บทที่ 2 ตอนที่ 2 ภรรยาของบอส

ตอนที่ 2

ภรรยาของบอส

แสงเช้าอ่อน ๆ ลอดผ่านม่านสีขาวนวลเข้ามาในห้องนอนกว้างอย่างเชื่องช้า ละอองแดดบางเบาตกกระทบบนพื้นไม้ขัดเงาเป็นริ้วสีทองอบอุ่น กลิ่นกุหลาบขาวจากแจกันข้างเตียงยังคงลอยอยู่ในอากาศจาง ๆ ปะปนกับกลิ่นสะอาดของผ้าปูที่นอนใหม่และกลิ่นหอมเย็นของเรือนกายชายหนุ่มที่ยังคงอบอวลอยู่ใกล้เกินกว่าลลินดาจะทำเป็นไม่รู้สึกได้

หญิงสาวลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนจะนิ่งงันอยู่กับเพดานสีครีมเหนือศีรษะอยู่หลายวินาที ราวกับต้องใช้เวลาทบทวนว่าความจริงในตอนนี้ไม่ใช่บ้าน                        อัครบดินทร์ที่เธอคุ้นชิน ไม่ใช่ห้องนอนเก่าที่มีม่านสีชมพูอ่อนและโต๊ะเครื่องแป้งตัวเดิมตั้งอยู่ริมหน้าต่าง แต่คือเรือนหอของเธอกับทิวัตถ์ ธารากุลและเมื่อคืน...เธอได้กลายเป็นภรรยาของเขาอย่างสมบูรณ์แล้ว

ความทรงจำในค่ำคืนวิวาห์ย้อนกลับมาเหมือนม่านภาพอ่อนหวานที่ค่อย ๆ คลี่ออกทีละชั้น ความอ่อนโยนของทิวัตถ์ น้ำเสียงทุ้มต่ำที่คอยถามว่าเธอไหวหรือไม่ แววตานิ่งลึกที่ไม่เคยปล่อยให้เธอรู้สึกหวาดกลัว ทุกสัมผัสเต็มไปด้วยความระวัง ราวกับเขากำลังประคองแก้วบางใสที่อาจแตกร้าวได้หากจับแรงเกินไป

แก้มของลลินดาร้อนผ่าวขึ้นทันที เธอขยับตัวเล็กน้อยใต้ผ้าห่มผืนหนา ก่อนจะรู้สึกถึงอ้อมแขนหนึ่งที่วางพาดอยู่บนเอวของเธออย่างหลวม ๆ ลมหายใจสม่ำเสมอของคนด้านหลังรินรดต้นคอแผ่วเบา ทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นผิดจังหวะโดยไม่อาจควบคุม

ทิวัตถ์ยังหลับอยู่ ภาพชายหนุ่มในยามหลับต่างจากบอสทิวผู้เคร่งขรึมที่ทุกคนเกรงใจอย่างสิ้นเชิง ใบหน้าคมคายผ่อนคลายลง เส้นผมสีดำสนิทยุ่งเล็กน้อยตรงหน้าผาก ริมฝีปากที่มักเม้มเป็นเส้นตรงดูอ่อนลงอย่างน่ามอง ลลินดาเผลอมองเขานานเกินควร หัวใจอุ่นวูบอย่างประหลาดเมื่อรู้ว่าผู้ชายคนนี้คือสามีของเธอแล้วจริง ๆ

“แอบมองสามีตั้งแต่เช้าเลยหรือไง”

เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นโดยที่ดวงตาคมยังไม่ลืม ทำให้ลลินดาสะดุ้งน้อย ๆ และรีบหลุบตาลงราวกับถูกจับได้ว่าทำความผิดร้ายแรง

“ลินไม่ได้แอบมองค่ะ แค่ตื่นแล้วหันมาเห็นพอดีเท่านั้นเอง” ลลินดารีบแก้ตัวเสียงเบา แก้มขาวเนียนขึ้นสีระเรื่อชัดเจนจนคนที่เพิ่งลืมตาหันมามองด้วยแววตาขบขันจาง ๆ

“คำแก้ตัวของคุณไม่น่าเชื่อเท่าไร แต่วันนี้ผมจะยอมเชื่อก็ได้ เพราะเป็นเช้าวันแรกของคุณในบ้านหลังนี้” ทิวัตถ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งเหมือนเดิม ทว่าปลายนิ้วของเขากลับเลื่อนมาปัดปอยผมที่ตกข้างแก้มให้เธออย่างอ่อนโยน

“คุณทิวตื่นนานแล้วเหรอคะ” ลลินดาถามพลางพยายามขยับตัวลุกขึ้น แต่เพียงขยับนิดเดียวก็รู้สึกเมื่อยล้าตามร่างกายจนต้องชะงัก

“เพิ่งตื่นตอนคุณหันมามองผมซ้ำ ๆ นั่นแหละ” ทิวัตถ์ตอบพลางขยับตัวลุกขึ้นพิงหัวเตียง สายตาคมกวาดมองใบหน้าและท่าทางของเธออย่างละเอียดเกินกว่าจะเป็นเพียงการมองธรรมดา

“ลินไม่ได้มองซ้ำ ๆ เสียหน่อยค่ะ คุณทิวอย่าพูดเหมือนลินเป็นเด็กแอบทำอะไรผิดสิคะ” ลลินดาบ่นเสียงเบา พลางดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดช่วงอกแน่นกว่าเดิม แม้ชุดนอนจะยังอยู่เรียบร้อย แต่ความเขินอายหลังค่ำคืนที่ผ่านมาไม่ยอมจางง่าย ๆ

“แล้วคุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” ทิวัตถ์ถามขึ้นอย่างจริงจังทันที น้ำเสียงหยอกเย้าเมื่อครู่หายไป เหลือเพียงความเป็นห่วงที่ทำให้ลลินดาใจอ่อน

“ไม่เจ็บค่ะ แค่เมื่อยนิดหน่อย แล้วก็ยังไม่ค่อยชินเท่าไร” ลลินดาตอบตามตรง ดวงตาหวานหลุบลงมองมือของตัวเองบนผ้าห่ม เพราะไม่กล้าสบตาเขาตอนพูดเรื่องนี้

“ถ้าวันนี้ไม่ไหว คุณพักอยู่บ้านก็ได้ ผมไม่ได้บังคับให้คุณไปบริษัทกับผมทันที” ทิวัตถ์บอกพลางเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำบนโต๊ะข้างเตียง แล้วส่งให้เธออย่างใส่ใจ

“แต่ลินอยากไปค่ะ วันนี้เป็นวันแรกหลังแต่งงาน ถ้าลินไม่ไปกับคุณทิว คนอื่นอาจคิดว่าลินยังไม่พร้อมทำหน้าที่ภรรยาของคุณ” ลลินดารับแก้วน้ำมาถือไว้ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงตั้งใจจริง แม้ในอก            ลึก ๆ จะยังตื่นเต้นกับการก้าวเข้าไปในโลกการทำงานของเขา

“คุณไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองให้ใครเห็นตั้งแต่วันแรก” ทิวัตถ์กล่าวเรียบ ๆ แต่แววตาคมกดลึกลงเล็กน้อยเหมือนไม่ชอบใจความคิดที่ว่าเธอต้องพยายามเพื่อสายตาคนอื่น

“ลินรู้ค่ะ แต่ลินก็ไม่อยากให้ใครพูดได้ว่าภรรยาของคุณทิวทำตัวเป็นแค่เจ้าสาวในงานแต่ง พอแต่งเข้ามาแล้วกลับไม่รู้จักหน้าที่” ลลินดาอธิบายอย่างนุ่มนวล ทว่าทุกถ้อยคำซ่อนความจริงจังของผู้หญิงที่ถูกเลี้ยงมาให้รักษาหน้าครอบครัวและศักดิ์ศรีของคนรอบตัวเสมอ

ทิวัตถ์มองเธอนิ่ง ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบามากจนแทบไม่ได้ยิน

“หน้าที่แรกของคุณในฐานะภรรยาผมคือดูแลตัวเองให้ดี ไม่ใช่ทำให้ทุกคนพอใจ” ทิวัตถ์พูดช้า ๆ พลางใช้นิ้วโป้งลูบหลังมือเธออย่างแผ่วเบา

“ถ้าลินดูแลตัวเองดี แล้วทำให้คุณทิวพอใจด้วยได้ไหมคะ” ลลินดาถามกลับพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ พยายามทำให้บรรยากาศไม่จริงจังเกินไป แต่หัวใจกลับเต้นแรงเพราะรอคำตอบจากเขา

“แค่คุณอยู่ดี กินดี และไม่ฝืนจนตัวเองล้ม ผมก็พอใจแล้ว” ทิวัตถ์ตอบโดยไม่ต้องคิดนาน น้ำเสียงของเขายังคงเรียบ แต่ความหมายกลับอ่อนโยนจนลลินดาเผลอยิ้มออกมา

“คุณทิวพูดเหมือนลินเป็นเด็กเล็ก ๆ เลยนะคะ” ลลินดาพูดพร้อมรอยยิ้มขัดเขิน แก้มยังไม่หายแดงจากทั้งคำพูดและสายตาของเขา

“สำหรับผม คุณก็ยังเป็นเด็กผู้หญิงที่วิ่งตามผมในสวนแล้วหกล้มอยู่ดี” ทิวัตถ์เอ่ยพลางมองเธอด้วยแววตาอ่อนลง เหมือนภาพในอดีตยังชัดเจนอยู่ตรงหน้าเขาเสมอ

“แต่ตอนนี้ลินเป็นภรรยาของคุณทิวแล้วนะคะ จะมองลินเป็นเด็กตลอดไปไม่ได้หรอกค่ะ” ลลินดาท้วงเสียงเบา แม้จะเขินกับคำว่าภรรยาที่ตัวเองพูดออกไปเองก็ตาม

“เมื่อคืนผมก็รู้แล้วว่าคุณไม่ใช่เด็ก” ทิวัตถ์พูดด้วยน้ำเสียงต่ำลงเพียงเล็กน้อย แต่ทำให้ลลินดาหน้าร้อนวูบจนแทบทำแก้วน้ำในมือหล่น

“คุณทิว!” ลลินดาเรียกชื่อเขาเสียงอู้อี้ด้วยความเขินจัด ก่อนจะรีบยกแก้วน้ำขึ้นจิบเพื่อหลบสายตาคมที่ดูเหมือนจะอ่านใจเธอออกทุกอย่าง

เสียงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอของทิวัตถ์ดังขึ้นเพียงแผ่วเดียว แต่สำหรับลลินดา มันเป็นเสียงที่ทำให้เช้าวันแรกในฐานะภรรยาของเธออบอุ่นจนแทบลืมความกังวลทั้งหมดไปชั่วขณะ

หลังอาบน้ำแต่งตัว ลลินดาลงมายังห้องครัวในชุดเดรสสีฟ้าอ่อนเรียบหรู ผมยาวถูกปล่อยสยายลงมาด้านหลังอย่างเป็นธรรมชาติ ใบหน้าหวานแต่งแต้มเพียงบางเบา เธอดูไม่เหมือนคุณผู้หญิงเจ้าสาวที่ถูกจัดวางไว้ในงานแต่งเมื่อคืน แต่เหมือนผู้หญิงคนหนึ่งที่ตั้งใจเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างจริงใจ

แม่บ้านในเรือนหอรีบเข้ามาต้อนรับด้วยความนอบน้อมเมื่อเห็นเธอก้าวลงบันได

“คุณลินจะรับอาหารเช้าที่ห้องอาหารเลยไหมคะ ดิฉันเตรียมไว้ตามที่คุณทิวสั่งแล้วค่ะ” แม่บ้านวัยกลางคนถามด้วยท่าทางสุภาพ ดวงตาของเธอมีความเอ็นดูคุณผู้หญิงคนใหม่ของบ้านอยู่ไม่น้อย

“คุณทิวสั่งไว้เหรอคะ” ลลินดาถามอย่างแปลกใจ เพราะเธอคิดว่าทิวัตถ์คงยุ่งกับการเตรียมตัวไปทำงานมากกว่าจะสนใจอาหารเช้าของเธอ

“ค่ะ คุณทิวบอกว่าคุณลินไม่ชอบกาแฟขม ให้เตรียมชานมอุ่น ๆ กับขนมปังปิ้งทาเนยบาง ๆ แล้วก็โจ๊กปลาไม่ใส่ขิงเยอะค่ะ” แม่บ้านตอบยิ้ม ๆ พลางพยักหน้าไปยังโต๊ะอาหารที่จัดไว้เรียบร้อย

ลลินดาหยุดมองถ้วยโจ๊กหอมกรุ่นบนโต๊ะอยู่ครู่หนึ่ง หัวใจพลันอุ่นขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ รายละเอียด เล็ก ๆ เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ชายอย่างทิวัตถ์จะประกาศให้ใครรู้ว่าเขาจำได้ แต่เขากลับเก็บมันไว้และแสดงออกด้วยการกระทำเสมอ

“ขอบคุณนะคะ ป้าชื่ออะไรคะ ลินจะได้เรียกถูก” ลลินดาถามด้วยรอยยิ้มจริงใจ พลางนั่งลงบนเก้าอี้ที่แม่บ้านเลื่อนให้

“ดิฉันชื่ออิ่มค่ะ อยู่ดูแลบ้านหลังนี้ตั้งแต่คุณทิวให้คนมาตกแต่งเรือนหอใหม่ ๆ แล้วค่ะ” ป้าอิ่มตอบอย่างนอบน้อม สีหน้าของเธอดูผ่อนคลายขึ้นเมื่อเห็นว่านายผู้หญิงคนใหม่พูดจาอ่อนหวานกว่าที่คิด

“ต่อไปป้าอิ่มไม่ต้องเกร็งกับลินมากนะคะ ลินเพิ่งมาอยู่ที่นี่ อะไรที่ลินทำไม่ถูก ป้าอิ่มช่วยบอกลินด้วยก็พอค่ะ” ลลินดาบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เธออยากให้บ้านหลังนี้เป็นบ้านจริง ๆ ไม่ใช่สถานที่ที่ทุกคนต้องกลัวเธอเพียงเพราะนามสกุลใหม่

“คุณลินพูดเพราะแบบนี้ ดิฉันก็สบายใจค่ะ ตอนแรกกลัวว่าจะทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน เพราะคุณทิวเป็นคนละเอียดมาก โดยเฉพาะเรื่องของคุณลิน” ป้าอิ่มพูดแล้วรีบก้มหน้าลงเล็กน้อยเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดมากเกินไป

“คุณทิวละเอียดเรื่องลินเหรอคะ” ลลินดาถามพลางเงยหน้ามองแม่บ้านด้วยความสนใจ แววตาหวานเป็นประกายขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด

“ค่ะ เมื่อคืนก่อนงานแต่ง คุณทิวกำชับหลายอย่างเลยค่ะ บอกว่าคุณลินชอบดอกไม้สีขาว ชอบบ้านที่เปิดไฟแล้วอบอุ่น ไม่ชอบกลิ่นน้ำหอมแรง ๆ แล้วก็ไม่ชอบอาหารที่มีขิงเยอะ” ป้าอิ่มเล่าอย่างระมัดระวัง แต่รอยยิ้มของเธอบอกชัดว่ารู้สึกเอ็นดูคู่แต่งงานใหม่ไม่น้อย

ลลินดาก้มมองช้อนในมือเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ หัวใจของเธอเหมือนถูกห่อด้วยผ้าผืนนุ่ม ทิวัตถ์อาจไม่เคยบอกรักเธอ แต่เขาจำทุกอย่างที่เกี่ยวกับเธอได้มากกว่าที่เธอเคยคิด

“ป้าอิ่มอย่าบอกคุณทิวนะคะว่าลินถามเรื่องนี้ เดี๋ยวเขาจะหาว่าลินอยากรู้มากเกินไป” ลลินดาพูดเสียงเบาพร้อมรอยยิ้มเขิน ๆ

“ไม่บอกค่ะ แต่ดิฉันคิดว่าคุณทิวคงรู้เองอยู่ดี คุณทิวรู้เรื่องคุณลินเก่งกว่าที่ใครคิดค่ะ” ป้าอิ่มตอบด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะขอตัวไปดูความเรียบร้อยในครัว

ไม่นานนัก ทิวัตถ์ก็เดินเข้ามาในห้องอาหาร ชายหนุ่มอยู่ในชุดสูทสีกรมท่าตัดพอดีตัว เนกไทสีเข้มถูกผูกอย่างเรียบร้อย ผมถูกจัดทรงจนกลับมาเป็นบอสหนุ่มสุขุมเย็นชาที่ลลินดาคุ้นตา แต่เมื่อสายตาของเขาเลื่อนมาหยุดที่เธอ ความนิ่งนั้นกลับอ่อนลงเล็กน้อย

“อาหารเช้าถูกปากไหม” ทิวัตถ์ถามขณะนั่งลงตรงข้ามเธอ มือใหญ่หยิบแก้วกาแฟดำขึ้นมาถือโดยไม่แตะน้ำตาลแม้แต่น้อย

“ถูกปากมากค่ะ โดยเฉพาะโจ๊กปลาไม่ใส่ขิงเยอะ ลินเพิ่งรู้ว่าคุณทิวจำเรื่องเล็กขนาดนี้ได้” ลลินดาตอบอย่างตั้งใจให้เขารู้ว่าเธอดีใจจริง ๆ ที่เขาใส่ใจรายละเอียดของเธอ

“ผมเคยเห็นคุณเขี่ยขิงออกจากโจ๊กตั้งแต่เด็ก ถ้าจำไม่ได้คงแปลว่าผมไม่ค่อยสังเกตคุณเท่าไร” ทิวัตถ์พูดพลางยกกาแฟขึ้นจิบ ใบหน้าคมยังคงเรียบนิ่งเหมือนกำลังพูดถึงเรื่องธรรมดา

“คุณทิวสังเกตลินมาตลอดเลยเหรอคะ” ลลินดาถามด้วยเสียงที่เบาลงเล็กน้อย หัวใจเริ่มเต้นแรงอีกครั้งอย่างไม่สมเหตุสมผล

“มากพอจะรู้ว่าตอนนี้คุณกำลังจะถามต่อว่าผมสังเกตเพราะอะไร” ทิวัตถ์ตอบโดยไม่ละสายตาจากเธอ ทำให้หญิงสาวรีบหลุบตาลงอย่างเสียอาการ

“ลินยังไม่ได้ถามเสียหน่อยค่ะ” ลลินดาพึมพำเบา ๆ พลางตักโจ๊กเข้าปากเพื่อกลบความเขิน

“แต่คุณอยากรู้” ทิวัตถ์กล่าวสั้น ๆ พร้อมวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะอย่างใจเย็น

“แล้วลินควรถามไหมคะ” ลลินดาเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาหวานเต็มไปด้วยความอยากรู้และความหวาดหวั่นบางอย่าง

ทิวัตถ์นิ่งไปเพียงอึดใจเดียว ก่อนจะเลื่อนมือมาหยิบกระดาษทิชชูเช็ดมุมปากให้เธออย่างเป็นธรรมชาติ ลลินดาชะงักไปทั้งตัวกับการกระทำเล็ก ๆ ที่ใกล้ชิดเกินคาด

“บางคำถาม ผมยังไม่ตอบวันนี้ก็ไม่ได้แปลว่าคำตอบไม่มีความหมาย” ทิวัตถ์พูดเสียงเรียบ ขณะพับกระดาษทิชชูวางลงข้างจานของเธอ

“คุณทิวชอบพูดให้ลินคิดมากนะคะ” ลลินดาบอกด้วยน้ำเสียงครึ่งบ่นครึ่งอาย แต่แววตาของเธอกลับมีความสุขที่ปิดไม่มิด

“งั้นวันนี้ผมจะพูดเรื่องที่ไม่ต้องคิดมาก คุณพร้อมไปบริษัทกับผมหรือยัง” ทิวัตถ์เปลี่ยนเรื่องพร้อมสายตาที่กลับมาจริงจังขึ้น

“พร้อมค่ะ ลินจะพยายามไม่ทำให้คุณทิวเสียหน้า” ลลินดาตอบพลางวางช้อนลงอย่างเรียบร้อย สีหน้าของเธอจริงจังขึ้นทันทีเมื่อคิดถึงการต้องไปปรากฏตัวในฐานะภรรยาของประธานบริษัท

“ผมบอกแล้วว่าไม่ต้องพยายามเรื่องนั้น คุณเป็นภรรยาของผม ไม่ใช่พนักงานทดลองงานของใคร” ทิวัตถ์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ดวงตาคมมีแววไม่พอใจเล็กน้อยที่เธอยังคิดว่าตัวเองต้องพิสูจน์ตัวเองต่อคนอื่น

“แต่คนอื่นอาจไม่ได้คิดแบบคุณทิวค่ะ ลินรู้ว่าต่อจากนี้ทุกสายตาจะมองลินว่าเหมาะสมกับตำแหน่งภรรยาของคุณหรือเปล่า” ลลินดาพูดอย่างรู้เท่าทันโลก แม้เธอจะอ่อนโยน แต่ไม่ได้ไร้เดียงสาจนไม่รู้ว่าสังคมชั้นสูงสามารถตัดสินคนได้โหดร้ายเพียงใด

“ถ้าใครตัดสินคุณจากสิ่งที่เขาไม่รู้จัก เขาก็ไม่มีค่าพอให้คุณต้องแบกสายตาของเขาไว้” ทิวัตถ์ตอบทันที น้ำเสียงเรียบแต่เฉียบชัดจนลลินดารู้สึกเหมือนเขากำลังวางเกราะบาง ๆ ให้เธอก่อนออกไปเผชิญโลก

“คุณทิวพูดง่าย เพราะทุกคนเกรงใจคุณอยู่แล้วนี่คะ” ลลินดาพูดพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ แต่ในน้ำเสียงมีความจริงอยู่ไม่น้อย

“ถ้าเขาเกรงใจผม ก็ต้องเกรงใจคุณด้วย เพราะจากวันนี้คุณยืนข้างผม” ทิวัตถ์กล่าวพลางลุกขึ้นยืน ก่อนจะยื่นมือมาหาเธออย่างมั่นคง

ลลินดามองมือของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางมือตัวเองลงไป หัวใจเธออุ่นวาบขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่รออยู่ข้างนอกอาจไม่อ่อนโยนเหมือนฝ่ามือนี้สักนิด

รถยนต์คันหรูแล่นเข้าสู่อาคารสำนักงานใหญ่ของธารากุล กรุ๊ปในช่วงสาย อาคารกระจกสูงตระหง่านสะท้อนแสงแดดจนดูสง่างามและเย็นชาในเวลาเดียวกัน ลลินดาเคยมาที่นี่หลายครั้งในฐานะลูกสาวของเพื่อนครอบครัว แต่วันนี้ทุกอย่างต่างออกไป

วันนี้เธอไม่ได้มาในฐานะแขก เธอมาในฐานะภรรยาของบอส

ทันทีที่รถจอดหน้าทางเข้า พนักงานรักษาความปลอดภัยและพนักงานต้อนรับต่างก้มศีรษะให้ด้วยความเคารพ ทิวัตถ์ลงจากรถก่อนแล้วอ้อมมาเปิดประตูให้เธอด้วยตัวเอง การกระทำนั้นเรียกสายตาจากคนในล็อบบี้แทบทุกคู่ เพราะบอสทิวผู้เคร่งขรึมไม่ใช่คนที่จะแสดงความใส่ใจต่อใครง่าย ๆ ต่อหน้าสาธารณะ

ลลินดาก้าวลงจากรถด้วยท่าทางสง่างาม แม้ในใจจะสั่นไหว เธอรู้สึกถึงสายตามากมายที่มองมา ทั้งชื่นชม อยากรู้อยากเห็น และบางสายตาก็ประเมินเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างไม่ปิดบัง

“จับแขนผมไว้ก็ได้ ถ้าคุณตื่นเต้น” ทิวัตถ์พูดเสียงต่ำโดยไม่หันมามอง เหมือนเขารู้ทันความรู้สึกของเธอเสมอ

“ถ้าลินจับ คนอื่นจะคิดว่าลินไม่มั่นใจหรือเปล่าคะ” ลลินดาถามเบา ๆ ขณะก้าวเดินเคียงข้างเขาเข้าไปในล็อบบี้หินอ่อนกว้างขวาง

“ถ้าภรรยาจะจับแขนสามีตัวเอง ยังต้องกลัวคนอื่นคิดอะไรอีกหรือไง” ทิวัตถ์ตอบอย่างไม่ใส่ใจสายตารอบข้าง พร้อมขยับแขนให้เธอจับได้สะดวกขึ้น

ลลินดาเม้มปากกลั้นรอยยิ้ม ก่อนจะวางมือบนท่อนแขนของเขาอย่างสุภาพ ความอบอุ่นจากร่างกายของทิวัตถ์ทำให้เธอมั่นใจขึ้นเล็กน้อย แม้เสียงกระซิบรอบตัวจะเริ่มดังขึ้นเป็นระยะ

“คุณทิวพาภรรยามาจริง ๆ ด้วย สวยมากเลยนะ เหมือนคุณหนูในละคร” พนักงานสาวคนหนึ่งกระซิบกับเพื่อนร่วมงาน ขณะพยายามมองตามคู่สามีภรรยาด้วยความตื่นเต้น

“สวยก็จริง แต่ได้ยินว่าบ้านอัครบดินทร์ช่วงนี้เงียบ ๆ ไปนะ ไม่รู้แต่งงานครั้งนี้มีอะไรลึกกว่านั้นหรือเปล่า” อีกคนพูดเบาลงกว่าเดิม แต่คำพูดนั้นยังลอยมาถึงหูลลินดาพอให้หัวใจสะดุด

“อย่าพูดมาก เดี๋ยวใครได้ยินเข้า คุณทิวไม่ใช่คนใจดีนะ” เสียงอีกคนรีบปรามด้วยความหวาดกลัว ก่อนที่ทุกคนจะทำทีเป็นก้มหน้าทำงานเมื่อทิวัตถ์กวาดสายตาผ่านไป

ลลินดาพยายามทำเหมือนไม่ได้ยิน แต่ปลายนิ้วที่จับแขนสามีอยู่เผลอเกร็งขึ้นเล็กน้อย ทิวัตถ์รับรู้ได้ทันที เขาเหลือบมองเธอด้วยสายตานิ่งลึก

“ได้ยินอะไรหรือเปล่า” ทิวัตถ์ถามเสียงต่ำ ขณะประคองเธอเดินเข้าสู่ลิฟต์ผู้บริหาร

“ไม่มีอะไรค่ะ แค่ไม่ชินกับการถูกมองเยอะขนาดนี้” ลลินดาตอบพร้อมรอยยิ้มที่พยายามทำให้เป็นปกติ แม้ในอกจะเริ่มมีเงาความกังวลทอดผ่าน

“ถ้าใครพูดอะไรที่ทำให้คุณไม่สบายใจ บอกผมทันที” ทิวัตถ์บอกด้วยน้ำเสียงที่แฝงคำสั่งมากกว่าคำขอร้อง

“คุณทิวจะไปจัดการทุกคนที่พูดถึงลินไม่ดีหรือคะ” ลลินดาถามพร้อมพยายามทำเสียงให้เบาสบาย ทั้งที่รู้ว่าคำพูดซุบซิบนั้นทิ้งรอยบางอย่างไว้ในใจแล้ว

“ถ้าจำเป็นก็ทำ” ทิวัตถ์ตอบสั้น ๆ ทำให้ลลินดาหันไปมองเขาด้วยความตกใจเล็กน้อย

“ลินไม่ได้อยากให้คุณทิวต้องวุ่นวายเพราะลินนะคะ เรื่องบางเรื่องปล่อยผ่านได้ก็ปล่อยเถอะค่ะ” ลลินดารีบบอก เพราะไม่อยากให้วันแรกของเธอที่บริษัทกลายเป็นเหตุให้ใครเดือดร้อน

“ผมไม่ชอบปล่อยให้คนของผมถูกทำร้ายด้วยคำพูด” ทิวัตถ์กล่าวขณะลิฟต์เลื่อนขึ้นไปยังชั้นผู้บริหาร แววตาของเขานิ่งแต่หนักแน่นจนลลินดาเผลอกำมือแน่นขึ้น

เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ชั้นผู้บริหารเงียบกว่าด้านล่างมาก พื้นปูพรมสีเทาเข้ม ผนังกระจกใสเปิดให้เห็นวิวเมืองกว้างไกล พนักงานไม่กี่คนที่อยู่บริเวณนั้นรีบลุกขึ้นยืนต้อนรับทันที

“สวัสดีค่ะคุณทิว สวัสดีค่ะคุณลิน” เสียงหวานเรียบของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นจากหน้าโต๊ะเลขานุการ ก่อนเจ้าของเสียงจะก้าวออกมายืนต้อนรับด้วยท่าทางสง่างาม

ลลินดาหันไปมองและพบผู้หญิงหน้าสวยคมในชุดทำงานสีขาวตัดกับกระโปรงทรงดินสอสีดำ เธอมีรูปร่างสูงเพรียว แต่งหน้าอย่างประณีต ท่าทางมั่นใจและเป็นมืออาชีพ ดวงตาที่มองมานั้นสุภาพอย่างไร้             ที่ติ แต่ลลินดากลับรู้สึกถึงความเย็นบางอย่างซ่อนอยู่หลังรอยยิ้ม รสริน เลขานุการอาวุโสของทิวัตถ์ ผู้หญิงที่ทำงานข้างกายเขามาหลายปี และเป็นคนที่คนทั้งบริษัทพูดกันว่าเข้าใจบอสมากที่สุด

“รสริน นี่ลลินดา ภรรยาของผม” ทิวัตถ์แนะนำด้วยน้ำเสียงเป็นทางการ แม้ทุกคนจะรู้อยู่แล้ว แต่การที่เขาพูดคำว่าภรรยาออกมาต่อหน้าเลขานุการของตัวเอง ทำให้บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปเล็กน้อย

“ยินดีที่ได้พบอย่างเป็นทางการนะคะคุณลิน เมื่อคืนรสได้ไปร่วมงานแต่งด้วย งานสวยมากค่ะ คุณลินเองก็สวยจนทุกคนพูดถึงไม่หยุดเลยค่ะ” รสรินกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน น้ำเสียงของเธอไพเราะและสุภาพจนแทบหาที่ติไม่ได้

“ขอบคุณมากนะคะคุณรสริน ลินเองก็เห็นคุณในงานเหมือนกันค่ะ แต่เมื่อคืนแขกเยอะมาก เลยยังไม่มีโอกาสได้ทักทายกันจริง ๆ” ลลินดาตอบด้วยมารยาทงดงาม พร้อมยิ้มให้หญิงสาวตรงหน้าอย่างจริงใจ

“เรียกรสเฉย ๆ ก็ได้ค่ะ ต่อไปคุณลินคงได้มาที่บริษัทบ่อยขึ้น รสเองก็ยินดีช่วยดูแลทุกอย่างที่เกี่ยวกับคุณทิวและคุณลินค่ะ” รสรินพูดพลางลดสายตาลงเล็กน้อยในท่าทางสุภาพ แต่คำว่า “ดูแลทุกอย่างที่เกี่ยวกับคุณทิว” กลับสะกิดใจลลินดาอย่างประหลาด

“ขอบคุณค่ะ ถ้ามีอะไรที่ลินไม่รู้ คงต้องรบกวนคุณรสบ้างนะคะ” ลลินดาตอบอย่างอ่อนโยน พยายามไม่คิดมากกับความรู้สึกบางเบาที่เกิดขึ้นในใจ

“ยินดีมากค่ะ คุณทิวเป็นคนทำงานละเอียดและค่อนข้างมีระเบียบมาก ถ้าคุณลินอยากทราบตารางงานหรือสิ่งที่ควรระวังเกี่ยวกับคุณทิว รสสามารถบอกได้หมดค่ะ” รสรินกล่าวด้วยรอยยิ้มเดิม แต่ประโยคนั้นเหมือนบอกเป็นนัยว่าเธอรู้จักทิวัตถ์ในพื้นที่ที่ลลินดายังไม่รู้จัก

ทิวัตถ์ปรายตามองเลขานุการของตนเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบแต่ชัดเจน

“เรื่องของผม ลินถามผมเองได้ ไม่ต้องผ่านใคร” ทิวัตถ์กล่าวโดยไม่ขึ้นเสียง แต่ทำให้รสรินชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที

“ค่ะคุณทิว รสแค่คิดว่าคุณลินอาจยังไม่คุ้นกับตารางงานของคุณทิวเท่านั้นเองค่ะ” รสรินตอบอย่างรวดเร็วพร้อมรอยยิ้มที่กลับมาสมบูรณ์แบบอีกครั้ง

“ผมให้คนจัดห้องทำงานเล็กไว้ให้ลินเรียบร้อยแล้ว อยู่ติดกับห้องพักรับรอง ฝ่ายอาคารจัดเสร็จหรือยัง” ทิวัตถ์ถามต่อทันที น้ำเสียงกลับเป็นงานเป็นการเหมือนเดิม

“เรียบร้อยแล้วค่ะ รสตรวจดูให้แล้ว มีโต๊ะทำงาน ชั้นหนังสือ โซฟา แล้วก็แจกันดอกไม้สีขาวตามที่คุณทิวสั่งค่ะ” รสรินรายงานอย่างคล่องแคล่ว แต่ปลายเสียงเหมือนแข็งขึ้นนิดเดียวเมื่อพูดถึงสิ่งที่                ทิวัตถ์ตั้งใจเตรียมให้ภรรยา

ลลินดาหันไปมองสามีด้วยความแปลกใจอีกครั้ง

“คุณทิวเตรียมห้องให้ลินด้วยเหรอคะ” ลลินดาถามด้วยน้ำเสียงที่ซ่อนความดีใจไว้ไม่มิด

“ถ้าคุณมาที่นี่บ่อย ๆ จะได้มีที่พัก ไม่ต้องนั่งรอผมในห้องประชุมหรือห้องรับรองเหมือนแขกทั่วไป” ทิวัตถ์ตอบเรียบ ๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องสำคัญ ทั้งที่สำหรับลลินดามันสำคัญมาก

“แต่ลินไม่อยากรบกวนพื้นที่ทำงานของคุณทิวนะคะ” ลลินดาพูดอย่างเกรงใจ เพราะรู้ดีว่าชั้นผู้บริหารไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะเข้ามาใช้พื้นที่ได้ง่าย ๆ

“คุณไม่ใช่คนนอก และผมไม่ได้มองว่าคุณเป็นการรบกวน” ทิวัตถ์ตอบพลางเดินนำเธอไปยังห้องเล็กข้างห้องทำงานของเขา คำพูดนั้นทำให้ลลินดาอุ่นใจขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน สายตาของรสรินที่มองตามหลังมาก็ทำให้ความอบอุ่นนั้นมีเงาบาง ๆ ปะปนอยู่

ห้องทำงานเล็กที่ทิวัตถ์เตรียมไว้ให้เธอไม่ใหญ่จนเกินไป แต่ตกแต่งอบอุ่นผิดกับภาพลักษณ์เย็นชาของชั้นผู้บริหาร โต๊ะไม้สีอ่อนตั้งอยู่ใกล้หน้าต่าง มีกระถางต้นไม้เล็ก ๆ วางอยู่มุมห้อง ชั้นหนังสือยังว่างอยู่หลายช่อง เหมือนรอให้เจ้าของห้องค่อย ๆ เติมสิ่งที่ชอบลงไป โซฟาสีครีมตั้งอยู่ริมผนัง และบนโต๊ะกลางมีแจกันดอกกุหลาบขาวกับการ์ดใบเล็กวางไว้

ลลินดาเดินเข้าไปหยิบการ์ดขึ้นมาอ่าน

“สำหรับวันที่คุณต้องรอผมนาน ๆ หวังว่าห้องนี้จะทำให้คุณไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นแขกในโลกของผม”

ลายมือบนการ์ดเป็นลายมือของทิวัตถ์ ชัดเจน เรียบคม และหนักแน่นเหมือนตัวเขา

ลลินดากัดริมฝีปากเบา ๆ เพื่อกลั้นความตื้นตัน ก่อนจะหันกลับไปมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงประตูห้องด้วยสีหน้าเรียบนิ่งเหมือนไม่ได้ทำอะไรพิเศษ

“คุณทิวทำแบบนี้ ลินจะคิดเข้าข้างตัวเองได้ไหมคะว่าคุณอยากให้ลินเข้ามาอยู่ในโลกของคุณ            จริง ๆ” ลลินดาถามด้วยน้ำเสียงแผ่วหวาน ดวงตาของเธอมีประกายอ่อนโยนจนทำให้ทิวัตถ์นิ่งไปเล็กน้อย

“ผมแต่งงานกับคุณแล้ว ถ้าไม่อยากให้คุณอยู่ในโลกของผม ผมจะพาคุณเข้ามาทำไม” ทิวัตถ์ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเหมือนเดิม แต่แววตาที่มองเธอกลับลึกกว่าคำพูดมากนัก

“บางคนแต่งงานกันเพราะเหตุผลของผู้ใหญ่ แต่ไม่ได้อยากให้กันและกันเข้ามาในชีวิตจริง ๆ ก็มีนะคะ” ลลินดาพูดออกไปอย่างเผลอใจ ความกลัวเล็ก ๆ จากเมื่อคืนยังคงหลงเหลืออยู่แม้เขาจะให้คำตอบกับเธอแล้ว

ทิวัตถ์เดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเธอ ก่อนจะยกมือขึ้นแตะปลายคางเธอเบา ๆ ให้เงยหน้าสบตา

“ผมไม่ใช่บางคน และคุณไม่ใช่คนที่ผมจำใจแต่งด้วย” ทิวัตถ์กล่าวชัดถ้อยชัดคำ จนลลินดารู้สึกเหมือนหัวใจค่อย ๆ คลายปมที่ยังแน่นอยู่ลงทีละนิด

“ลินจะพยายามจำไว้ค่ะ” ลลินดาตอบเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มที่งดงามขึ้นเพราะความสบายใจ

“ไม่ต้องพยายามจำ แค่ดูจากสิ่งที่ผมทำก็พอ” ทิวัตถ์บอกก่อนจะลดมือลงและถอยออกไปเล็กน้อย เหมือนกลัวว่าถ้าใกล้ชิดมากกว่านี้ เขาอาจเสียสมาธิก่อนเริ่มงาน

ช่วงสายผ่านไปด้วยการที่ทิวัตถ์ต้องเข้าประชุม ส่วนลลินดาอยู่ในห้องทำงานเล็กเพียงลำพัง เธอสำรวจห้องอย่างเงียบ ๆ จัดดอกไม้ในแจกันใหม่เล็กน้อย เปิดดูชั้นหนังสือ และลองนั่งบนเก้าอี้ทำงานของตัวเอง ความรู้สึกแปลกใหม่ทำให้เธอยิ้มออกมาหลายครั้ง แต่เมื่อเธอเปิดประตูออกไปหาเครื่องดื่มจากมุมแพนทรีเล็ก ๆ ด้านนอก เสียงสนทนาที่ดังมาจากปลายโถงก็ทำให้ฝีเท้าของเธอชะงัก

