บทที่ 16 16
16
ภูวดลพยักหน้าเห็นด้วย “จริงของมึง แต่มึงพูดเหมือนไม่ได้เพิ่งมาจากต่างประเทศยังงั้นแหละ”
“กูเพิ่งค้นพบสัจธรรมไงถึงได้กลับมา”
พูดจบก็แหงนหน้าขึ้นสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ที่ถูกพัดพามาจากยอดเขาและสูดเข้าสู่ปอดอย่างชื่นอกชื่นใจ พร้อมยกกล้องถ่ายรูปคู่ใจในมือขึ้นถ่ายภาพวิวยามเย็น ที่เวลานี้แสงและสีสวยงามเองโดยธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องปรับมุมกล้องแต่อย่างใด เพื่อเก็บภาพกลุ่มอีกาและบรรดานกต่างๆ ที่บินอยู่บนท้องฟ้า
“กูเพิ่งเห็นตัวของอีกาชัดๆ ก็ตอนนี้แหละว่ะไอ้เรน ไม่สงสัยเลยว่าเหตุใดคนเราถึงได้เปรียบเปรยว่าอย่าใจดำเหมือนอีกา”
“ทำไมหรือวะ” เขาถามเพื่อนแต่ยังไม่ละสายตาจากภาพทิศทัศน์บนท้องฟ้าซึ่งกำลังบรรจงถ่ายอยู่
“ตอนแรกกูนึกว่าอีกาจะดำแค่ปีก ไม่นึกว่าจะดำทั้งตัวแบบนี้ สมแล้วที่ถูกเอามาเปรียบเทียบ” ผู้เป็นเพื่อนตอบอย่างขบขัน
“ถ้ามึงไม่พูดกูก็ไม่เคยสังเกตเหมือนกัน” ลอราชละสายตาจากกล้องถ่ายรูปแล้วหันมองตามสายตาของเพื่อนไปยังอีกาคู่นั้น
“กูว่าอากาศที่นี่ดีกว่ากรุงเทพฯ อย่างเทียบกันไม่ติด” เขาเอ่ย ก่อนหันไปมองบรรยากาศรอบตัว ซึ่งเวลานี้ดวงอาทิตย์กำลังใกล้ลับขอบฟ้า อากาศดูเหมือนจะยิ่งเย็นลงเรื่อยๆ ผิดกับในเมืองหลวงราวหน้ามือเป็นหลังมือ
“นั่นสิ ถ้าเป็นในกรุงเทพฯ ตอนนี้ยังร้อนอยู่เลย บางวันร้อนจนถึงใกล้หกโมงโน่น” ภูวดลพยักหน้าเห็นด้วย “บ้านมึงน่าอยู่จริงๆ นะไอ้เรน ทุกอย่างยังคงความเป็นธรรมชาติ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากสมัยตอนกูมาเมื่อหลายปีก่อนเลย” ก่อนจะกวาดสายตามองไปยังอาณาเขตอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัวผู้เป็นเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมกึ่งรีสอร์ต ฟาร์มโคนม และสุดท้ายโรงผลิตไวน์รสชาติเยี่ยมซึ่งกำลังมีชื่อเสียงอยู่ในขณะนี้
ทว่าสิ่งสะดุดสายตา คงไม่พ้นป้ายสีน้ำตาลเข้มอันใหญ่ ที่เขียนเป็นตัวหนังสือหวัดๆ อย่างวิจิตรงดงาม ติดไว้ด้านหน้าทางเข้าว่า ‘เรือนลอราช’
“หมั่นไส้ว่ะ แหม เรือนลอราช ยังกับเป็นเจ้าทางเหนือ ต้องมีชื่อติดไว้หน้าคุ้ม” ภูวดลค่อนขอด แต่ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “เอ่อ ขอโทษว่ะกูลืมไปว่าแม่มึงมีเชื้อเจ้าทางเหนือ”
คำพูดประโยคสุดท้ายของเพื่อนสนิท ทำเอาสีหน้าของลอราชเปลี่ยนเป็นซีดก่อนจะสลดลงทันที เพราะเจ้าสร้อยดาริกาผู้เป็นแม่นั้นเสียชีวิตตอนตัวเขาไปเรียนต่างประเทศได้เพียงปีเดียวเท่านั้น และคนพูดอย่างภูวดลก็รู้ตัวว่าคำพูดของตัวเองเข้าไปกระทบจิตใจของผู้เป็นเพื่อนโดยไม่ตั้งใจ จึงรีบเปลี่ยนเรื่องพูดทันควัน
“ไอ้เรน ถ้ามึงแต่งงานเรือนนี้ก็ต้องมีชื่อเมียของมึงด้วยสิวะ จะเปลี่ยนเป็นเรือนลอราชอิงลดา หรืออิงลดาลอราชดีล่ะวะ”
ดูเหมือนคำพูดดังกล่าวจะได้ผล เพราะสีหน้าของลอราชที่สลดลงเมื่อครู่เปลี่ยนไปทันที ก่อนจะโต้ตอบออกมาทันควัน “มึงจะพูดถึงผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาทำไมวะ”
ช่างภาพคนดังอยากจะตะบันหน้าเพื่อนสนิทนัก เพราะสมองเจ้ากรรมพอได้ยินชื่อผู้หญิงคนนั้นขึ้นมา ดวงหน้าสวยๆ แต่งอง้ำของเจ้าหล่อนก็ลอยมาให้เห็นในทันใด เขาไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ผู้หญิงสวยๆ มีให้ระลึกถึงและจดจำตั้งมากมาย เหตุใดต้องมาเจาะจงเป็นผู้หญิงคนนี้ที่มองเขาด้วยสายตาอย่างกับเป็นศัตรูกันมาแต่ชาติปางก่อนด้วย
ภูวดลตอบด้วยการหัวเราะเสียงดังๆ แทน พลางมองเพื่อนด้วยสีหน้ามีลับลมคมใน แต่ยังไม่ทันจะได้โต้คารมกันต่อก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นสตรีกลางคนหน้าตางดงามเดินลิ่วๆ ลงมาจากบนบ้านตรงมายังทั้งสอง แล้วหยุดยืนจ้องหน้าลอราชอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตรงเข้าสวมกอดไว้จนแน่นด้วยความคิดถึง ก่อนจะหอมแก้มซ้ายขวาไม่หยุด จนดวงหน้าที่พ้นหนวดเคราของคนถูกหอมแดงระเรื่อ ด้วยความอายเพื่อนที่ยืนกอดอกมองมายิ้มๆ
“เรน เรนของป้ากลับมาแล้วจริงๆ ด้วย รู้ไหมว่าป้าคิดถึง”
“เรนก็คิดถึงป้านวลครับ” ชายหนุ่มกอดตอบร่างท้วมของผู้เป็นป้าซึ่งเป็นพี่สาวของบิดาที่ช่วยเลี้ยงเขามาแต่เล็กแต่น้อย เพราะมารดาร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง เจ็บออดๆ แอดๆ มาตลอดตั้งแต่คลอดเขา
“พ่อเราบอกจะมาหลายวันแล้วไม่ใช่หรือ แล้วทำไมถึงเพิ่งมา รู้ไหมว่าป้านั่งนับวันรอ บาปกรรมจริงๆ หลอกให้คนแก่รอ” นอกจากเสียงบ่น ซ้ำยังมีน้ำหูน้ำตาไหลตามมาด้วย จนลอราชต้องยกมือขึ้นไหว้ขอโทษ
“ขอโทษนะครับป้านวล แต่เรนก็กลับมาแล้วนี่นา” ท่าทางกับน้ำเสียงออดอ้อนของชายหนุ่มตัวโต หน้าตาเต็มไปด้วยหนวดเครา ทำให้หลายคนแอบยิ้มเพราะไม่ค่อยมีใครเห็นท่าทีเช่นนี้บ่อยนัก
“ดูสิ ไว้หนวดไว้เครายังกับมหาโจร ป้าไม่ชอบเลย โกนออกซะมันจั๊กจี้”
ครั้นนวลตองได้กอดได้หอมหลานชายคนเดียว ความคิดถึงที่สะสมไว้ก็ค่อยคลายลง แม้ดวงตาจะยังรื้นไปด้วยน้ำตาก็ตาม
“เรื่องหนวดเอาไว้ก่อน ป้านวลสบายดีหรือเปล่าครับ”
ชายหนุ่มรู้สึกผิดไม่น้อย เพราะช่วงเวลาที่ผ่านมามัวแต่บ้าทำงานจนไม่ค่อยได้กลับเมืองไทย
“สบายกายแต่ไม่สบายใจ คิดถึงหลานชาย พ่อเราก็คงคิดถึงลูกชายไม่แพ้ป้าหรอกจ้ะ แม้จะทำเป็นไม่สนใจ แต่ป้าแอบเห็นไปยืนซึมๆ หน้ารูปแม่ของเรนเสมอ” นวลตองบอกเสียงเครือ แม้จะได้ติดต่ออีกฝ่ายผ่านทางอินเทอร์เน็ต ทั้งสามารถเห็นหน้ากันระหว่างพูดคุย จนอาจทำให้คลายความคิดถึงลงไปได้บ้าง ทว่าก็ไม่เหมือนกับได้คุยกันตัวเป็นๆ อย่างเช่นในขณะนี้
“สวัสดีครับป้านวล จำผมได้หรือเปล่าครับ” ภูวดลเอ่ยทักทายขัดจังหวะพลางยกมือขึ้นทำความเคารพ หลังจากยืนดูละครบทโศกมาพักใหญ่ ถ้าขืนให้คุยกันต่อไปอาจจะมีภาคสองต่อแน่นอน
นวลตองเบือนหน้ามองคนพูดแล้วส่งค้อนให้ “จำได้สิจ๊ะ พอตาเรนไม่อยู่ป้าก็ไม่เห็นมาเที่ยวที่นี่เลยนะ”
“เอ่อ...ผม” คนถูกต่อว่าอึกอักไปต่อไม่ถูก เพราะไม่ได้เตรียมคำตอบไว้ ทว่าฝาแฝดที่สองมือหิ้วของฝากพะรุงพะรังอยู่ข้างๆ ก็เอ่ยขึ้นเหมือนช่วยชีวิต
“สวัสดีครับคุณนวล”
“จ้ะพ่อแฝด” นวลตองเอ่ยทักคนสนิทของหลานชาย บุตรชายของดำรงศักดิ์ คนสนิทของน้องชายซึ่งเปรียบเหมือนญาติสนิท
“ป้าบอกไม่รู้กี่ครั้งว่าให้เรียกว่าป้านวลเหมือนตาเรน ทำไมไม่ยอมเรียกซะทีล่ะ”
หนุ่มฝาแฝดไม่ตอบได้แต่ยิ้มรับเฉยๆ ตามสไตล์ จนนวลตองส่ายหน้า คร้านที่จะพูดเรื่องนี้อีก รีบชักชวนให้ทุกคนขึ้นไปบนเรือน ที่เวลานี้ผู้คนด้านบนต่างโผล่หน้ากันสลอนเพื่อรอทักทายลอราช ซึ่งชายหนุ่มต้องหยุดคุยเพราะคนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นคนเก่าแก่ อยู่ร่วมกันมาตั้งแต่เขายังเด็กแทบทั้งสิ้น
