บทที่ 6 ดาวกับเดือน
“ดูรู้จักพวกพี่ดีจังเลยนะครับเนี่ย แถมเรียกชื่อถูกทุกคนเลย”
พี่เนสเตอร์เอ่ยทักให้ยูนิสที่ตั้งแต่ร่วมโต๊ะกันมาก็เอาแต่จ้อเรื่องชื่อเสียงของพวกเขาไม่หยุด
“ก็แหงสิคะ นิสเป็นแฟนคลับพวกพี่นะ”
“หรอครับ งั้นเมนใครล่ะ” พี่อเกนถามกลางปล้องราวกลับอยากแกล้งยูนิสอย่างไรอย่างนั้น สายตาของเธอที่เอาแต่จับจ้องอยู่แต่คนคนหนึ่ง พี่เขาถึงสังเกตเธอได้ตั้งแต่แรกเริ่ม
“อะ..เอ่อ พี่พอยต์ค่ะ” บุคคลที่มีชื่ออยู่ในประโยค และเป็นบุคคลที่ทำให้คนอย่างยูนิสถึงกับพูดติดขัดได้
พี่พอยต์หันไปมองเธอเล็กน้อย ปากกระจับรูปสวยเลยเหมือนว่าต้องเอ่ยขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“ขอบคุณครับ”
“งื้ออ”
“ฮ่าฮ่า ถ้าเมนไอ้พอยต์ก็จะยากหน่อยนะครับ กว่าจะง้างปากมันได้ ว่างั้นมั้ยไอ้เหนือ” พี่เนสเตอร์รีบหาพวก
“ไอ้พอยต์นี่ถ้าใครว่ายากนะ ลองเจอน้ำอุ่นของเราดูก่อน”
“เสือก!!”
“น่าจะมีแต่กูแหละที่ง้างปากมันได้” พี่แสงเหนือประชดประชันเมื่อโดนพี่น้ำอุ่นด่าเข้าไปเต็มเปา
“คิกก อันที่จริงนิสก็รู้แหละค่ะ แต่ว่า..ชอบไปแล้ว”
“ง่อวววว ฮิ้ว” หลายคนพากันประสานเสียงแซวยูนิส แต่คนที่ไม่ได้สนใจมาตั้งแต่ต้น ก็ไม่สนใจอยู่อย่างนั้นแม้ว่าจะเป็นเรื่องของเจ้าตัวเอง
“ขอโทษนะ ยังเจ็บอยู่ใช่มั้ย” น้ำเสียงรู้สึกผิดจากคนด้านข้างหันมาพูดกับฉันเบา ๆ เพียงสองคน
ฉันรู้สึกว่าเขาคงสังเกตฉันมาสักพักแล้ว เพราะจังหวะที่ฉันหันไปมองเขาคือเขากำลังมองที่รอยแดงบนใบหน้าฉันอยู่
“ไม่เป็นไรหรอก เราไม่เจ็บแล้ว” ฉันเพิ่มรอยยิ้มให้เขาแล้วส่ายหัวเล็กน้อย กลัวทิวเขาจะรู้สึกผิดมากเกินไป
“หึ” ทุกคนพร้อมใจกันหันขวับไปมองพี่พอยต์ ไม่ใช่เพราะเสียงหัวเราะประชดประชันในลำคอ แต่เป็นเพราะเสียงวางช้อนส้อมลงในจานที่ดังกว่าปกติ ผิดวิสัยของคนที่มีหน้ามีตาในสังคมแบบเขา
“โต๊ะคู่ว่างพอดี” เขากอดอกพูดแล้วพยักเพยิดหน้าไปทางโต๊ะสำหรับสองที่นั่งที่เพิ่งจะว่าง
“พี่ดูหวงน้องสาวจังเลยนะครับ” คำพูดพร้อมรอยยิ้มกวน ๆ ของทิวเขาดูท่าจะเรียกอารมณ์โมโหของคนพี่ได้เป็นอย่างดี คำพูดของทิวเขาทำให้บรรยากาศคุยเล่นเฮฮาเมื่อสักครู่เงียบกริบ และพากันมองมาที่ทิวเขาสลับกับพี่พอยต์
“น้องสาว?” พี่พอยต์ละสายตาจากทิวเขาหันมองฉันขวับ ฉันว่าแล้วไง เขายังไม่ยอมรับฉันเลย เพราะงั้นที่ฉันบอกคนอื่นว่าเป็นน้องสาวของเขา เขาต้องไม่พอใจแน่ แต่แล้วจะให้ฉันพูดยังไง นี่คือสถานะที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงของพวกเราที่สุดแล้ว
ตอนแรกฉันเองก็เกือบจะบอกเพื่อนไปว่าเราไม่ใช่พี่น้องแท้ ๆ แต่ถ้าพูดแบบนั้นฉันก็ต้องมานั่งเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ซึ่งฉันยังไม่พร้อม ฉันคิดว่าแม่ฉันไม่ได้ผิดอะไร ไม่ได้แย่งสามีใครมา แต่ว่าพ่อเลย์คือเพื่อนรักของคุณลุงพีระ มันสมควรจะเกิดเรื่องนี้มั้ย อันนี้ก็แล้วแต่ความคิดของคนเลย ซึ่งฉันไม่รู้ว่าใครจะคิดยังไง และจะมองแม่ฉันแบบไหน ฉันถึงไม่พร้อมจริง ๆ
“อ้าว นี่น้องสาวมึงที่เล่าเมื่อคืน?” พี่อเกนตั้งท่าถามขึ้นมา
“น้องมาร่วมโต๊ะขนาดนี้ทำไมไม่แนะนำพวกกูวะ” พี่เนสเตอร์สมทบ
“สวยสัสเลย นี่คือหน้าตาผู้หญิงทั่วไปแบบที่มึงบอกเรอะ” และพี่แสงเหนืออีกคน พวกพี่เขาพากันทักเรื่องของฉันกับพี่เขาไม่หยุด
“เออ น้องสาวที่พ่อกูส่งมาเรียน แต่ดันมีผู้ชายให้ออดอ้อนตั้งแต่วันแรก พ่อกูคงภูมิใจน่าดู”
“ให้เราพาออกไปจากตรงนี้มั้ยเฟย์ลิน”
“มะ..ไม่เป็นไรทิวเขา เราโอเคอยู่”
“ถ้าอยากไปก็เชิญนะ ฉันไม่บอกพ่อหรอก”
“พูดดี ๆ กับน้องหน่อยดิวะ น้องดูกลัวมึงจะตาย” พี่อเกนช่วยพูด แต่ก็ดูว่าเขาจะไม่สนใจเลย
จากตอนแรกที่พี่พอยต์ทำราวกับไม่สนใจ หรือไม่อยากยุ่ง ตอนนี้กลับนั่งไขว่ห้างพิงเก้าอี้ เอามือกอดอกจ้องหน้าฉันเขม็ง ไม่ลืมที่จะเหลือบมองทิวเขาเป็นระยะด้วย ทิวเขาเองก็เช่นกันไม่รู้ทำไมถึงไปยั่วโมโหพี่เขาแบบนั้น ทำเหมือนกับว่าไม่ถูกกันมาก่อนเลย
และก่อนที่บรรยากาศจะตึงเครียดไปมากกว่านี้ ผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตาสะสวยสวมเสื้อช็อปวิศวะ วิ่งตรงมาทางโต๊ะของพวกเราก่อนจะหยุดที่หัวโต๊ะฝั่งที่ฉันนั่ง เธอเชยปลายคางฉันขึ้นแล้วมองไปทั่วใบหน้าของฉัน สลับกับหันไปมองทิวเขาด้วย
“อะไรวะยี่หวา” พี่แสงเหนือถามขึ้น ทำให้ฉันและทิวเขา รวมไปถึงคนอื่นทั้งโต๊ะก็รอฟังคำตอบเช่นกัน
“จะมีอะไร เจอเพชรเม็ดงามอ่ะดิ”
“ถูกต้องค่ะอเกน ฉลาดมากที่รัก”
“เดี๋ยวผีก็ผลักหรอกพวกมึง ได้กันเองนะกูจะขำให้”
“ไอ้บ้าเนส” พี่ยี่หวาเธอก็แหวพี่เนสเข้าให้ แล้วกลับมาให้ความสนใจที่ฉันกับทิวเขา ส่วนพี่อเกนเพียงแค่ส่ายหัวยิ้ม ๆ ให้กับประโยคนั้น
“ลุกขึ้นหน่อยทั้งสองคน ดีมาก หมุนตัวค่ะ” ฉันกับทิวเขาลุกขึ้นทำตามอย่างงง ๆ
“เพอร์เฟกต์ สวยมากหล่อมาก นั่งเลย ๆ พี่ขอคุยอะไรด้วยหน่อย”
“ค่ะ / ครับ”
“พี่ชื่อยี่หวานะ ดูแลเรื่องการประกวดดาว / เดือนของมหาลัย”
“อย่าบอกนะ...” พี่อเกนพูดค้างไว้
“เยส!! ฉันเลือกทั้งสองคนนี่ล่ะ”
“มึงถามพี่ชายเขาก่อนมั้ย” พี่เนสเตอร์ถามด้วยรอยยิ้มขี้เล่น
“หืม ใครเป็นน้องใครวะ” พี่ยี่หวาทำสีหน้าสงสัยมองไล่ไปทีละคน
