บทที่ 3 รอยช้ำที่คอ (NC นิด ๆ)

ปึก! ปึก! ปึก!

“คุณพอยต์ขา อ๊ะ! อ๊า...”

“...อื้ออ อ๊ะ! อ๊ะ!”

เสียงตอกอัดแก่นกายใหญ่อย่างไม่บันยะบันยังของเขา ผสานกับเสียงร้องครางระงมแทบไม่ได้ศัพท์ของหญิงสาวที่ตามมาจากคลับดังลั่นปะปนกันไปทั่วคอนโดหรูที่เป็นเสมือนห้องเชือดของเขาเท่านั้น

แม้ว่าคอนโดนี้จะมีความหรูหราไม่น้อย แต่ที่นี่ไม่ใช่เพนต์เฮาส์ของเขาแต่อย่างใด เนื่องจากชายหนุ่มหวงความเป็นส่วนตัวมาก ไม่ว่าผู้หญิงที่ไหนก็ไม่มีทางได้ย่างกรายเข้าไปสักคน

“คุณคะ พะ..พราวจุก ช่วยเบาที”

ปึก! ปึก! ปึกกก!

“ค..คุณพอยต์”

“หยุดสั่งฉันแล้วทำหน้าที่ของเธอไป”

“พราวแค่ขอ…”

“ร่องของเธอมันไม่ได้แคบจนรับของฉันไม่ได้ขนาดนั้น แล้วอีกอย่าง…”

“...ฉันเตือนเธอแล้ว”

ปึก! ปึก! ปึก!!

“อ๊ะ! อ๊ะ อื้อออ กรี๊ดดดด”

ร่างสูงเร่งสะบัดเอวสอบเข้าออกอย่างเต็มแรง มันทั้งถี่ยิบและหนักหน่วง เขาใช้เวลากับเธอไม่ต่ำกว่าสามชั่วโมงแล้วโดยไม่ได้หยุดพัก และไม่ได้สนใจว่าขนาดของเขาจะส่งผลอย่างไรกับหญิงสาวใต้ร่าง สภาพเธอสะบักสะบอมเกินกว่าที่เคยผ่านมา แม้เธอจะเสร็จไปไม่รู้กี่รอบจนตอนนี้เธอเจ็บแสบไปหมดเขาก็ยังไม่หยุดกระทำ และเขายังไม่ได้เสร็จเลยสักครั้ง!!

จริงอยู่ที่เธอไม่ได้เจ็บเกินบรรยายขนาดนั้นเพราะเธอเองก็ไม่ได้ผ่านเรื่องพวกนี้มาน้อยเลย เพียงแต่ไม่มีใครเหมือนเขาเท่านั้น ทั้งขนาดความใหญ่ยาวของแท่งเอ็นร้อนสีสวย ท่วงท่าลีลา และเรี่ยวแรงมหาศาลที่เธอไม่เคยพบเจอ ทำเอาเธอทั้งเจ็บทั้งจุกจนแทบทนไม่ไหวจริง ๆ

“ห้องน้ำอยู่ทางนั้น จัดการตัวเองเสร็จก็ออกไป” เขาพูดขณะถอดถุงยางโยนทิ้งถังขยะเล็กข้างเตียง

ทันทีที่เขาพูดจบหญิงสาวหันขวับไปมองอย่างรวดเร็ว เธอแสดงสีหน้าตกใจออกมาอย่างปิดไม่มิด

“ฉันไม่ชอบให้ใครมานอนค้างในพื้นที่ของตัวเอง และฉันต้องการพักผ่อน จะรีบกลับเพนต์เฮาส์ด้วย สิบนาที! ฉันให้เธอได้แค่นั้น”

“แต่คุณก็เห็นสภาพพราวนี่คะ”

“ฉันจะไม่พูดซ้ำ!!” ชายหนุ่มตะคอกเสียงดังจนเธอสะดุ้ง

เขาเป็นคนดังคนหนึ่งที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก เธอรู้เรื่องราวจากบรรดาเด็กในคลับ ว่าในกลุ่มของเขานั้นไม่มีใครธรรมดาสักคน ทั้งหล่อ รวย และมีอิทธิพลค่อนข้างกว้างขวาง ครอบครัวเป็นคนใหญ่คนโต

อันที่จริงจากคำบอกเล่าพวกนั้น และการที่เห็นพวกเขาบนชั้น VVIP บ่อย ๆ เธอก็รู้ชัดเจนดีแล้ว ดังนั้นแค่เขาเอ่ยเสียงเข้มขึ้นมา มันก็ทำให้เธอรู้สึกกลัวจนขนลุกรีบร้อนพาร่างกายอันช้ำระบม และเสื้อผ้าของเธอเข้าห้องน้ำไปทันทีโดยที่ไม่เอ่ยอะไรออกมาอีก

@เพนต์เฮาส์

วันถัดมาเขาตื่นมาในเพนต์เฮาส์ของตัวเอง แม้จะดึกดื่น หรือใกล้เช้าแค่ไหน เขาก็จะขับรถกลับมายังพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองเสมอ เขาไม่เคยใช้คอนโดนั่นเป็นที่นอนพักผ่อนจนข้ามวันสักครั้ง รวมถึงไม่เคยให้ผู้หญิงคนไหนค้างที่นั่น และยังไม่เคยกินรอบสองด้วยซ้ำไป

ร่างสูงนวดขมับที่ปวดตุ้บ ๆ เหมือนจะระเบิด จริงอยู่ที่เขาไม่ได้เมา แต่แอลกอฮอล์ดีกรีสูงที่เข้าไปในร่างกายของเขานั้นไม่ใช่ว่าน้อยเลย ถึงได้ส่งผลกับเขาพอสมควร สิ่งที่เขาทำเพียงแค่ลุกไปดื่มน้ำเปล่าสองแก้ว และกลับเข้ามาทิ้งตัวลงนอนใหม่เมื่อนาฬิกาแสดงผลที่หน้าปัดว่าเขายังพอมีเวลาให้พักผ่อนต่อ

แต่เพียงแค่หลับตา ภาพของต้นเหตุที่ทำให้เขาหงุดหงิดรำคาญใจจนต้องไปคลับเมื่อคืนกลับผุดขึ้นมา ทั้งเสียงของพ่อที่สั่งเขาไว้ และสีหน้าของเฟย์ลินในวันนั้น ที่เขาจำได้ดีว่าเธอแสดงอาการอย่างไรเวลาที่เขามองหน้าของเธอ เธอมักจะทำตัวเล็กลีบราวกับไม่อยากให้เขาเห็นหรือมองเธอเลย ถึงได้พยายามก้มหน้างุดตลอดเวลา และเหลือบมองเขาเพียงเสี้ยววิก็หลบสายตาแล้ว ไม่เคยได้ประจันหน้าสบตาดี ๆ สักครั้ง

“หึ กลัวฉันงั้นหรอ” และเมื่อคิดได้แล้วว่าต้องไปรับส่งยัยน้องสาวหมาด ๆ ของเขานั้นถึงได้ลุกขึ้นพรวดเพื่อไปอาบน้ำทันที ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะไปรับนักหนา แต่เป็นเพราะเขาต้องใช้เวลามากกว่าเดิมในการเดินทางที่ทำให้เขาต้องรีบร้อนกว่าทุกครั้ง

@บ้านอนันตรักษ์

ฉันที่กำลังนอนหลับสบายบนเตียงหรูใต้ผ้าห่มผืนใหญ่ พระอาทิตย์ที่เริ่มขึ้นส่องแสงอ่อนๆ มาทางช่องกระจกเล็กใกล้หน้าต่างห้องของฉัน ทำให้ฉันสะลึมสะลือค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้น มือน้อยของฉันควานหามือถือด้วยความงัวเงียเพื่อจะดูนาฬิกาผ่านหน้าจอด้วยความเคยชิน แต่ยังไม่ทันที่จะควานหาจนเจอ ก็มีเสียงเรียกเข้าเพลงโปรดของฉันดังขึ้นแสดงถึงตำแหน่งของมัน ฉันตาสว่างกว่าเดิมเพียงเล็กน้อยและคว้ามันทันที

สายเรียกเข้า

[ผู้โทรที่ไม่รู้จัก]

“ฮาโหลค่ะ”

(ฉันต้องรีบขนาดไหนเพื่อออกจากเพนต์เฮาส์ แล้ววนรถมารับเธอ ในขณะที่เธอยังไม่ตื่น)

เฮือก!!

ตาของฉันเบิกกว้าง ความงัวเงียหายไปในพริบตาเลยก็ว่าได้ ฉันตกใจเบอร์ใหญ่มากนะจริงๆ น้ำเสียงเย็นชาเข้ากับสีหน้าที่เขาชอบทำ มันทั้งดุทั้งเย็นจนหน้าฉันชาวาบ รู้ได้ทันทีว่าเจ้าของเบอร์คือใคร

ทำไมพี่พอยต์รู้เบอร์มือถือของฉันล่ะ แล้วโทรมาแบบนี้เป็นใครไม่ตกใจบ้าง เมื่อวานก็เพิ่งมีเรื่องกันไป แถมเป็นเรื่องที่มีฉันและแม่เป็นต้นเหตุ วันนี้ฉันยังทำให้เขาลำบากอีก ฉันยิ่งกลัวเขาอยู่ด้วย เมื่อคืนก็นอนสบายจนเผลอหลับ ลืมคิดไปเลยว่าจะทำตัวทำหน้ายังไงดีหากต้องเดินทางกับเขาสองคน

“พะ..พี่พอยต์”

(ครึ่งชั่วโมง)

“คะ?”

จบการสนทนา

เขาวางสายแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ฉันเอ่ยถามอะไรไม่ทันด้วยซ้ำ นี่เขาเร็วไปหรือฉันช้าไป ครึ่งชั่วโมงนี่หมายความว่าจะมาถึงในครึ่งชั่วโมงนี้ใช่ไหมนะ

“ต้องรีบละ” ฉันลุกพรวดพราดเตรียมตัวอาบน้ำทันทีที่คิดได้ จนเวลาผ่านไปสักพัก

ตึก ตึก ตึก

เสียงกึ่งเดินกึ่งวิ่งของฉัน ทำให้ทั้งแม่ฉันและแม่บ้านที่กำลังเตรียมมื้อเช้าอยู่ตรงโต๊ะอาหาร หันมามองกันเป็นตาเดียว

“จะรีบไปไหนลูก ระวังจะตกบันไดเอานะ”

“ค่ะแม่”

“คุณหนูรับข้าวต้มกุ้ง หรือมัฟฟินไข่ดีคะ”

“คงทานที่นี่ไม่ทันงั้นขอมัฟฟินแล้วกันค่ะป้าบัว ทำใส่กล่องให้เฟย์หน่อยนะคะ”

“ได้ค่ะคุณหนู”

“อ้อ ป้าบัวเพิ่มครัวซองต์ให้ด้วยนะคะ แล้วก็ทำเป็น 2 ชุดค่ะ เฟย์จะเอาไปเผื่อพี่พอยต์ด้วย”

“คุณหนูไปนั่งรอได้เลยนะคะ เดี๋ยวป้าเอาไปให้”

“ขอบคุณค่ะ”

“รีบขนาดนั้นเลยหรอลูก แม่ดูเวลาแล้วก็น่าจะพอทันนะ”

“พี่พอยต์ดูรีบมากเลยค่ะแม่ เฟย์ไม่อยากทำให้พี่เขาเสียเวลา”

“งั้นก็ได้จ้ะ”

หลังจากจบบทสนทนา และป้าบัวเดินหายเข้าครัวไป เสียงรถของพี่พอยต์ก็มาถึงหน้าบ้านพอดี ไม่เข้าไปจอดในโรงรถ และไม่ได้ลงจากรถมาพบเจอใครสักหน่อยเลยด้วย เป็นอย่างที่ฉันคิดจริง ๆ แบบนี้ฉันซวยแน่เลย

“ป้าบัวได้หรือยังคะ พี่พอยต์มาถึงแล้วนะ” ฉันตะโกนเร่งด้วยความกระวนกระวายเล็กน้อย

“นั่นมันรีบอะไรขนาดนั้น ไม่คิดจะลงมาเจอพ่อมันหน่อยเลยไอ้ลูกคนนี้”

“คุณรับมื้อเช้าเลยมั้ยคะ” แม่ของฉันถามคุณลุงพีระที่กำลังเดินลงบันไดมาด้วยท่าทางสุขุม

“ยังคุณ ให้ใครเอากาแฟเอามาให้ผมหน่อยแล้วกัน”

“เดี๋ยวฉันจัดการเองค่ะ”

“ไม่ต้องหรอกน่า”

“ป้าบัววว พี่พอยต์ฆ่าเฟย์แน่!!!” ฉันเสียมารยาทขัดจังหวะที่คุณลุงพีระกับแม่ของฉันคุยกัน เพื่อเร่งป้าบัวอีกครั้ง เพราะพี่พอยต์บีบแตรเร่งฉันเป็นการใหญ่

“อะไรของมันนัก” คุณลุงพีระเริ่มบ่นให้เสียงแตรรถของพี่เขา ที่ดังขึ้นมาเป็นระยะ

“ได้แล้วค่ะคุณหนู ๆ ๆ”

“ขอบคุณค่ะ ไปก่อนนะคะคุณลุง ไปก่อนนะคะแม่ สวัสดีค่ะ”

“จ้ะ ๆ ไม่ต้องวิ่งยัยหนู” คุณลุงรับไหว้แล้วรีบเตือนฉัน นาทีนี้ไม่วิ่งไม่ได้แล้วค่ะ ก็ลูกชายคุณลุงนั่นแหละ แค่นิ่ง ๆ ก็น่ากลัวพอแรงแล้ว นี่จะองค์ลงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไม่อยากจะคิดเลย

ตึก ตึก ตึก

ปึง

“ทำไมฉันยังต้องรอเธออีก”

นั่นไง! ฉันซอยเท้าวิ่งมาถี่ยิบขนาดนี้ ขึ้นรถมานั่งยังไม่ทันจะหอบเสร็จพี่เขาก็โพล่งใส่ฉันเลย

“แฮ่กก ขะ..ขอโทษค่ะ”

ตามด้วยความเงียบทั้งฉันและเขา เงียบจนเสียงหอบหายใจถี่ของฉันดังจนได้ยินชัดเจน

บรรยากาศระหว่างการเดินทางที่เงียบเชียบนั้นผ่านไปสักพัก ฉันเริ่มลอบมองหน้าเขาเป็นระยะ เพราะนึกขึ้นได้ว่าเขาคงไม่น่าจะรู้ว่าตึกไหนที่ฉันต้องไป ฉันอยากรู้ว่าเขาจะจอดให้ฉันตรงไหน และฉันก็ได้แต่ทำใจอยู่ ยังไม่กล้าจะเอ่ยปากคุยกับเขา

ในขณะที่เขากำลังมองทางอย่างใจจดใจจ่อราวกับว่าเขามาคนเดียว ผมสีดำสนิทช่วยให้โครงหน้าด้านข้างของเขาดูคม แต่ใบหน้ากลับขาวใสนวลเนียนไม่ต่างจากผู้หญิงอย่างฉัน กรอบหน้าชัดเจน จมูกโด่งรับกับใบหน้าที่ดูเย็นชาและหยิ่งผยอง ถึงมวลรวมมันจะดูดุดันแค่ไหน แต่ความมีเสน่ห์เกินต้านนั้นก็ทำเอาฉันหยุดมองเขาไม่ได้เลย ความรู้สึกวูบหวิวเกิดขึ้นที่ใจแวบหนึ่งทำให้ฉันรู้สึกตัว และกำลังจะหันหน้ากลับ แต่สายตาของฉันที่กำลังพิจารณาใบหน้าเขาอยู่นั้นกลับสะดุดที่ลำคอขาวเนียน ประดับด้วยรอยสักรูปมงกุฎส่งเสริมบุคลิก และบ่งบอกตัวตนของเขามากขึ้น แต่สิ่งที่สะดุดตาฉันนั้นไม่ใช่รอยสักเลย มันคือรอยจ้ำช้ำสีแดง แม้จะเพียงเล็กน้อยแต่ก็อยู่ในจุดที่เห็นได้ชัดเจน และฉันโตพอที่จะรู้ว่ามันคือรอยอะไร

“มีอะไร” เสียงเขาเหมือนปลุกให้ฉันตื่นจากภวังค์ ล้มเลิกความคิดที่ป้วนเปี้ยนอยู่แถวลำคอของเขา

“คะ?”

“มองฉันเอาอะไร” เกินไปแล้วอ่ะ เขารู้ได้ยังไงในเมื่อเขาไม่ได้หันมามองฉันสักนิดเลย

“คือฟะ..เฟย์อยากจะถามว่าพี่สะดวกส่งเฟย์ที่ตึกไหน น่ะค่ะ”

“EN1”

“พอดีเลยค่ะ เฟย์ไปตึกนั้น” ฉันยิ้มตอบแล้วหันกลับไปมองทาง หางตาเห็นว่าเขาหันมามองฉันแวบหนึ่งแล้วหันกลับไปตั้งใจขับรถตามเดิม จนกระทั่งถึงปลายทาง

“ขอบคุณค่ะ”

“…”

“เอ่อ คือเฟย์เอามื้อเช้ามาเผื่อพี่ค่ะ”

“…” เขาไม่ตอบเช่นเคย ทำเพียงแค่ปรายตามอง ของในมือฉันเท่านั้น

ฟุ่บ

“ไปก่อนนะคะ ขอบคุณมากค่ะ” ฉันวางห่ออาหารไว้ตรงที่นั่งข้างคนขับ เอ่ยขอบคุณทิ้งท้ายแล้วก็ปิดประตูรถไป

ไม่รู้หรอกว่าพี่เขาจะกินมื้อเช้าที่ฉันตั้งใจเอามาเผื่อมั้ย แต่ฉันก็เอามาแล้วนี่นา

ฉันมองตามรถสปอร์ตหรูของเขาที่เคลื่อนตัวออกไป อยู่ ๆ ก็รู้สึกได้ว่าถูกจ้องมองเลยหันไปดูรอบตัว สิ่งที่ฉันเห็นคือบรรดาสาวนักศึกษาพากันมองมาที่ฉันแล้วพูดอะไรกันบางอย่าง ฉันรีบก้มสำรวจดูตัวเองทันที นี่ฉันมีอะไรผิดแปลกไปหรือเปล่า แต่ก็ไม่เห็นมีอะไร สุดท้ายก็ทิ้งความสงสัยแล้วรีบหันหน้าเข้าตัวตึกเพื่อเดินหาที่นั่งหนีสายตากลุ่มคนพวกนั้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป