บทที่ 5 ชดใช้กรรม
ในคืนวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ 25xx
ศิลาดลกำลังขับรถบิ๊กไบค์คันงามของเขา ไปยังเส้นทางที่ได้รู้มา ตั้งแต่วันนั้นที่ได้พูดคุยกับวฤษฎิ์เขาก็สบายใจขึ้นมาก ชายหนุ่มไม่รู้ว่าหลังจากได้ขอโทษและแสดงความรับผิดชอบเพียงเล็กน้อย จะทำให้วิสุดายอมให้อภัยเขาไหม
แต่ถ้าหากการทำแบบนี้มันจะทำให้เขาหลุดพ้นจากความรู้สึกผิดเขาก็จะทำ ทว่าในขณะที่กำลังขับรถอย่างระมัดระวัง
โครม!!!
จู่ ๆ ก็มีรถบรรทุกที่ขับออกมาจากซอยข้าง ๆ ชนเข้ากับรถของเขาอย่างแรง ซึ่งก็เป็นเหตุทำให้ภาพท้องถนนที่อยู่ตรงหน้าของเขาถูกแทนที่ด้วยความมืดมิด
“อุแว้! อุแว้!”
ศิลาดลรู้สึกตัวตื่นจากความมืดมิดเพราะเสียงร้องไห้งอแงของเด็กทารก สิ่งแรกที่เขาลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นคือเพดานสีขาว และภาพต่อมาที่เขาเห็นก็คือทารกตัวน้อยที่นอนร้องไห้อยู่ข้าง ๆ
“อะไรวะ ที่นี่มันที่ไหน เราขับรถเตรียมจะไปเพชรบูรณ์อยู่แล้วก็โดนรถชนไม่ใช่เหรอ!”
เขาถามตัวเอง ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงเล็ก ๆ ที่ดูสะอาดสะอ้านนั้น พอได้สังเกตมองดูร่างกายตัวเอง ชายหนุ่มก็พบว่าตัวเองอยู่ในชุดเสื้อหนังสีดำกับกางเกงยีนส์สีซีด ซึ่งก็เป็นชุดที่เขาใส่ในก่อนหน้านี้และรองเท้าที่สวมอยู่ก็ยังเป็นคู่เดิม
อย่าว่าแต่อยู่ในชุดเดิมแม้แต่ร่างกายของเขาในตอนนี้ก็ยังไม่มีบาดแผลเลยสักนิด ชายหนุ่มไม่รู้จะตกใจกับอะไรก่อนแล้ว ระหว่างการที่ตัวเองโดนรถชนแต่กลับไม่มีแผลหรือการที่เขามาโผล่ที่นี่และนอนหลับอยู่ข้าง ๆ เด็กทารก
“มาแล้ว ๆ แม่มาแล้ว ไม่ร้องนะคะ แม่ไปเข้าห้องน้ำมาแปบเดียวเอง หนูหิวนมล่ะสิ”
ชายหนุ่มหันไปมองหน้าผู้หญิงที่เดินเข้ามา
“ไข่หวาน!”
เขาตะโกนร้องเรียกชื่อเธอพร้อมกับหัวใจที่เต้นแรงแต่ก็ดูเหมือนหญิงสาวจะไม่ได้ยินอะไรเลย เมื่อกี้ถ้าเขาได้ยินไม่ผิดเธอแทนตัวเองว่าแม่กับทารกน้อยที่นอนอยู่บนเตียง ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่า…
“นายคิดถูกแล้วล่ะ นี่เป็นผู้หญิงและลูกที่นายทอดทิ้ง”
ในขณะที่เขากำลังเรียบเรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสิ่งที่เห็น ก็มีผู้ชายรูปหล่อใส่ชุดสูทสีดำ รูปร่างท่าทางดูภูมิฐานมาปรากฏตัวตรงหน้า
“คุณเป็นใคร นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมผมโดนรถชนแล้วมาอยู่นี่ แล้วทำไมพวกเขา ไม่ได้ยิน ไม่เห็นพวกเราเลย หรือว่าผม…ตายแล้ว”
เขาเอ่ยถามด้วยสีหน้าสุดช็อก
“นายยังไม่ตาย แต่ไม่ตายก็เหมือนกับตาย”
“หมายความว่ายังไงครับ”
ไม่รอให้เด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่าตัวเองหลายปีสงสัยอยู่นาน ชายแปลกหน้าก็ผายมือออกไปด้านข้าง ก่อนจะปรากฏให้เห็นภาพของเขาที่นอนหลับใหลในชุดคนไข้อยู่บนเตียงของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง
โดยมีผ้าพันแผลสีขาว ๆ พันไว้ที่ศรีษะ ส่วนข้างเตียงเป็นภาพที่มารดากำลังร้องไห้อย่าน่าสงสารโดยมีบิดาที่ร้องไห้เหมือนกันกำลังกอดปลอบ
“ตอนนี้นายกำลังนอนเป็นเจ้าชายนิทราอยู่ที่โรงพยาบาล สาเหตุก็เกิดจากการที่ถูกรถชนและหัวกระแทกอย่างหนักจนสมองได้รับบาดเจ็บ คงรู้ใช่มั้ยว่านั่นมันคือภาวะที่ต้องพึ่งปาฏิหาริย์เท่านั้นถึงจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้”
ใจทั้งดวงของชายหนุ่มหล่นยวบไปถึงตาตุ่ม เมื่อได้ยินว่าตัวเองจะกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว
“ส่วนที่นายเป็นอยู่สาเหตุมันก็เกิดมาจากการที่กายหยาบได้รับบาดเจ็บอย่างหนักจนวิญญาณออกจากร่าง”
“คุณบอกได้มั้ยว่าทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่ แทนที่จะยืนดูร่างตัวเองที่นอนอยู่บนเตียงแบบในหนัง”
“เพราะนายมีกรรมที่ทอดทิ้งเลือดเนื้อเชื้อไขตัวเอง และยึดติดกับผู้หญิงคนนี้ ก่อนจะตายสิ่งที่นายอยากสะสางมากที่สุด อยากเจอมากที่สุดก็คือสองคนนี้ ฉันพูดถูกมั้ย”
ศิลาดลพยักหน้ายอมรับโดยไว
“ด้วยเหตุที่นายวิญญาณออกจากร่าง ก็ต้องชดใช้กรรมโดยการคอยปกป้องดูแลสองแม่ลูกคู่นี้”
คนพูดกล่าวหน้าตาเฉย แต่คนฟังนั้นมีแต่ความงงงวยอยู่เต็มใบหน้า
“ว่าไงนะ! ก็คือจะให้ผมคอยดูแลพวกเธอ ผมจะทำแบบนั้นได้ไงในเมื่อสภาพตัวเองตอนนี้ก็ไม่ต่างจากผีเลย จนถึงตอนนี้ที่เรายืนคุยกันอยู่พวกเธอก็ไม่ได้ยิน”
“ทำได้สิ ดูนี่นะ”
พูดจบ ชายชุดดำก็ยกมือขึ้นมา ก่อนจะชี้ไปยังภาพแขวนตรงผนังที่อยู่บริเวณใกล้ชิดกับหัวนอน และภาพนั้นก็ลอยขึ้นมาโดยที่เขาไม่ได้สัมผัส
ศิลาดลได้แต่มองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างอึ้ง ๆ เพราะมันดูคล้ายคลึงกับการใช้พลังจิต พอเขาสะบัดมือลงมารูปภาพใหญ่ ๆ นั่น มันก็หล่นลงมาทางด้านสองแม่ลูก
“เห้ย!!!”
ชายหนุ่มร้องขึ้นอย่างตกใจ พร้อมกับรีบพุ่งเข้าปัดมันให้หล่นไปอีกทาง
“กรี๊ด!!! เกิดอะไรขึ้นเนี่ย ดีนะไม่หล่นใส่หัวลูกฉัน”
ด้านคนเป็นแม่ก็ได้แต่มองภาพวาดที่ตอนนี้ตกมาอยู่ข้างเตียงอย่างอึ้ง ๆ
“มันหล่นมาได้ยังไงกัน สงสัยต้องเปลี่ยนที่แขวนแล้ว”
“ทะ ทำไมผมสัมผัสภาพแขวนนั่นได้! แถมยังเคลื่อนไหวได้เร็วกว่าตอนอยู่ในร่างคนอีก”
เขาเอ่ยถามพลางมองมือตัวเองอย่างอึ้ง ๆ พอจะลองสัมผัสภาพนั้นอีกทีกลับทำไม่ได้แล้ว
“เจ้าจะสัมผัสได้เฉพาะ คน สัตว์ หรือสิ่งของที่จะสร้างบาดแผลให้สองแม่ลูกคู่นี้ เพราะสิ่งที่เจ้าต้องทำจากนี้ไปคือต้องปกป้องพวกเขา ส่วนที่เคลื่อนไหวได้เร็วก็เพราะตอนนี้เจ้าเป็นแค่วิญญาณไม่ได้อยู่ในกายหยาบที่ต้องแบกรับน้ำหนักตัวเอง”
“แล้วผมต้องทำแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน”
“จากข้อมูลที่ฉันได้รับมา อายุขัยของนายถ้าไม่โชคร้ายประสบอุบัติเหตุซะก่อนก็สามารถอยู่ไปได้จนถึง 68 ปีอย่างต่ำ ตอนนี้นายอายุ 20 ถ้ายังไม่มีปฏิหาริย์อะไรทำให้กายหยาบของนายหายจากการเป็นเจ้าชายนิทรา ก็แสดงว่านายต้องทำอะไรแบบนี้วนเวียนอยู่ 48 ปี ถึงจะหลุดพ้นและได้เกิดใหม่”
“ห๊ะ!”
เขาอึ้งตาแตกยิ่งกว่าเก่า
“อะไรกัน! ผมยอมรับว่าผมมีความยึดติดกับสองแม่ลูกคู่นี้เพราะรู้สึกผิด แต่ผมไม่ได้รักพวกเธอ แล้วแบบนี้ผมจะอยู่ดูแลพวกเธอไปนานขนาดนั้นได้ยังไง แค่คิดก็น่าเบื่อแล้ว ต้องใช้ชีวิตไม่ต่างกับผีเรร่อนคอยจ้องมองคนที่มองไม่เห็นตัวเองอยู่ทุกวันเนี่ยนะ ไม่เอาด้วยหรอก!”
หลังจากพูดจบ เขาก็ทำท่าจะกระโดดลงจากหน้าต่างชั้นสองเพื่อออกไปจากที่แห่งนี้ แต่ปรากฏว่าพอจะกระโดดลงไป ตัวของเขาดันโดนพลังงานบางอย่างสะท้อนกลับมาให้อยู่ที่เดิม
“ทำไมผมถึงออกไปไม่ได้”
“ก็เพราะหน้าที่ของนายในตอนนี้คือการอยู่ดูแลผู้หญิงสองคนนี้ไง นายจะขยับไปไหนต่อไหนได้ ก็อยู่ที่ว่าทั้งสองคนนั้นจะไปไหนเท่านั้น”
ศิลาดลแทบอยากจะร้องตะโกนออกมากับเรื่องที่เขากำลังเผชิญอยู่
“ฉันต้องไปแล้ว แล้วเจอกันใหม่”
พูดจบ ชายแปลกหน้าที่เขาไม่รู้ว่าเป็นใครและชื่ออะไรก็หายตัวไปในทันที ทิ้งให้ชายหนุ่มแข้งขาอ่อนแรงนั่งพิงหลังอยู่ข้างเตียงที่สองแม่ลูกกำลังนอนอยู่
ไม่รู้ว่าเพราะตัวเองกำลังเครียดกับสิ่งที่เผชิญอยู่หรือเป็นเพราะพอกลายเป็นวิญญาณ ตอนนี้ตี 2 แล้วแท้ ๆ แต่เขากลับไม่รู้สึกง่วงเลย
“โอ๊ย แน่นจัง”
พอได้ยินเสียงร้องของวิสุดา เขาจึงได้หันไปมองบนเตียงและเห็นว่าหญิงสาวเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟที่หัวเตียง ก่อนจะถอดเสื้อออกแล้วทำการปั๊มน้ำนมด้วยเครื่องปั๊ม
“แน่นหน้าอก เลยต้องปั๊มน้ำนมงั้นเหรอ”
เขาพูดขึ้นและมองไปทางเธอ นี่เป็นเรื่องใหม่ที่คนเพิ่งได้เป็นพ่อคนครั้งแรกอย่างเขาเพิ่งรู้ หลังจากตื่นมาปั๊มน้ำนมได้ 15 นาที
1 ชั่วโมงต่อมา หญิงสาวก็ตื่นขึ้นอีกเพราะเสียงร้องไห้ของลูกสาว
“ฉี่ราดเหรอลูก ไม่ร้องนะคะเดี๋ยวแม่เปลี่ยนผ้าอ้อมให้นะ”
เพราะไม่รู้สึกง่วงนอนศิลาดลจึงนั่งอยู่เฉย ๆ คอยเฝ้ามองสองแม่ลูกอยู่ตลอดทั้งคืนจนถึงเช้า และพบว่าเมื่อคืนนี้วิสุดาตื่นนอนประมาณ 4 ครั้งได้ ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เธอนอนหลับไม่สนิทก็เป็นเพราะลูกของเขา ขนาดตื่นนอนมาแล้วยังไม่ทันได้ไปอาบน้ำหรือกินข้าวเช้า หญิงสาวก็ต้องปั๊มน้ำนมก่อนเป็นอย่างแรก
“ลำบากลำบนขนาดนี้ ทำไมเธอยังยิ้มอยู่ได้”
นี่คือคำถามที่เขาตั้งขึ้น พอมองไปยังหญิงสาวอีกครั้งก็พบว่าหลังจากเอานมที่ปั๊มแล้วไปแช่ในตู้เย็น เธอก็กลับมาหอมแก้มลูกสาวตัวน้อยเบา ๆ อย่างทะนุถนอม
“หรือเป็นเพราะรัก เพราะรักงั้นเหรอเธอถึงยอมลำบากเพื่อเด็กคนนี้ขนาดนี้ การได้เป็นแม่ของลูกที่เกิดจากพ่อเลว ๆ อย่างฉัน มันทำให้รู้สึกดีตรงไหนกัน”
พอพูดถึงตรงนี้ชายหนุ่มก็มองไปยังหน้าลูกน้อยของเขา ทารกน้อยเพิ่งลืมตาตื่นและนอนเล่นอยู่กับแม่ของเขาที่กำลังนอนมองแกทั้งรอยยิ้ม
เมื่อได้มองหน้าสองแม่ลูกชัด ๆ เขาก็ได้เห็นว่าแฟนเก่าของตัวเองนั้นดูผอมลงและซูบโทรมมาก ส่วนลูกสาวของเขาก็หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู และที่สำคัญเครื่องหน้าของเธอเหมือนเขาทุกอย่าง เหมือนแม้กระทั่งใบหู
เมื่อได้จ้องนาน ๆ ชายหนุ่มก็รู้สึกเหมือนกับว่าหัวใจตัวเองมันอ่อนยวบลงแปลก ๆ แถมยังรู้สึกอบอุ่นขึ้น ราวกับว่าระหว่างเขากับเด็กคนนี้มันมีสายใยบางอย่างผูกติดกัน มันเหมือนกับความรู้สึกที่มีให้คนในครอบครัว
“หรือนี่จะเป็นสิ่งที่เขาเรียกกันว่าสายใยของพ่อลูก ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแต่รู้สึกผูกพันมากจนอยากจะปกป้อง”
พอได้รู้สึกแบบนี้ก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมวิสุดาถึงได้รักเด็กคนนี้มาก ทั้งที่การมีเด็กคนนี้มันทำให้เธอลำบากจนร่างกายซูบโทรม เธอเป็นแม่ที่อุ้มท้องลูกมา 9 เดือน และเป็นคนผ่านช่วงเวลาที่แสนทรมานเพื่อเบ่งเขาออกมาสู่โลกภายนอก
เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมเธอถึงได้ดูรักเด็กคนนี้มาก มันไม่สำคัญที่ว่าลูกคนนี้จะหน้าเหมือนใคร แต่สำคัญตรงที่แกเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเธอ
