บทที่ 13 เป็นอะไรไปหรือเปล่านะ

เทพมังกรทำความเคารพกำลังอ้าปากจะเอ่ยถ้อยคำแต่อีกฝ่ายกลับชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน 

“ตามสบายเถิด ที่ข้าเรียกเจ้ามาเพียงสนทนากันเล็กน้อยเท่านั้น” เทพ

หนี่วาแย้มยิ้มอ่อนโยน ปรายตามองบรรดาเทพธิดาที่ยืนเอียงอายอยู่ไม่ไกลนัก ทรงยกพระหัตถ์โบกไปมาทำให้เทพธิดาเหล่านั้นเร้นกายหายไปสิ้น

“มีสิ่งใดต้องการเรียกใช้กระหม่อม โปรดบัญชามาได้พะย่ะค่ะ” 

“เจ้าไม่เชื่อหรือไรว่าข้าแค่เรียกเจ้ามาสนทนาเล่นเท่านั้น” เทพหนี่วา

หัวเราะน้อยๆ “เจ้าเองก็เพิ่งเสร็จสิ้นผนึกช่องโหว่งไตรภูมิเสร็จสิ้น ยังมิได้พักผ่อนเลยมิใช่หรือ?”

ฮวงหลงเพียงอ้าปากเล็กน้อยแล้วตัดสินใจไม่เอ่ยสิ่งใด เขาจึงยิ้มบางๆ อย่างเหนื่อยล้า มารร้ายสร้างความวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน พื้นพสุธาเสมือนจุดเชื่อมโยงทั้งสามโลก มนุษย์ สวรรค์ นรก เขาผู้เป็นเทพมังกรดินปกป้องสรรพสิ่งบนพื้นพิภพยอมต้องดูแลจัดการให้เรียบร้อย ทว่าเขาเองชาชินกับภารกิจที่แบกรับเหล่านี้แล้ว

นานเท่าใดแล้วที่เขาชินชากับเรื่องเหล่านี้

พันปี สองพันปี หรือมากกว่านั้น 

เห็นความเหม่อลอยของเทพมังกรดินแล้ว เทพหนี่วาเพียงหัวเราะเบาๆ ด้วยความที่เห็นเขาเป็นเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว 

“ข้าได้ชาดีมาจากเทพบุปผา ลิ้มรสแล้วดียิ่งนัก จึงจะมอบให้เจ้า”

“ขอบพระทัย”

“เจ้าอยู่เพียงผู้เดียวเช่นนี้มานานเท่าใดแล้ว”

บุรุษหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่เข้าใจเหตุใดเทพหนี่วาเอ่ยถามเช่นนี้ หากแต่ปรายตามองใบชาที่อยู่ในกล่องไม้สลักลายสวยงามแล้ว เขาพลันเข้าใจความหมาย ทำให้ไม่กล้ายื่นมือไปรับกล่องใส่ใบชานั้นมา 

“ฮวงหลง หากเจ้าปรารถนาจะอยู่เดียวดาย ข้าคงมิอาจขัดขวาง แต่นั่นใช่หนทางที่เจ้าเลือกหรือ?”

บุรุษเจ้าของเส้นผมสีเงินยวงเผยรอยยิ้มที่เห็นได้น้อยครั้งนัก เพียงเท่านี้เทพหนี่วาไม่เอ่ยปากถามสิ่งใดอีก เมื่อสิ่งที่ต้องพูดก็ได้กล่าวไปแล้ว เทพหนี่วาจึงยื่นกล่องใส่ใบชาส่งให้ ฮวงหลงยื่นมือไปรับไว้แล้วกล่าวขอบคุณอีกครั้ง ถวายความเคารพหมุนตัวเดินกลับออกมา ระหว่างทางพบเหล่าเทพธิดา ใบหน้างดงามของเหล่าเทพธิดาประดับรอยยิ้ม ทว่าในดวงตานั้นมีรอยหม่นเศร้า เขาเดินผ่านอย่างไม่ใคร่ใส่ใจแต่เมื่อเดินลงมาที่บันได สายตาอดมองหาดอกโม่ลี่ฮวาไม่ได้ 

กลีบดอกสีขาวพิสุทธิ์กับกลิ่นหอมอ่อนจาง เคยเห็นจนชินตา แต่เมื่อวันหนึ่งไม่เห็นจึงรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง เช่นเดียวกับที่รู้สึกว่าระยะนี้ไร้ ‘เสียงเรียก’ ที่ทำให้เขารำคาญใจนัก

เจ้าของเส้นผมสีเงินยวงส่ายหน้าไปมา มองดอกไม้อยู่ดีๆ ไฉนคิดถึงเจ้าเด็กดื้อรั้นคนนั้นไปได้ 

นั้นสิ! เงียบหายไปเลย เป็นอะไรไปหรือเปล่านะ

ฮวงหลงมองกล่องใส่ใบชาในมือเผลอระบายลมหายใจอย่างไม่รู้ตัว แล้วพาตัวเองกลับมาตำหนักของตน แม้เขาจะเป็นเทพมังกรดินที่มนุษย์ให้ความเคารพบูชา แต่เมื่อนับศักดิ์ในเผ่าพันธุ์มังกร เขาเป็นเพียงเทพนักรบเท่านั้น หน้าที่เขาของคือจัดการเหล่าภูตมารปีศาจและเทพมังกรแตกแถว 

เมื่อร่างสูงโปร่งเดินออกมานอกตำหนักของเทพหนี่วาแล้ว เขาหยุดอยู่ครู่หนึ่ง ภูติวิหคนาม ‘ส่านเตี้ยน’ (ฟ้าแลบ) โบยบินผ่านกลีบเมฆมาปรากฏเบื้องหน้า ปีกสีฟ้าสดสวยยามกระพือปีกราวกับมีรัศมีอยู่รอบตัว ฮวงหลงเพียงยกมุมปากเป็นรอยยิ้ม 

“กลับไปก่อนเถิด ข้าจะแวะไปเยี่ยมเยือนสหายสักหน่อย”

ภูติวิหคทำท่าคล้ายไม่พอใจ แต่มันยอมกระพือปีกอีกสองสามครั้งกลายร่างเป็นเพียงนกน้อยตัวหนึ่งเท่านั้น เทพมังกรดินส่ายหน้าไปมา ยื่นมือไปเบื้องหน้าให้ภูติวิหคเกาะท่อนแขน และใช้มืออีกข้างโบกไปมา ร่างของทั้งคู่มาปรากฏในสวนดอกไม้ของคฤหาสน์หลังหนึ่ง ฮวงหลงเดินเข้าไปอย่างคุ้นเคยราวกับเป็นบ้านของตนเอง ที่ศาลาหกเหลี่ยมนั้นมีกระดานหมากวางอยู่พร้อมทั้งเม็ดหมากสีขาวดำในตำแหน่งเดิมที่เคยอยู่ตรงนี้เมื่อราว...

“หายไปเป็นเดือน ข้าคิดจะคว่ำกระดานหมากนั้นทิ้งเสียแล้ว”

“นานขนาดนั้นเลยรึ” ฮวงหลงคลี่ยิ้มแล้วปล่อยให้ส่านเตี้ยนบินไปจิกกินเมล็ดทานตะวันที่วางใส่จานกระเบื้องสวยที่ตั้งไว้ให้ราวกับรอคอยผู้มาเยือน 

“ท่านเป็นเทพ จะไปรู้อะไร ” คนตำหนิหัวเราะเบาๆ แล้วเคลื่อนรถเข็นมาใกล้ แม้จะวัยเพียงยี่สิบปีแต่เส้นผมกลับเป็นสีขาวทั้งศีรษะราวกับคนอายุเจ็ดสิบ 

ฮวงหลงหรี่ตามองชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนรถเข็น เขาขยับปลายนิ้วเล็กน้อยช่วยส่งให้รถเข็นมีล้อคนนั้นเคลื่อนเข้าในศาลาหกเหลี่ยมอย่างง่ายดาย เขาหยิบกล่องใบชาออกมา หยิบใส่ในกาน้ำชาเล็กน้อยแล้วเดินกลับมาตวัดชายเสื้อนั่งลงที่เก้าอี้กลม ย้ายสายตามองมาที่หมากกระดานเบื้องหน้า 

เยี่ยนหรงเหยา เอื้อมมือไปรินน้ำชา กลิ่นหอมละมุนที่ไม่คุ้นเคยทำให้ใบหน้าขาวซีดของเขาเผยรอยยิ้ม 

“หากมิได้มีสหายเช่นท่าน ข้าคงไม่มีวาสนาได้ดื่มชาดีเช่นนี้”

“เจ้านี่ช่างกล้านับข้าเป็นสหาย” ใบหน้าสงบนิ่งปรากฏรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก แต่ดวงตายังจับจ้องที่หมากกระดานเบื้องหน้า 

“ท่านมาอย่างสหาย ข้าจึงรับไมตรีเช่นสหาย” เยี่ยนหรงเหยายกน้ำชาขึ้นจิบ ดื่มด่ำกับความละมุนที่ได้รับไปทั่วร่าง จากนั้นจึงปรายตาไปยังกล่องใส่ใบชาที่วางไว้ไม่ไกลนัก 

“อย่าได้โลภไปนัก ของจากสวรรค์ เจ้าได้ชิมแค่นั้นก็พอแล้ว” เทพมังกรดินเอ่ยอย่างรู้ทันว่าอีกฝ่ายคิดเช่นไรอยู่

“เช่นนั้นท่านอย่าใช้ความเป็นเทพอ่านความคิดในจิตใจของข้าสิ” 

เยี่ยนหรงเหยาส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย 

ฮวงหลงเลิกคิ้ว ดวงตาเป็นประกาย “เจ้าแสดงออกชัดเจนเช่นนี้ ข้าไม่จำเป็นต้องอ่านจิตใจของเจ้าเลยสักนิด”

เยี่ยนหรงเหยาหัวเราะเสียงแหบออกมา ตามด้วยไอแรงๆ อีกสองสามครั้ง ฮวงหลงเพียงแค่ปรายตามองอาการเจ็บป่วยของบุรุษวัยยี่สิบปีผู้นี้แล้ววางเม็ดหมากสีดำลงไป 

มีไม่กี่คนในรอบหลายร้อยปีที่เขาจะมาเดินหมากกระดานเช่นนี้ และมีมนุษย์ไม่กี่คนที่มองเห็นเขาแม้จะใช้เวทพรางกายก็ตามที หลายปีก่อนที่เขาไม่แน่ใจว่ากี่ปีผ่านมาแล้ว คราวนั้นเยี่ยนหรงเหยาเป็น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป