บทที่ 2 แคว้นเป่ยฉี 1
พระราชวังเป่ยฉีอันใหญ่โตโอ่อ่ากินพื้นที่เหลือคณานับสมฐานะแคว้นเรืองอำนาจ...
ฉีเล่อเปลี่ยนโฉมจากอาภรณ์ทหารชั้นประทวนกลับมาสวมอาภรณ์ม่วงกระจ่างปักลายเมฆมงคลสีเหลืองออกทองอร่ามยืนอย่างสง่างามขับใบหน้าหล่อเหลาให้ยิ่งได้รูปงดงามเพิ่มขึ้นมาอีกหลายส่วน
เขาพาร่างสูงสมส่วนของตนมายืนอยู่ภายในพระราชวังถัดจากประตูชั้นที่เก้าเข้ามาด้านใน โดยด้านหลังของเขาเป็นท้องพระโรงอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งใหญ่แห่งพระราชวังแคว้นเป่ยฉี
ชายหนุ่มยืนรอใครบางคนที่นั่งมาในเกี้ยวประจำวังหลวงด้วยมาดสุขุมนุ่มลึกเฉกเช่นปกติ สายตาเรียวคมของเขายังคงนิ่งสนิทไร้คลื่นสั่นไหวใดๆ ท่วงท่ากิริยาของเขาช่างงดงามองอาจผึ่งผายอันเป็นเอกลักษณ์แห่งตน บนใบหน้ารูปงามของเขาแลดูเย็นชาเฉกเช่นดังเดิม
เพียงไม่นานเมื่อขบวนเดินทางขนาดใหญ่หยุดอยู่หน้าประตูวังจึงคงเหลือเพียงบุคคลสำคัญอันได้แก่ท่านแม่ทัพใหญ่และรองแม่ทัพและนายทหารองอาจทรงพลังอีกจำนวนหนึ่งไม่กี่คนของแคว้นเฉินที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาภายในพระราชวังพร้อมด้วยเกี้ยวประจำวังอันเชิญให้องค์หญิงได้ประทับนั่งในเกี้ยวนั้น
ทั้งหมดเข้ามาถึงยังตำแหน่งที่ฉีเล่อยืนรออยู่ เขาจึงหรี่ตามองสตรีในเกี้ยวอีกคราอย่างลุ้นระทึกอีกครั้งด้วยนึกกลัวเกรงขึ้นมาว่านางจะเปลี่ยนอาภรณ์และแต่งหน้าทำผมไม่ทันเวลา
อันอาจจะทำให้เสียหน้าแก่เหล่าขุนนางระดับสูงในท้องพระโรงรวมทั้งเสด็จพ่อของเขาที่ทรงพาสังขารสูงวัยมานั่งรอแขกต่างเมืองด้วยพระองค์เองอยู่เป็นนาน
เมื่อเกี้ยวหยุดลงตรงหน้าของบุรุษรูปงามนามฉีเล่อผู้ยืนนิ่งเป็นรูปสลักด้วยมาดสุขุมนุ่มลึกใบหน้าเย็นชาสายตาเรียบเฉยแต่ใครไหนเลยจะเข้าใจว่าเขานั้นกำลังตื่นเต้นมากมายปานใดแต่ถูกซ่อนอากัปกิริยาเอาไว้ด้วยมาดสุขุมปกติแบบสุดชีวิต
เนื่องจากตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีเล่อได้เจอกับเฉินลี่หลินนั้น นางก็ติดแผลเป็นเอาไว้ที่ใบหน้าเสียน่าเกลียดมากนักทั้งยังแต่งกายเป็นเพียงทหารหญิงตลอดมา ใบหน้ามิเคยได้รับการแต่งแต้มใดๆ อาภรณ์งดงามก็ไม่เคยสวมใส่ ไหนเลยจะรู้จักแต่งกายเข้ารั้วเข้าวัง
นางออกจะแปลกประหลาดมากโข ทำเขานึกหวาดหวั่นขึ้นมาเสียจริง ด้วยเกรงว่าจะต้องเลื่อนการแต่งงานออกไปเพื่อให้คนในวังจับนางไปปรับปรุงแปลงโฉมกันเป็นการใหญ่ หากเป็นเช่นนั้นแล้วเขาจะได้นางมานอนเคียงร่วมหมอนเมื่อใดกัน
ในขณะที่ฉีเล่อกำลังพะวงกับใครบางคนอยู่นั้นพลันมีเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น
“จะยืนอยู่ตรงนี้อีกนานหรือไม่เพคะ”
ฉีเล่อรีบออกจากภวังค์พะวงแห่งตนปรายสายตามองเจ้าของเสียง
แต่แล้วเขาต้องผงะเมื่อมีสตรีงดงามนางหนึ่งมายืนอยู่ตรงหน้าด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์จัดเต็มรูปแบบพิธีการม้วนผมปักปิ่นเรียบร้อย แต่ใบหน้างดงามกลับปิดผ้าสีแดงโปร่งเสียครึ่งวงหน้าเผยเพียงดวงตาสวยใสเรียวคมโฉบเฉี่ยวอันเป็นเอกลักษณ์
“ลี่หลิน...” ฉีเล่อครางเรียกชื่อนางตรงหน้าเสียงเบาอย่างนึกแปลกใจ สายตาเรียวคมไล่สำรวจนางตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
นางอยู่ในอาภรณ์สีแดงสดกรุยกราย มวยผมเรียบร้อยปักปิ่นระย้าสีทองอร่ามหรูหรา หากแต่ใบหน้ากลับเห็นเพียงดวงตาเรียวสวยที่เปล่งประกาย
“ข้าเอง” เฉินลี่หลินหลุดหัวเราะเสียงใสออกมาภายใต้ผ้าโปร่งปิดหน้าสีแดงมงคลที่เผยให้เห็นเพียงดวงตา หากไม่รู้จักกันก่อนหน้าคงไม่แน่ใจว่านางเป็นใคร
หญิงสาวยังคงเอ่ยอย่างอารมณ์ดี “ข้าเปลี่ยนเสื้อผ้าทันอยู่ ม้วนผมปักปิ่นไม่ยาก หากแต่ไม่สามารถแต่งหน้าได้ทันเวลา มันช่วยไม่ได้นี่นะในเมื่อเกี้ยวมันโยกโยนตลอดเวลาเยี่ยงนั้น ข้าจึงปิดใบหน้าเอาไว้ก่อน ท่านคิดว่าอย่างไร”
นางกระซิบกระซาบใส่หน้าฉีเล่อยาวเหยียดอย่างมีหลักการก่อนพยักหน้าให้หนึ่งทีแล้วเอ่ยปิดท้าย
“ไปกันเถิด ข้าหิวแล้ว”
“...”
ฉีเล่อถึงกับหลุดยิ้ม นี่ล่ะนาง...
ภายในท้องพระโรงอันมีฮ่องเต้ฉีเซียนหยางนั่งประทับอยู่ด้วยมาดทรงอำนาจแลดูน่าเกรงขามเหนือชายใดทั้งๆ ที่พระองค์มีพระชนมพรรษามากโข
ข้างๆ กายอันทรงพลังของพระองค์ที่มีรัศมีอำนาจแผ่กระจายไปทั่วร่างนั้นมีร่างระหงในอาภรณ์สีจัดลวยหลายหงส์สง่าของสตรีผู้เป็นฮองเฮานั่งเคียงข้างเป็นหงส์เคียงมังกรด้วยมาดสตรีสูงศักดิ์น่ายำเกรงเหนืออิสตรีด้วยกัน
ถัดจากบัลลังก์มังกรประกอบไปด้วยองค์รัชทายาทในมาดไม่ธรรมดาความเย็นชาท่วมท้น
หากมองดูดีๆ จะพบว่าใบหน้าแลคิ้วตาที่หล่อเหลารูปร่างงดงามเหนือใครของรัชทายาทพระองค์นี้เหมือนกับฉีเล่อทั้งรูปลักษณ์และเอกลักษณ์อยู่หลายส่วน
ข้างกายสูงสง่าขององค์รัชทายาทเป็นสตรีงดงามใบหน้าสวยเฉี่ยวสายตาเฉียบขาดมาดดั่งนางพญาคาดว่าน่าจะเป็นถึงพระชายาขององค์รัชทายาทผู้หล่อเหลา
ถัดไปอีกสองข้างฝั่งซ้ายขวาเป็นองค์ชายและองค์หญิงไม่กี่พระองค์
และถัดมาอีกสองข้างฝั่งล้วนแล้วเป็นขุนนางสูงอายุที่มองดูแล้วสามารถเรียกได้ว่าเป็นจิ้งจอกเฒ่ามากประสบการณ์
พวกเขาทั้งหลายยืนเรียงรายกันจนเต็มพื้นที่สองฝั่งซ้ายขวา พวกเขาพากันมองมาทางองค์หญิงแคว้นเฉินเป็นตาเดียวด้วยสายตาเรียวดำแลดูลึกล้ำจ้องเขมือบ
เฉินลี่หลินลอบมองกราดปราดเดียวสังเกตได้ทุกอย่าง นางถึงกับหางตากระตุกมือสั่นระริกนึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
ทุกผู้คนในท้องพระโรงนี้ประหนึ่งออกมาจากดินแดนลึกลับอันประกอบไปด้วยสัตว์เทพตะบะสูง
จะเป็นเซียนก็ไม่ใช่จะเป็นมารก็ไม่เชิง
หากแต่มิใช่ปีศาจแน่ๆ เพราะว่าตำแหน่งนั้นบ้านฟงได้ครองตำแหน่งไปแล้ว
หญิงสาวเพียงยืนนิ่งๆ ลอบวิเคราะห์บุคคลทั้งหลายของเป่ยฉีอยู่เงียบๆ นางอยู่ตำแหน่งกลางท้องพระโรงอย่างเด่นสง่า
