเธอจะคิดเผื่อไว้น้อยไปหน่อย
สายตาของถายุกรอ่อนลง ทั้งสงสาร ทั้งขำ ทั้งเอ็นดูสาวเจ้าอยู่ไม่น้อย เพราะไม่เคยเห็นเธอในมุมนี้มาก่อนเลย
ชายหนุ่มยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมอง ตอนนี้บ่ายสี่โมงสี่นาทีห้าสิบวินาที
ถายุกรเหลือบมองคนที่ค่อยเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขา สลิลฉัตรกลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่ เสียงพูดเบาแทบไม่ได้ยิน
“แล้วฉันไปทำอะไรไว้บ้างคะ”
บ่ายสี่โมงห้านาที ช้าไปจากที่คิดห้านาที ทนายความหนุ่มกลั้นยิ้มสุดกำลังไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย
“ผมว่าคุยเรื่องนี้ทีนี่คงไม่เหมาะเท่าไหร่มั้งครับ”
“แล้วคุณอยากคุยเรื่องนี้ที่ไหน”
“คอนโดคุณฉัตรดีไหมครับ” ถายุกรผ่อนลมหายใจบ้าง และรีบพูดเมื่อเห็นว่าเธอกำลังจะแย้ง “แต่คุณฉัตรสัญญาก่อนได้ไหม ว่าถ้าไปที่คอนโดของคุณแล้วผมจะปลอดภัย”
สลิลฉัตรอ้าปากและหุบพูดไม่ออก ดวงหน้าเรียวเอียงน้อย ๆ สายตาที่มองจับเหมือนมีกองไฟลุกอยู่ เพราะตอนนี้พ่อทนายหนุ่มมีสีหน้ากลัว ๆ เหมือนว่าผู้หญิงตัวเล็กอย่างเธอจะไปปล้ำเขาเข้าอีก!
‘ขอโทษครับที่ต้องพูดตรง ๆ เพื่อความสบายใจว่าคุณอดุลย์และคุณสลิลฉัตรได้ร่วมมือกันไหม ผมคงต้องขอให้คุณท่านอนุญาตให้ผมใช้วิธีนี้ แต่คงต้องปิดเรื่องนี้ไว้ก่อนไม่ให้คุณรัชรู้’
หลังเข้าประชุมและพบว่าคำขออนุมัติซื้อเครื่องมือแพทย์ไม่มีปัญหา ถายุกรก็โทรศัพท์กลับไปหาคุณหญิงพักตร์พิไล รายงานผลการประชุมและตรงเข้าเรื่องที่เขาสงสัย เพราะถึงจะมีหุ้นอยู่มาก แต่อดุลย์ไม่น่าไว้ใจ การ ‘แอบ’ กินเล็กกินน้อย ชายผู้นี้กระทำอยู่เสมอ แต่พักตร์พิไลบอกให้เขามองผ่านไปเสีย เรื่องมันไม่ได้หนักหนา แต่ให้ถายุกรคอยจับตาดูอยู่ตลอดเวลา
แม่ของสรัชเป็นคนฉลาด เข้าใจโลกและทันคน ท่านสอนเขาว่าไม่จำเป็นที่จะต้องอวดตัวว่ารู้ สู้อยู่นิ่ง ๆ เฉย ๆ จับตามองมันสนุกกว่า เพราะ
คนเราเวลาเผยไต๋ก็เนื่องจากคิดว่าคนอื่นโง่ รู้ไม่ทันตัวนั่นแหละ
หนึ่งทุ่มสิบห้านาที เขาขับรถยนต์ตามสลิลฉัตรมาถึงคอนโดของเธอ เป้าหมายจริง ๆ ก็คือการตรวจสอบ
เท่าที่รู้จากคนที่ให้ตามสืบเรื่องนี้มาบอกว่า อดุลย์กับสลิลฉัตรมีปากเสียงกันเมื่อหลายวันก่อน ซึ่งเป็นวันก่อนหน้าที่จะมีการประชุมอนุมัติงบ สองพ่อลูกคู่นี้ทะเลาะกันค่อนข้างรุนแรง และเขาก็สังหรณ์ใจว่ามันจะเกี่ยวกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เพราะตอนนี้อดุลย์กำลังจะถังแตก พ่อของเธอหวังเหลือเกินที่จะดองเป็นทองแผ่นเดียวกับตระกูลรัชชานนท์ ซึ่งตอนนี้หลุดมือไปเรียบร้อยแล้ว แล้วคนที่กำลังจนตรอก ถายุกรมองด้านดีไม่ได้หรอกว่าอดุลย์จะหาเงินมาโดยวิธีสุจริต
เสียงเคาะกระจกประตูรถยนต์ทำให้เขาเหลียวมอง สลิลฉัตรส่งสัญญาณมือเป็นการบอกให้เขาลดกระจกลง
“คุณรอที่ฟร้อนท์ข้างล่างแล้วกันนะคะ ขอฉันขึ้นไปทำธุระที่ห้องครู่เดียว”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วนิด ๆ “เกรงว่าคุยที่ฟร้อนท์ก็ไม่ต่างจากที่ร้านกาแฟข้างโรงพยาบาลหรอกครับ” และท่าทียุ่งยากใจของหญิงสาวก็ทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่า การที่ไม่อยากให้เขาขึ้นไปบนห้องพักของเธอ อาจเป็นเพราะเอกสารเกี่ยวกับการมีนอกมีในของบิดาของเธออยู่ที่นี่ “ผมไม่มีปัญหาหรอกครับ แค่กลัวว่าคนที่เสียจะเป็นคุณฉัตรต่างหาก”
เธอไม่เต็มใจ!
สลิลฉัตรไม่อยากให้เขาขึ้นไปที่ห้องส่วนตัว ถายุกรเป็นผู้ชายและอาจจะไว้ใจได้ แต่หลังจากเกิดเรื่องเมื่อคืนเธอก็เริ่มไม่แน่ใจแล้ว
คุณหมอคนสวยไม่เคยไว้ใจผู้ชายคนไหนนอกจากสรัช แล้วก็พ่อของตัวเอง อดีตบางอย่างในตอนที่ยังเด็กเล็กทำให้เธอขยาดฝังใจมาจนถึงทุก
วันนี้