“เห็นห้องที่คุณทิวเตรียมให้ภรรยาหรือยัง หรูมากนะ เหมือนจะตั้งใจให้คุณลินมาอยู่ประจำเลย” เสียงพนักงานหญิงคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้นปนอิจฉา

“ก็ต้องเอาใจหน่อยสิ เพิ่งแต่งงานกันนี่นา แต่ฉันสงสัยมากกว่า ทำไมสองบ้านนี้รีบแต่งกันจัง ทั้งที่คุณทิวก็ไม่ใช่ผู้ชายที่จะยอมใครง่าย ๆ” อีกเสียงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเบาลงเล็กน้อย แต่ยังชัดพอให้ลลินดาได้ยิน

“ได้ยินมาว่าบ้านอัครบดินทร์ช่วงนี้มีปัญหาเรื่องเงินนะ เฟอร์นิเจอร์บางชิ้นในบ้านยังถูกเอาออกไปขายแล้วบอกว่าส่งซ่อมเลย” คนแรกพูดต่ออย่างมั่นใจในข่าวลือของตัวเอง

“จริงเหรอ ถ้าอย่างนั้นการแต่งงานครั้งนี้ก็น่าสนใจนะ คุณลินอาจไม่ได้โชคดีฝ่ายเดียวก็ได้ บางทีบ้านเธออาจต้องการเกี่ยวดองกับธารากุลเพื่อพยุงฐานะก็ได้” อีกคนกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ ที่เหมือนหนามเล็ก ๆ ทิ่มลงกลางอกคนฟัง

แก้วน้ำในมือลลินดาสั่นเล็กน้อย

เธอยืนนิ่งอยู่หลังมุมผนัง หัวใจเต้นหนักขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพราะโกรธคนพูด แต่เพราะคำว่า “บ้านอัครบดินทร์มีปัญหาเรื่องเงิน” เสียดแทงเข้ามาในความทรงจำบางอย่างที่เธอพยายามไม่คิดถึง

ช่วงก่อนแต่งงาน พ่อกับแม่มักหลบไปคุยโทรศัพท์ในห้องทำงานบ่อยขึ้น

คนรับใช้เก่าแก่บางคนลาออกอย่างกะทันหัน

แม่เคยบอกว่าเฟอร์นิเจอร์ชุดหนึ่งถูกส่งไปซ่อม ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมันยังดูปกติดี เธอเคยสงสัย แต่ไม่มีใครบอกอะไรเธอเลย

“พวกเธอว่างมากหรือไง ถึงมีเวลายืนพูดเรื่องครอบครัวคนอื่นในเวลางาน”

เสียงของรสรินดังขึ้นเย็น ๆ ทำให้พนักงานสองคนสะดุ้งและรีบก้มหน้าทันที ลลินดารีบถอยกลับเข้ามาในเงามืดเล็กน้อยโดยไม่ให้ใครเห็น

“ขอโทษค่ะคุณรส พวกเราไม่ได้ตั้งใจค่ะ” พนักงานคนหนึ่งรีบพูดด้วยน้ำเสียงตื่นกลัว เพราะรู้ดีว่าเลขานุการอาวุโสของบอสไม่ใช่คนที่จะปล่อยผ่านความผิดง่าย ๆ

“ถ้าไม่ตั้งใจ ก็อย่าให้ฉันได้ยินอีก โดยเฉพาะเรื่องของคุณทิวกับคุณลิน เพราะถ้าเรื่องนี้เข้าหูคุณทิว คนที่เดือดร้อนคงไม่ใช่แค่ถูกตักเตือน” รสรินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น สีหน้าของเธอยังคงสงบ แต่ทำให้คนฟังหน้าเสียทันที

“ค่ะคุณรส พวกเราจะไม่พูดอีกแล้วค่ะ” พนักงานทั้งสองรับคำ ก่อนจะรีบแยกย้ายกลับไปทำงานอย่างรวดเร็ว

รสรินยืนอยู่ที่เดิมครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาทางมุมผนังที่ลลินดาหลบอยู่ รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าเหมือนเธอรู้ว่าลลินดาได้ยินทุกอย่างแล้ว เพียงแต่เธอไม่ได้เดินเข้ามาหาและไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม

ลลินดายืนตัวเย็นอยู่ในห้องเล็กนานกว่าที่ควร เธอวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะโดยไม่รู้ตัว ความหิวที่เคยมีหายไปหมด เหลือเพียงคำถามมากมายที่ผุดขึ้นในใจ

ครอบครัวเธอมีปัญหาการเงินจริงหรือ ถ้าจริง ทำไมพ่อแม่ไม่บอกเธอเลยและถ้าคนอื่นรู้กันหมดแล้ว ทิวัตถ์รู้ด้วยหรือเปล่า

เธอนั่งลงบนโซฟา มือสั่นเล็กน้อยขณะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดหาชื่อ “แม่” ด้วยหัวใจที่เต้นหนักขึ้นเรื่อย ๆ เสียงรอสายดังยาวหลายครั้งก่อนที่ศจีจะรับ

“ว่าไงลิน อยู่กับทิวที่บริษัทหรือเปล่าลูก” ศจีถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามสดใส แต่ลลินดากลับฟังออกว่ามีความตึงเครียดบางอย่างซ่อนอยู่

“ค่ะ ลินอยู่บริษัทคุณทิว แม่คะ ลินมีเรื่องอยากถาม” ลลินดาพูดอย่างระมัดระวัง พลางมองไปยังประตูห้องเหมือนกลัวใครจะเข้ามาได้ยิน

“มีอะไรเหรอลูก เสียงลินดูไม่ค่อยดีเลย เมื่อคืนพักผ่อนพอไหม ทิวดูแลลูกดีหรือเปล่า” ศจีถามเร็วขึ้นทันที เหมือนต้องการเบี่ยงความสนใจไปยังเรื่องชีวิตคู่แทน

“คุณทิวดูแลลินดีมากค่ะ แต่เรื่องที่ลินจะถามไม่ใช่เรื่องคุณทิว แม่คะ บ้านเรามีปัญหาเรื่องเงินจริงหรือเปล่า” ลลินดาถามออกไปตรง ๆ แม้น้ำเสียงจะสั่นเล็กน้อยเพราะกลัวคำตอบ ปลายสายเงียบไปทันที

ความเงียบนั้นยาวนานกว่าคำปฏิเสธใด ๆ และมันทำให้ลลินดารู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้ากำลังสั่นไหว

“ลินไปได้ยินอะไรมาลูก ใครพูดอะไรให้ลูกไม่สบายใจหรือเปล่า” ศจีถามกลับแทนคำตอบ น้ำเสียงของเธอรีบร้อนขึ้นอย่างชัดเจน

“แม่อย่าเพิ่งถามว่าลินได้ยินจากใคร แม่ตอบลินมาก่อนว่าบ้านเรามีหนี้หรือเปล่า พ่อกับแม่ปิดอะไรลินอยู่ใช่ไหมคะ” ลลินดาถามด้วยน้ำเสียงที่เริ่มสั่นมากขึ้น เธอไม่อยากกล่าวหาแม่ แต่ความกลัวทำให้คำถามไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

“ลิน ฟังแม่นะ เรื่องของผู้ใหญ่บางเรื่องมันซับซ้อน ลูกเพิ่งแต่งงาน อย่าเพิ่งเอาเรื่องพวกนี้ไปคิดให้วุ่นวายเลย ชีวิตคู่ของลูกสำคัญที่สุดตอนนี้” ศจีพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง แต่ยิ่งฟัง ลลินดายิ่งรู้สึกเหมือนแม่กำลังยืนยันว่ามีบางอย่างจริง ๆ

“ถ้ามันไม่จริง แม่แค่บอกลินว่าไม่จริงก็พอค่ะ ทำไมแม่ต้องบอกว่าเรื่องผู้ใหญ่ซับซ้อนด้วย” ลลินดาถามเสียงเบาจนเกือบเป็นกระซิบ ดวงตาเริ่มร้อนผ่าวโดยไม่รู้ตัว

“บ้านเราอาจมีเรื่องติดขัดบ้าง แต่มันไม่ได้เกี่ยวกับลูกเลย ลินไม่ต้องกังวล และที่สำคัญอย่าเอาเรื่องนี้ไปพูดกับทิวหรือคนบ้านธารากุลเด็ดขาด” ศจีพูดเสียงต่ำลงอย่างรวดเร็ว ประโยคท้ายหนักแน่นจนลลินดานิ่งค้าง

“ทำไมคะ ถ้าลินเป็นภรรยาของคุณทิวแล้ว ลินไม่ควรปิดบังเขาไม่ใช่เหรอคะ” ลลินดาถามด้วยความสับสน เพราะเพิ่งสัญญากับตัวเองเมื่อคืนว่าจะเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยความไว้ใจ

“เพราะบางเรื่องพูดไปก็มีแต่ทำให้คนอื่นมองเราต่ำลง ลิน แม่ขอร้อง อย่าให้ทิวรู้เรื่องพวกนี้จากปากลูก ตอนนี้ลูกเป็นสะใภ้ธารากุลแล้ว ลูกต้องรักษาหน้าตัวเองและครอบครัวไว้ให้ดี” ศจีตอบอย่างรีบร้อน น้ำเสียงของเธอสั่นเหมือนทั้งกลัวและกดดันในเวลาเดียวกัน

“แม่พูดเหมือนลินแต่งงานเข้าไปเพื่อปิดอะไรบางอย่างเลยนะคะ” ลลินดาพูดออกไปเบามาก แต่คำพูดนั้นทำให้ปลายสายเงียบกริบอีกครั้ง

“อย่าพูดแบบนั้น ลิน แม่กับพ่อไม่เคยคิดใช้ลูกเป็นเครื่องมือ ลูกแต่งงานกับทิวเพราะผู้ใหญ่เห็นว่าทั้งสองเหมาะสมกัน และเพราะลูกเองก็เต็มใจไม่ใช่หรือไง” ศจีรีบพูด น้ำเสียงของเธอเจ็บปวดขึ้นมาทันทีเหมือนถูกสะกิดบาดแผลที่พยายามซ่อน

“ลินเต็มใจค่ะ ลินรักคุณทิว แต่ลินไม่อยากให้ความรักของลินกลายเป็นสิ่งที่คนอื่นเอาไปพูดว่าเป็นการแลกเปลี่ยนเพื่อช่วยบ้านเรา” ลลินดาตอบทั้งที่น้ำตาคลอขึ้นมา ความเจ็บจากคำซุบซิบในบริษัทกลับมากดแน่นอยู่กลางอก

“ไม่มีใครแลกเปลี่ยนอะไรทั้งนั้น ลินเชื่อแม่ แค่ทำหน้าที่ภรรยาของทิวให้ดี อยู่ข้างเขาให้ดี แล้วเรื่องอื่นแม่กับพ่อจะจัดการเอง” ศจีบอกด้วยน้ำเสียงที่พยายามอ่อนโยน แต่กลับยิ่งทำให้ลลินดารู้สึกโดดเดี่ยว

“แม่คะ ลินโตพอจะแต่งงานแล้ว ลินก็ควรโตพอจะรู้เรื่องครอบครัวตัวเองด้วยไม่ใช่เหรอคะ” ลลินดาถามเสียงสั่น มือกำโทรศัพท์แน่นจนปลายนิ้วซีด

“ลิน แม่ต้องวางแล้ว พ่อเรียกแม่อยู่ ไว้ค่อยคุยกันนะลูก แล้วจำที่แม่บอกไว้ อย่าพูดเรื่องนี้กับทิวเด็ดขาด” ศจีตัดบทอย่างรวดเร็ว ก่อนสายจะถูกวางไปโดยไม่เปิดโอกาสให้ลูกสาวถามต่อ

ลลินดาค่อย ๆ ลดโทรศัพท์ลงจากหู ความเงียบในห้องทำงานเล็กกลายเป็นความอึดอัดจนหายใจไม่ทั่วท้อง เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งเดินพ้นคืนวิวาห์แสนหวานมาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่โลกอีกใบที่เต็มไปด้วยความลับกลับเปิดประตูรออยู่ตรงหน้าแล้ว

เธออยากบอกทิวัตถ์ อยากถามว่าเขาเคยได้ยินข่าวลือนี้หรือไม่ อยากรู้ว่าเขาจะแคร์หรือเปล่าถ้าครอบครัวของเธอกำลังมีปัญหาจริง ๆ แต่คำเตือนของแม่ดังก้องอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่าให้ทิวรู้เรื่องพวกนี้จากปากลูก เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้ลลินดาสะดุ้ง เธอรีบเช็ดปลายตาที่เปียกชื้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะปรับ               สีหน้าให้เป็นปกติ

“เข้ามาได้ค่ะ” ลลินดาพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้มั่นคง

ประตูเปิดออก และทิวัตถ์ยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาคมกวาดมองใบหน้าเธอเพียงแวบเดียวก็เหมือนรับรู้ได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ เขาก้าวเข้ามาในห้องอย่าง เงียบ ๆ ก่อนจะปิดประตูตามหลัง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป