บทที่ 14 ครุ่นคิด
เด็กชายตัวผอมบาง มองเพียงแวบเดียวก็เห็นพลังชีวิตริบหรี่ ร่างเล็กนั่งหลังงองุ้มที่หน้าหมากกระดาน เม็ดหมากสีขาวและดำวางตรงหน้าไร้คนรอบข้าง เขาจึงลงมายืนมองอยู่นิ่งนานจนได้ยินเสียงเด็กชายเอ่ยขึ้น
“จะนั่งก็ได้นะ”
“หือ?”
เด็กชายเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาของเขา แก้มตอบจนเห็นโหนกแก้มชัดเจน เบ้าตาลึกและคล้ำ ริมฝีปากแห้งจนเป็นขุย เส้นผมหยาบกระด้าง ทว่าเมื่อเด็กชายยิ้มดวงตาคู่นั้นเป็นประกายฉายแววความหวัง
และดวงตาคู่นี้ทำให้เขารู้ว่าอีกฝ่ายมองเห็นร่างของเขาเข้าแล้ว
“เจ้ามองเห็นข้า?”
เด็กชายพยักหน้าแล้วหยิบเม็ดหมากสีขาววางลงไป หยิบเม็ดหมากสีดำมากำในมือ “ปกติข้ามองเห็นแต่ภูติผี เพิ่งเคยเห็นเทพเป็นครั้งแรก”
คราวนี้เป็นเขาที่พยักหน้าอย่างเข้าใจ เมื่อเห็นเด็กชายไม่มีท่าทีตื่นตระหนกตกใจ เขานั่งลงที่เก้าอี้กลมฝั่งตรงข้าม ภูติวิหคโบยบินลงมาแล้วกลายร่างเป็นเด็กหนุ่มวัยสิบสี่
“ส่านเตี้ยน ชงชาให้ข้าหน่อยสิ”
“ขอรับ” ส่านเตี้ยน รับคำสั่งแล้วผลุบหายไป
“ดูท่านไม่แปลกใจที่ข้ามองเห็นท่าน” เด็กชายเอ่ยขึ้นโดยยังวางสายตาที่หมากกระดานตรงหน้า “มีคนมองเห็นท่านเช่นข้าบ่อยรึ”
ฮวงหลงนิ่งไปเล็กน้อย พลันคิดถึงเจ้าเด็กหญิงจอมซน ช่างเอาแต่ใจผู้นั้น ร่าเริงปราดเปรียวเหมือนกระต่ายป่า และตั้งแต่นางมองเห็นเขา นางทำเหมือนเขาเป็นพี่เลี้ยงเด็กที่เอะอะก็เรียกชื่อเขาเป็นว่าเล่น
ชื่อของเหล่าปวงเทพหาใช่จะเรียกขานได้พร่ำเพรื่อ!
แต่นางก็ทำ!
“ดีจริง ก่อนตายได้เจอเทพเช่นท่าน”
เขาขมวดคิ้ว “เจ้าไม่ใกล้ตายเช่นนั้นหรอก”
“ใครๆ ก็บอกว่าข้าจะมีชีวิตอยู่ไม่ยืนยาวนัก”
“เจ้าจึงเชื่อเช่นนั้น?”
เด็กชายตัวน้อยเงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาประหลาดใจ ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา “อย่างไรคนเราก็ต้องตาย ช้าเร็วสุดท้ายก็ย่อมตาย ข้าเองไม่ใส่ใจอาการเจ็บป่วยของตนเองนัก แต่สงสารคนที่คอยดูแลอยู่มากกว่า ทำให้รู้สึกว่า ทุกวันนี้อยู่ไปก็ทำให้ผู้อื่นลำบากนัก”
“เจ้าช่างเป็นห่วงเป็นใยผู้อื่นยิ่ง” ฮวงหลงหัวเราะในลำคอมองเด็กชายวางเม็ดหมากลงไป เขายิ้มอย่างพอใจ แล้วยื่นปลายนิ้วไปแตะหน้าผากของอีกฝ่าย เป็นเทพก็ใช่ว่าจะมีพลังหยั่งรู้ดินฟ้าอนาคต เพียงแค่ เขาสำรวจดูพลังชีวิตของเด็กชายคนนี้ แม้จะมีชีวิตอยู่อีกสิบปีแต่ต้องผ่านอุปสรรคหนักหนานัก
“เจ้ายังไม่ตายในเร็ววันนี้หรอก เดินหมากเป็นเพื่อนข้าก็แล้วกัน”
เพียงพริบตา เด็กชายอมโรคผู้นั้นก็เติบโตเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบ มีเส้นผมเป็นสีขาวโผลนทั้งศีรษะ แต่ดวงตายังลุ่มลึกและเปี่ยมพลังงานชีวิต แม้ไม่แข็งแรงเท่าชายหนุ่มวัยเดียวกัน แต่นับว่าดีกว่าที่เขาพบเจอในครั้งแรกมากแล้ว
“เยี่ยนหรงเหยา”
ชายหนุ่มเพียงแค่เงยจากถ้วยชาของตน
“ข้าได้ยินว่าที่แคว้นหานแล้งหนักติดต่อกันมาสามปีแล้ว ไฉนบ้านของเจ้ายังดูอุดมสมบูรณ์นัก”
“ข้าเก่งอย่างไรเล่า” เยี่ยนหรงเหยาหัวเราะด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “ข้าทำกังหันผันน้ำไว้ใช้”
แม้ร่างกายของเยี่ยนหรงเหยาไม่แข็งแรง แต่สติปัญญาเป็นเลิศนัก เป็นคนช่างคิดและประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ อาศัยว่าตนเองร่ำรวยจึงสามารถทำในสิ่งที่ต้องการได้ ในเรือนไม้หอมของเขาจึงมีสิ่งปลูกสร้างหน้าตาแปลกประหลาดอยู่ไม่น้อย
“ได้ยินว่าเจ้าเมืองจะทำพิธีขอฝน” เยี่ยนหรงเหยาพูดอย่างไม่ใคร่ใส่ใจนัก เขาคร้านจะจดจำว่ากี่ครั้งแล้วที่ทำให้ไปแล้วก็ยังไร้เม็ดฝนสักหยด
ฮวงหลงเคาะปลายนิ้วที่โต๊ะอย่างครุ่นคิด เขาไม่มีหน้าที่บันดาลฝน เขาเป็นเทพมังกรดินที่ดูแลพื้นดินและสายน้ำ ทว่าอดแปลกใจไม่ได้ที่เมืองที่ชุ่มชื้นแห่งนี้แล้งยาวนานถึงเพียงนี้ ดวงตาคู่คมปิดเปลือกตาลง
เยี่ยนหรงเหยามองบุรุษเบื้องหน้า สิบปีมานี่จากร่างกายสภาพเด็กชายผอมบางที่ยื่นเท้าข้างหนึ่งเข้าไปประตูปรโลกแล้ว ไม่คิดว่าเขาจะมีชีวิตยืนยาวมาถึงวันนี้ เขาชาชินกับความเป็นและความตายของตนเอง อาศัยว่าตระกูลเยี่ยนร่ำรวยจากเหมืองแร่เงิน ท่านลุงเป็นอัครเสนาบดี ลูกพี่ลูกน้องเป็นสนมขององค์ฮ่องเต้ เรื่องเหล่านี้เขาไม่ได้สนใจนัก ด้วยสภาพร่างกายอ่อนแอตั้งแต่กำเนิด เขาเป็นบุตรชายของฮูหยินใหญ่ ทว่ามารดาตั้งครรภ์แรกเมื่ออายุมาก การให้กำเนิดเขาเป็นเรื่องเสี่ยงต่อสภาพร่างกายนัก แต่กระนั้น สตรีผู้หนึ่งก็ใฝ่ฝันจะเป็นมารดาคนจึงสู้อดทนอุ้มท้องให้กำเนิดบุตรชาย ทว่ากลับเป็นลูกชายที่เสมือนโถยาเช่นเขา
เพราะบารมีตระกูลเดิมของมารดา ความมั่งคั่งและฐานะหน้าตาทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าทอดทิ้งเด็กชายอมโรคเช่นเขา ทุกคนคิดเสมอว่า ‘อีกไม่นานก็ตายแล้ว’ จึงดูแลเขาให้ใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายอย่างเต็มที ไฉนเลยใครจะรู้ว่าหลังจากที่ปลายนิ้วของเทพมังกรดินแตะหน้าผากของเขาในวันนั้น เขาจะยังมีชีวิตอยู่มาถึงวันนี้
และเพราะความคิดว่าตนเองจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน กลายเป็นเหตุที่ทุกคนเอาอกเอาใจ ตามใจเขาทุกเรื่อง หนังสือที่เขาอยากอ่าน อาหารที่อยากกิน หรือแม้แต่เชิญอาจารย์มาสอนหนังสือที่บ้าน ไม่มีใครขัดใจเขาเลยสักเรื่อง เขาเองมักคิดว่าตนเองอาจจะอยู่ได้ไม่นาน เขาไม่คิดถึงชาติหน้าหรือภพไหน จึงอยากใช้ชีวิตให้เต็มที่ แม้จะมีชีวิตไม่ยืนยาวแก่เฒ่า แต่ได้เรียกว่าใช้ชีวิตชาติหนึ่งได้คุ้มค่า
เช่นนั้นเขาจึงหลงใหลการสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ สนับสนุนคนเก่งมีฝีมือ แม้ตัวเองจะอยู่ในแต่เรือนของตน ทว่าประตูหลังของเรือนมักมีคนเข้าออกอยู่เสมอ
