บทที่ 6 ถ้าปาฏิหาริย์มีจริง
ปิ๊งป่อง!
เสียงออดหน้าประตูดังขึ้น
“สงสัยน้าบัวจะเอาเสบียงมาให้แล้ว หนูนอนกินนมรอแม่ก่อนนะคะ”
พูดจบ หญิงสาวก็ให้ลูกน้อยนอนดูดขวดนมด้วยท่านอนตะแคง ก่อนที่เธอจะค่อย ๆ เดินโซซัดโซเซออกไปจากห้อง ทุกอากัปกิริยาของเธอแน่นอนว่าอยู่ในสายตาพ่อของลูกหมด
ตอนแรกศิลาดลคิดว่าการที่ต้องมาเป็นวิญญาณคอยตามติดชีวิตสองแม่ลูกมันคงจะน่าเบื่อมาก พอคิดว่าต้องอยู่กับอะไรแบบนี้ไปอีกเป็นสิบ ๆ ปี เขาก็อยากจะร้องไห้แล้ว
แต่ยังไม่ทันครบ 24 ชม. ชายหนุ่มกลับมีความคิดที่เปลี่ยนไป เขารู้สึกว่ามันไม่ได้น่าเบื่อเท่าที่จินตนาการไว้ เพราะตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงเช้า วิสุดาก็ยังทำหน้าที่แม่ของเธออย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ดังนั้นสายตาของเขาก็ได้แต่เฝ้ามองเธอจนไม่มีจังหวะให้รู้สึกเบื่อหน่าย
“เจ็บแผลคลอดเหรอนั่น ดูเหมือนจะเดินได้ไม่กระฉับกระเฉงเท่าไหร่เลย”
วิญญาณที่คอยติดตามเธออยู่พูดขึ้น เพราะเห็นว่าหนูน้อยกำลังหลับสบายและชายหนุ่มก็อยากรู้มากกว่าว่าผู้มาเยือนคือใครดังนั้นจึงเลือกเดินตามแม่ของลูกลงมา
“โอ้โห! กับข้าวน่ากินทั้งนั้นเลย ขอบใจมากนะบัว”
ผู้มาเยือนคือสาวอวบผิวขาว หน้าตาดูน่ารักใจดีและเป็นมิตร
“ไม่เป็นไร ฉันแค่แวะเอามันมาให้ คนที่ตื่นมาทำให้ตั้งแต่เช้าคือย่าแกต่างหาก เหลือเวลาอีกตั้งนานกว่าร้านเสริมสวยจะเปิด แกไปอาบน้ำและกินข้าวเช้าเถอะ เดี๋ยวฉันเฝ้าน้องลูกหมีให้เอง”
“ลูกหมีงั้นเหรอ ชื่อน่ารักดีแฮะ”
ผู้เป็นบิดาที่เพิ่งจะรู้ชื่อเล่นของลูกสาวเอ่ยขึ้นทั้งรอยยิ้ม
“ขอบใจมากนะ”
พูดกับเพื่อนจบ แม่ลูกอ่อนก็นำกับข้าวไปวางไว้ในส่วนที่เป็นห้องครัว ก่อนจะไปหยิบผ้าขนหนูและเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนเดินเข้าไปในห้องน้ำ
พอแม่ของลูกน้อยเข้าไปในห้องน้ำแล้ว ชายหนุ่มก็ถือโอกาสเดินสำรวจอาคารพาณิชย์ 3 ชั้นนี้ซะเลย
แม้มันจะเป็นตึก 3 ชั้น แต่ทว่าเล็กและคับแคบมากถ้าเทียบกับคฤหาสน์หลังงามของบ้านเขา ชั้นแรกค่อนข้างรก มีทั้งห้องครัว ห้องน้ำและโต๊ะกับเก้าอี้ถูกวางไว้อย่างเป็นระเบียบ อุปกรณ์เครื่องใช้ในห้องครัว ส่วนมากก็เป็นหม้อแกงใหญ่ ๆ และถาดใส่อาหารใหญ่ ๆ หลายอัน แม้ไม่ต้องถามเขาก็พอจะเดาได้ว่าที่นี่คงเปิดร้านขายอาหาร
“หมอไห กะละมังเยอะขนาดนี้ หรือว่าจะขายข้าวแกง”
แม้ลูกคุณหนูอย่างเขาตั้งแต่เกิดมาจะไม่เคยไปเดินเที่ยวตลาดสด แต่เพราะที่โรงเรียนกับมหา’ลัยก็มีร้านขายข้าวแกง ชายหนุ่มจึงพอจะเดาได้
“ว่าแต่ ข้าวของเยอะขนาดนี้จัดเก็บคนเดียวเหรอ”
เขาเอ่ยขึ้นอีกครั้งในขณะที่มองสำรวจข้าวของในบ้าน พอเดินขึ้นไปบนชั้น 3 ชายหนุ่มก็พบว่าที่นี่ถูกทำให้เป็นห้องนั่งเล่น มีทั้งเฟอร์นิเจอร์ราคาถูก กับโทรทัศน์และชั้นวางหนังสือ ส่วนชั้นสองแน่นอนว่าเป็นห้องนอนของเธอกับลูก
หลังจากสำรวจจนพอใจแล้วก็เดินทะลุกำแพงเข้าไปในห้องนอนเพื่อดูลูกของเขา
“ฮ่า ๆ ไม่คิดเลยว่าจะได้ลองมาทำอะไรแบบนี้ เคยดูแต่ในหนังแฟนตาซี”
เขาพูดกับตัวเองอย่างอารมณ์ดี
หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อย แม่ลูกอ่อนก็เทอาหารเช้าใส่จานและนำขึ้นมาทานข้างบนชั้นสอง ก่อนจะเริ่มคุยเรื่องสัพเพเหระกับเพื่อน
“แล้วแกจะไปแจ้งเกิดให้ลูกวันไหน”
“ว่าจะไปวันมะรืนนี้ ฉันคุยกับย่าไว้แล้วว่าจะฝากให้ย่าเลี้ยงแปบนึง ย่าก็ตอบตกลงแล้วบอกว่าจะปิดร้านช่วงเช้าและมาที่นี่”
เธอบอกในขณะที่กินอาหาร
“แล้วนี่แผลคลอดดีขึ้นยัง แกเพิ่งจะคลอดลูกได้แค่ 10 วันเอง ต้องออกไปลำบากลำบนข้างนอกอีกแล้ว”
เมื่อพูดถึงตรงนี้สีหน้ากัลยาก็หมองลง ด้านพ่อของลูกที่ได้ยินก็รู้สึกผิดเช่นกัน
“ไม่เห็นเป็นไรเลย ในโลกนี้มีแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องไปแจ้งเกิดลูกที่อำเภอตัวคนเดียแบบฉันตั้งไม่รู้กี่คน พวกเธอผ่านไปได้ ฉันก็ต้องผ่านมันไปได้เหมือนกัน ยังไงซะการแจ้งเกิดลูกมันก็คงง่ายกว่าการต้องหาที่ทิ้งลูก เหมือนที่แม่แท้ ๆ ของฉันทำ”
หญิงสาวยิ้มอย่างขมขื่นหลังจากพูดจบ
ส่วนด้านพ่อของหนูน้อยณัฐสุดาเมื่อได้รู้เรื่องราวใหม่ ๆ ที่ไม่เคยรู้ เขาถึงกับอึ้งไปในทันที
วิสุดาเคยเล่าเรื่องของเธอให้ฟังคร่าว ๆ ว่าอาศัยอยู่กับย่าที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เธอบอกแค่ว่าพ่อแม่ตายหมดแล้ว แต่ไม่ได้บอกว่าตัวเองโดนแม่ทิ้ง ถึงศิลาดลจะไม่ได้ฉลาดมาก แต่พอได้ยินแบบนี้เขาก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้แล้วว่าเธอคงถูกย่าที่อยู่ด้วยเก็บมาเลี้ยง
“ไข่หวาน”
กัลยาเรียกชื่อเล่นของเพื่อนสาวด้วยท่าทีเศร้าหมอง
“ช่างมันเถอะ แกอย่าเศร้าเลย ถึงฉันจะไม่ต่างกับเขาที่ท้องในตอนยังไม่พร้อมเลี้ยง แต่ฉันก็คิดว่าสิ่งที่ฉันทำมันถูกต้องแล้ว และฉันก็ไม่เสียใจด้วยที่เลือกเก็บลูกไว้จนคลอดเขาออกมา”
หญิงสาวมองไปที่ลูกน้อยด้วยแววตารักสุดหัวใจ ด้านเพื่อนรักพอเห็นแบบนั้นก็รู้สึกสบายใจขึ้น ต่างจากวิญญาณพ่อของลูกที่ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเศร้า เจ็บจี๊ด ๆ รู้สึชาไปทั่วใบหน้า
มันเป็นอีกครั้งที่วิญญาณดวงนี้ต้องรู้สึกผิด เมื่อถูกความจริงตอกย้ำอีกครั้งว่าเขาได้ทำร้ายผู้หญิงดี ๆ คนนี้ และทอดทิ้งให้เธอต้องเผชิญกับความยากลำบากอยู่คนเดียว
หลายวันต่อมา
ณ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ฯ
ร่างไร้วิญญาณที่ยังไม่ตายของศิลาดลกำลังนอนหลับอยู่บนเตียง บิดาและมารดาของเขาที่มีลูกเพียงคนเดียวยังไม่ฟื้นตัวจากการเสียใจจนต้องจูงมือกันไปหาจิตแพทย์
นอกจากบิดามารดาผู้เป็นคนในครอบครัว อีกหนึ่งคนที่รู้สึกเสียใจกับเรื่องนี้ที่สุดก็คือวฤษฎิ์ ซึ่งในวันนี้ก็เป็นอีกวันที่เขาได้เดินทางมาเยี่ยมเพื่อน
“กูจะไม่บอกคุณลุงคุณป้าว่าทำไมมึงต้องรีบออกเดินทางไปเพชรบูรณ์คนเดียว เรื่องนี้มันเป็นปัญหาของมึง มึงต้องตื่นขึ้นมาเคลียร์กับเขาเองนะ รวมถึงเรื่องของลูกมึงด้วย มึงจะนอนอยู่แบบนี้ไปตลอดชีวิตและรอความตายอย่างเดียวไม่ได้นะ ถึงมึงจะเหี้ยจนผู้หญิงที่โดนมึงทิ้งเขาพากันสมน้ำหน้าที่มึงเป็นแบบนี้ แต่อย่างน้อยยังมีกู มีพ่อแม่มึง มีลูกกับแม่ของลูกมึงที่เขารอคำขอโทษ รอคำอธิบายจากมึงอยู่”
วฤษฎิ์พูดออกมาทั้งน้ำตา เขาพูดแบบนั้นออกไปก็เพราะยังมีความหวังอยู่ ยังอยากจะเชื่อว่าปาฏิหาริย์มีจริง และมันจะเกิดขึ้นกับเพื่อนเขาในสักวัน
ถึงศิลาดลจะเป็นคนไม่ดีแต่วฤษฎิ์ก็ภาวนาว่าเขาจะได้รับโอกาสที่จะตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตอีกครั้ง พร้อมกับปรับปรุงตัวเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเดิม
