บทที่ 4 เพื่อนใหม่
พอยต์ Talk
ผมตั้งใจขับรถ สายตามองตรงไปแต่ทางข้างหน้า เพราะไม่อยากจะสุงสิงกับคนตัวเล็กที่นั่งอยู่บนรถของผม อยู่ ๆ เธอก็เข้ามามีอิทธิพลกับผม โดยมีพ่อของผมหนุนหลังแบบนี้ แล้วยังทำตัวเหมือนเรื่องพวกนี้มันถูกต้อง เหมือนมันไม่ได้มีอะไรผิดปกติได้ยังไง ทำไมเธอถึงรับได้ที่พ่อของผม กับแม่ของเธอจะลงเอยกันแบบนี้
สุดท้ายความคิดเหล่านั้น และสมาธิที่ผมจดจ่ออยู่กับถนนก็สะดุดลง เมื่อมีจังหวะที่ผมรู้สึกได้ว่าเธอจ้องผมอยู่ตลอด จ้องแบบไม่วางตาจนผมต้องหันไปมอง สายตาเธออยู่ที่คอของผมนิ่งจนผมต้องเอ่ยทัก เธอถึงได้พูดในสิ่งที่เธอต้องการ ผมตอบเธอไปเพราะผมรู้อยู่แล้วว่าเธอต้องลงตึกไหน เธอเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง และพวกผมก็ดูแลเรื่องรายงานตัวของน้องนักศึกษาใหม่อยู่แล้วด้วย อีกอย่างการที่จะรู้ตารางเรียนของเธอไม่ใช่เรื่องยากของผมเลยสักนิด ผมรู้ก่อนเธอจะรู้ด้วยซ้ำ หึ
แต่อันที่จริงผมจะไปตึกนั้นอยู่แล้วหรอกนะ ไม่ได้ตั้งใจส่งเธอขนาดนั้น เธอยิ้มตอบผมแต่ไม่ได้เป็นรอยยิ้มที่ยิ้มให้ผม เพราะเธอตอบแบบไม่ได้มองหน้าผมด้วยซ้ำไป ไม่รู้ทำไมเวลาผมมองหน้าเธอตรง ๆ เธอไม่เคยจะมองหน้าผมกลับเลย แม้ว่าเราจะกำลังคุยกันอยู่ รอยยิ้มนั้นอาจจะเป็นเพราะ คำตอบที่ได้ ทำให้เธอดีใจที่ได้ลงตึกของตัวเองมากกว่า
และเมื่อถึงตึกที่ต้องลง เธอกลับเอาห่อมื้อเช้าที่เตรียมมายื่นให้ผมส่วนหนึ่ง ทำเอาผมแปลกใจไม่น้อยที่เธอดูกลัวผมขนาดนั้น แค่จะพูดจะเอ่ยถามอะไรยังไม่กล้า แต่กลับเตรียมมื้อเช้ามาเผื่อผมเนี่ยนะ
หลังจากที่เธอลงไปผมก็รีบขับวนไปอาคารจอดรถ แต่พอนึกถึงตอนที่เธอมองผมขนาดนั้นขึ้นมา ทำให้ผมไม่ลืมที่จะมองตัวเองในกระจกสักหน่อย
“เวรเอ๊ย!!!” ผมสบถแรงเมื่อเห็นรอยที่คอของตัวเอง
ตอนแรกผมคิดว่าเธอมองรอยสักของผมแต่ไม่ใช่เลย มันคือรอยช้ำสีแดงเล็ก ๆ ที่ผู้หญิงของคลับทำเอาไว้เมื่อคืนนี้ จริง ๆ ตอนนั้นผมดันเธอออกแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าจะไม่ทัน
ผมไม่ชอบให้ใครมาทำรอยแสดงความเป็นเจ้าของบนตัวผม ไม่มีสิทธิ์!! อีกอย่างผมเตือนเธอก่อนจะเริ่มแล้ว ถ้าเธอไม่ฟังผมแบบนี้ ผมว่าผมคงต้องจัดการอะไรสักหน่อย
End talk
ตึก ตึก ตึก
“เธออออ” เสียงเรียกทำให้ฉันเงยหน้าขึ้น
ภาพตรงหน้าคือผู้หญิงรูปร่างหน้าตาสะสวย สายตามองมาที่ฉันอย่างไม่ปิดบัง มือเล็กของเธอกำลังฉุดกระชากแขนของผู้ชายคนหนึ่ง เหมือนตั้งใจลากเขาให้เดินตรงมาทางฉันพร้อมกันกับเธอ และผู้ชายอีกคนที่เดินตามหลังมาด้วยท่าทีปกติ
“เราหรอ” ฉันถามขึ้นเมื่อเธอลากเพื่อนเธอมาถึงโต๊ะฉัน และถือวิสาสะนั่งลง
“อื้ม เธอนั่นแหละ ชื่ออะไรหรอ”
“ฟะ..เฟย์ลิน”
“ตะกุกตะกักทำไม ไม่ต้องตกใจพวกเราหรอกน่า”
“ก็พุ่งตรงไปหาเขาซะขนาดนั้น ไม่ตกใจได้ไงวะ”
“ไอ้แอสเตอร์!!” เธอแหวใส่เพื่อน
“หวัดดีนะเฟย์ลิน ชื่อน่ารักเหมือนหน้าเธอเลยอ่ะ แปลว่าอะไร”
“เป็นชื่อดินแดนของนางฟ้าน่ะ”
“อร๊ายย โคตรเข้ากับเธอเลย”
“ขอบคุณนะ” ฉันยิ้มเล็กน้อยให้กับความดี๊ด๊าดูซุกซนของคนตรงหน้าขัดกับลุคเซ็กซี่โดยธรรมชาติของเธอจริง ๆ
“ฉันชื่อยูนิสนะ ไอ้ที่นั่งหน้าเบื่อโลกนี่ชื่อทิวเขา แล้วก็นี่แอสเตอร์ พวกเรามาจากโรงเรียนมัธยมเดียวกัน ค่อนข้างสนิทกันมาตั้งแต่ที่นั่นแล้วแหละ ส่วนที่นี่พวกเราเลือกเรียนสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์น่ะ แล้วเธอล่ะ”
“เราก็เรียนสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์เหมือนกัน”
“ดีเลย งั้นมาอยู่กลุ่มเดียวกันนะ นะ นะ น๊า”
“อื้ม ยินดีที่ได้รู้จักนะทุกคนเลย” ฉันยิ้มตาหยี ดีใจมากที่จู่ ๆ ก็ได้เพื่อนโดยที่ไม่ต้องเริ่มทักใครก่อน
ฉันยิ้มเก่งนะแต่พูดไม่ค่อยเก่ง และค่อนข้างจะเกร็งเวลาต้องเริ่มพูดกับใครที่ไม่รู้จักก่อน นี่แหละนะฉันถึงมีเพื่อนน้อย ได้มีทั้งสามคนเป็นเพื่อนแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน โดยเฉพาะยูนิส หากว่ามีเธออยู่นะฉันคงแทบไม่ต้องพูดอะไรเลย เหมือนครั้งนี้ที่เธอเอาแต่พูด แตกต่างจากผู้ชายอีกสองคนนั้นที่ชื่อทิวเขา กับแอสเตอร์
“ว่าแต่เมื่อกี้เธอลงมาจากรถของพี่พอยต์ วิศวะปีสี่ ใช่มั้ย” เธอถามตาลุกวาวราวกับเรื่องนี้มันน่าสนใจมาก
“หึ กูว่าละ” ทิวเขาสบถขึ้นเบา ๆ
“ทำไมยะ!!”
“มาหาเพื่อน หรือต้องการอะไร”
“อะไรเล่าทิวเขา กูก็หาเพื่อนด้วย แต่ไอ้เรื่องของ พี่พอยต์นั่นมันก็ผลพลอยได้ป้ะ”
“เมื่อไรจะเลิกบ้าไอ้นี่”
“เขาเป็นรุ่นพี่ มึงเรียกดี ๆ ได้มะทิว”
“แต่กูก็เห็นด้วยกับไอ้ทิวนะ มึงคลั่งพี่เขามาจะสามปีแล้วเนี่ย”
“เอ่อ เราถามได้มั้ย มีอะไรกันหรอ”
ฉันงงไปหมดแล้วว่าพวกเขาคุยกันเรื่องอะไร ทำไมรู้จักพี่พอยต์ แล้วจะถามอะไรฉัน อีกอย่างคือทำไมหลายคนรวมถึงยูนิส ถึงสนใจเรื่องที่ฉันลงมาจากรถของพี่พอยต์นัก
“ฉันถามเธอก่อนดีกว่า ว่าทำไมเธอถึงลงมาจากรถ พี่พอยต์ได้อะ”
“เราเป็นพะ..พี่น้องกันน่ะ” ฉันเองก็ยังคลางแคลงใจนะว่าตอบแบบนี้ดีมั้ย แต่มันก็ใกล้เคียงกับความสัมพันธ์ของฉันกับพี่เขาตอนนี้ ที่สุดแล้วแหละ..มั้ง เฮ้อออ
“กรี๊ดด พี่น้องหรอ!! ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”
“…” ฉันเงียบมองยูนิสด้วยสีหน้าสงสัยไม่หาย
“อะไร!! นี่เธอยังเดาสถานการณ์ไม่ออกอีกหรอเนี่ย ไม่รู้หรอว่าพี่ชายของเธอน่ะฮอตปรอทแตกสาแหรกขาดขนาดไหน” ฉันส่ายหัวรัวแทนคำตอบ
“เธอสวยมาก และพี่ชายเธอก็หล่อมาก นอกจากหน้าตาที่ดูดีเหมือนกัน นอกนั้นไม่มีอะไรเหมือนกันเลยนะ เป็นพี่น้องที่ต่างกันสุดขั้ว”
“อันนี้ก็เห็นด้วย” แอสเตอร์ช่วยย้ำ ทำให้ยูนิสปรายตามองเขาเล็กน้อย แล้วหันมาพูดคุยกับฉันตามเดิม
“พี่เธอน่ะฮอตมาก ไม่ได้ตามไอจีพี่เขาหรือไง คนฟอลหลักแสนนู่น กลุ่มพี่เขามีกันห้าคน แล้วก็ค่อนข้างเป็นที่พูดถึงกันทุกคนเลย ดังไปจนถึงโรงเรียนมัธยมของพวกฉันแน่ะ ก็หล่อ รวย เก่ง เพอร์เฟกต์กันทั้งกลุ่ม ยิ่งพี่ชายเธอนะโพรไฟล์เลิศเลอเลยแหละ เขาเป็นประธานบริษัทชื่อดังด้านอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่อายุยังน้อย สื่อเคยทำข่าวพี่เขาด้วย” ยูนิสพูดพร้อมกับล้วงมือถือในกระเป๋าของเธอออกมา เพื่อเปิดอินสตาแกรมของพี่พอยต์ให้ฉันดู
จริงด้วยที่คนติดตามพี่เขาเยอะมาก ๆ รูปแต่ละรูปของเขามันดูดีเกินจะบรรยาย บางรูปเป็นรูปที่เหมือนการถ่ายแบบ ซึ่งน่าจะมาจากพวกสื่อที่เขียนบทความเกี่ยวกับเขาล่ะมั้ง
“หล่อสุด ๆ ไปเลย ไม่รู้ว่าตัวจริงจะเป็นยังไงบ้างเนอะ ฉันเห็นแค่ตามเพจ ตามสื่อออนไลน์ต่าง ๆ แต่ไม่เคยเจอตัวจริงเลย คนเขาพูดกันว่าพี่เขาน่ะหล่อกว่าในรูปอีก มาเรียนที่นี่แล้วยังไงก็ต้องมีโอกาสได้เจอแน่ ตื่นเต้นอ่ะ” เธอยังคงพูดด้วยท่าทีเพ้อฝัน
“หึ!! นี่แหละเหตุผลที่มาเรียนวิศวะที่นี่ น่าคบต่อมั้ยล่ะเฟย์ลิน” ทิวเขาค่อนแคะให้ยูนิสด้วยประโยคที่ดูเหมือนพูดกับฉันแต่ไม่ใช่เลย เขานั่งไขว่ห้างกอดอกแล้วมองยูนิสอยู่ต่างหาก ฉันเองเลยไม่รู้จะตอบว่าอะไร
“ก็พวกนายอยากเรียนวิศวะนี่ ฉันก็เรียนตามพวกนายอะ แต่แค่ชวนมาเรียนมหาลัยนี้แค่นั้นเอง”
“ถึงว่าสินะ เราโดนมองตั้งแต่ลงจากรถพี่เขามาเลย”
“ก็แหงล่ะ เป็นที่หมายปองของสาว ๆ ซะขนาดนั้น เห็นบรรดาผู้หญิงที่จับกลุ่มกันอยู่พากันมองเธอตอนลงจากรถพี่เขามั้ยล่ะ ระวังโดนดักหน้ามหาลัยไม่รู้ด้วย”
“งื้ออ”
“มึงก็แกล้งเพื่อนเนอะ” ทิวเขาว่าให้ยูนิส
“หยอกน่า ก็ดูเธอสิน่ารักน่าแกล้งชะมัดเลย” ยูนิสทำหน้ามันเขี้ยวพลางเอื้อมมือมาหยิกแก้มฉันเบา ๆ
“ว่าแต่นี่กี่โมงแล้ว” ยูนิสดึงข้อมือของทิวเขามาตรงหน้าเพื่อดูเวลาที่หน้าปัดนาฬิกาข้อมือของเขา
“รายงานตัวได้แล้วนี่ ไปกันเลยดีมั้ย”
“อื้ม / เออ / เออ” คงไม่ต้องบอกเลยใช่มั้ยว่าคำตอบไหนเป็นของใคร