“น้องไอ้พอยต์มัน” พอเจ้าตัวไม่ตอบ พี่เนสเตอร์ถึงได้เป็นคนตอบแทน
“ใครจะทำอะไรก็ทำ กูไม่ยุ่ง” เขาพูดแค่นั้นแล้วลุกเดินออกจากโต๊ะไปเลย
“แล้วพ่อกูมันไปแดกรังแตนที่ไหนมา” พี่ยี่หวาถามขึ้นพลางมองตามพี่พอยต์ที่เดินออกไป
“ยังไง ยังจะยุ่งกับน้องสาวมันอยู่มั้ย”
“ยุ่งอยู่ดีค่ะคุณอเกน!! มึงดูสวยขนาดนี้คณะเราได้แน่ ไอ้พ่อมันมีเหตุผลน่า เพื่อหน้าตาของคณะเรานะเว้ย”
“กับเรื่องนี้อาจจะไม่ก็ได้นะ มึงเตรียมคำตอบไว้ให้มันหน่อยก็ดี” พี่อเกนพูดราวกับรู้สึกอะไรบางอย่างที่ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเหมือนกับความรู้สึกของฉันมั้ย
ฉันคิดเพียงแค่คิดว่าถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฉัน พี่พอยต์คงไม่คิดที่จะใช้เหตุผลด้วย ยังไงพี่พอยต์ก็จะไม่พอใจ ไม่ว่าฉันจะทำอะไรพี่เขาก็จะไม่โอเคกับฉันอยู่ดี
“เออน่า กูอยากได้น้องเขาจริง ๆ นี่กูมองมาแต่ไกลเลย สะดุดตามากอ่ะ พอเห็นว่าไม่ได้ใส่เสื้อช็อปแต่เป็นเสื้อเชิ้ตคณะเลยรู้ว่าปีหนึ่ง กูนี่รีบวิ่งมาเลย”
มหาวิทยาลัยของฉันแยกเด็กปีหนึ่งของคณะวิศวะง่ายมาก เพราะปีหนึ่งจะไม่ได้ใส่เสื้อช็อป แต่เป็นเสื้อเชิ้ตสีเลือดหมูที่ปักตราคณะแทน
“ชื่ออะไรกันบ้างทั้งคู่” พี่ยี่หวาเริ่มหันกลับมาถามฉัน และทิวเขา
“เฟย์ลินค่ะ”
“ผมทิวเขาครับ”
“พี่ไม่ถามนะว่าน้องสนใจลงประกวดดาวเดือนมั้ย พี่รู้แค่ว่าพี่อยากได้ และพี่ต้องได้”
“เฮ้ย อย่างนั้นเลย” พี่อเกนทัก
“ใช่ดิ มึงคิดเหมือนกูมั้ยล่ะว่าสองคนนี้มาแน่ มงลงชัวร์ แล้วลงคู่แน่ ๆ”
“ก็ยอมรับว่าเห็นด้วย” พี่อเกนพยักหน้าหงึก ๆ และไม่ใช่แค่พี่เขานะ ทุกคนก็เช่นกัน
“งั้นจบ”
“ผมยังไงก็ได้ครับ เอาตามเฟย์ลินแล้วกัน”
“เอาเลยเฟย์ลิน เราอยากมีเพื่อนเป็นดาวเดือนอ่ะ เธอสวยจริงเราบอกแล้ว” ยูนิสพูดขึ้นบ้าง
“อะ..เอ่อ”
“กลัวไอ้พ่อ? อ้อ หมายถึงไอ้พอยต์น่ะ”
“…” ฉันไม่ได้ตอบอะไร เอาแต่นั่งห่อไหล่เพราะความที่คิดไม่ตก
“งั้นเอาตามนี้แหละ เพื่อคณะอิหนู ท่องไว้” พี่ยี่หวาจัดการรวบรัดเสร็จสรรพ และฉันคงปฏิเสธไม่ได้แล้วใช่มั้ย
“แล้วนี่ไม่ได้ทำอะไรกันต่อใช่มั้ย”
“ไม่ครับ”
“ดี งั้นตามพี่ไปอาคาร EN3 นะ ไปกรอกใบสมัครแล้วถ่ายรูปกันสักนิดสักหน่อย”
“เอองั้นมึงกับเฟย์ทำรายงานคู่กันไปเลยนะ เดี๋ยวกูจะได้เอาเวลาว่างที่เหลือนี่ปรึกษาเรื่องหัวข้อรายงาน แล้วเดี๋ยวไปห้องสมุดกับไอ้แอสเลย”
“อืมได้ งั้นถ้ากูกับเฟย์ลินเสร็จจากตรงนั้นเร็ว จะรีบตามไปห้องสมุดแล้วกัน”
“โอเค”
“พร้อมแล้วครับ เฟย์ลินโอเคมั้ย” ทิวเขาพูดกับพี่ยี่หวา แต่ไม่ลืมที่จะหันกลับมาถามฉัน
“อื้ม โอเค”
“งั้นไปกัน”
