บทที่ 15 ไม่เคยคิดว่า
แน่นอนว่าเขาไม่เคยคิดว่าหนึ่งในนั้นจะมีเทพมังกรดินด้วย
เขาไม่รู้ว่าการที่ตนเองยังมีชีวิตอยู่นี่เพราะเทพมังกรดินผู้นี้หรือไม่ แต่เขายังมีลมหายใจมาถึงปัจจุบันนี้ สิบปีที่ผ่านมา เทพผู้นี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงรูปร่างหน้าตาซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ไปมามิเคยบอกกล่าว เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น
เยี่ยนหรงเหยามองใบหน้าของเทพมังกรดินที่หลับตานิ่งไปครู่หนึ่ง เมื่อลืมตาอีกครั้งเขาเห็นดวงตาของเทพมังกรดินเป็นสีทองอ่อนจางและเพียงครู่เดียวเท่านั้นก็กลับคืนตามเดิม
แม้เสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นอาภรณ์ของบุรุษแต่ไม่อาจซุกซ่อนเจ้าของเรือนร่างบอบบางดุจดอกไม้ โครงหน้าอ่อนหวาน ดวงตาเป็นประกายซุกซน และริมฝีปากแดงเรื่อ แม้อาภรณ์ที่สวมเป็นแบบเรียบง่ายแต่ไม่ได้ลดทอนความงดงามของผู้สวมใส่ได้เลย
เจ้าของร่างสูงยกมือขึ้นกอดอก ไล่สายตาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แต่
ซิ่นหลิงส่ายหน้าไปมา เวลานี้ไม่เหมือนเมื่อครั้งที่พวกเขาทั้งสองยังเป็นเด็กเล็ก สวมเสื้อผ้าเหมือนกันจนใครต่อใครต่างแยกไม่ออก เขาเคยสวมเสื้อผ้าชุดเด็กหญิง
ซิ่นฮวาเองก็เคยสวมเสื้อผ้าชุดเด็กชาย ได้ยินว่าระหว่างที่เขาไม่อยู่ นางแอบหนีออกไปนอกตำหนักก็กสวมเสื้อผ้าของบุรุษ แต่เห็นด้วยตาตนเองเช่นนี้แล้ว เขาได้แต่ขมวดคิ้ว ดูอย่างไรนางก็เป็นหญิง ไม่อาจทำให้ดูเป็นชายได้เลย
“ปกติเจ้าแอบหนีไปนอกตำหนักก็แต่งกายเช่นนี้?”
“ใช่” ซิ่นฮวาพยักหน้าด้วยความมั่นใจ คลี่พัดออกโบกไปมาเลียนแบบบัณฑิต
“ข้าใช้หางตามองก็ยังรู้ว่าเจ้าเป็นหญิง” ซิ่นหลิงโคลงศีรษะไปมา “เจ้าเปลี่ยนความคิดเถิด หากท่านแม่จับได้ข้าจะลำบาก”
“ไม่ได้!” ซิ่นฮวากระทืบเท้าอย่างไม่พอใจ “เจ้ารับปากข้าแล้ว”
“ข้ารับปากเจ้าเมื่อไหร่” ซิ่นหลิงกลอกตาไปมา
“หากเจ้าไม่ยอมพาข้าไป ข้าก็ให้ผู้อื่นพาไป” นางยื่นหน้าเข้าไป ใบหน้าจิ้มลิ้มเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย แววตามุ่งมั่นจริงจังในสิ่งที่ตนตั้งใจทำ
ทว่าเรื่องที่นางจะทำนั้น แสนไร้สาระยิ่ง
ซิ่นฮวาได้ยินเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนตามมาด้วยคำว่า “ได้” ใบหน้าของนางจึงปรากฏรอยยิ้มกว้างด้วยความดีใจ
“แต่เจ้าต้องรับปากว่าจะทำตามที่ข้าสั่งทุกอย่าง” ซิ่นหลิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่อีกฝ่ายพยักหน้าหงึกหงักแล้วเขาไม่ค่อยมั่นใจเท่าไรนัก “เสร็จธุระแล้วต้องรีบกลับ ถ้าท่านแม่จับได้ เจ้าต้องรับผิดแต่เพียงผู้เดียว”
“อืม!”
ซิ่นฮวาเห็นซิ่นหลิงถอนหายใจไม่รู้รอบที่เท่าไร แต่เขายอมพานางหลบออกมาด้านหลังของตำหนัก แม้เขาไม่ได้อยู่ที่นี่หลายปี ซ้ำยังเพิ่งกลับมา แต่ราวกับทุกซอกมุมที่เคยใช้เป็นที่วิ่งเล่นหลบซ่อนตัวจะยังเป็นเช่นเดิม เมื่อออกมาถึงด้านนอก หญิงสาวเห็นม้าสองตัวและกันอี๋กับซาโม่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว นางอ้าปากค้างไม่คิดว่าซิ่นหลิงจะตามคนอื่นไปด้วยมากขนาดนี้
อย่าบอกนะว่า...รู้กันหมดแล้ว!
“เจ้าไปกับกันอี๋” ซิ่นหลิงสั่งแล้วกระโดดขึ้นหลังม้าอย่างรวดเร็ว “ข้าจะล่วงหน้าไปก่อน เจอกันที่หอนางโลมหอมหมื่นลี้”
ซิ่นฮวาเห็นซิ่นหลิงขึ้นหลังม้าแล้ว ถ้านางไปพร้อมกับกันอี๋แล้ว...
“ซาโม่ล่ะ?”
“ข้าไม่ต้องใช้ม้าหรอก” ซาโม่ยกนิ้วโป้งปัดปลายจมูกของตนอย่างเคยชิน หมุนตัวกระโจนเพียงครั้งเดียวไปไกลถึงต้นไม้ใหญ่ ซิ่นหลิงไม่รอช้ากระตุ้นม้าให้พุ่งไปรวดเร็วไม่แพ้กัน
“อ๊ะ!” ซิ่นฮวาร้องเสียงหลง ทำไมแต่ละคนดูคล่องแคล่วปราดเปรียวเช่นนี้นัก
กันอี๋อมยิ้มเห็นสีหน้าของหญิงสาวแล้วนึกเอ็นดูอยู่ในใจ นางอายุเท่ากับซิ่นหลิงซึ่งต้องเป็นเช่นนั้นเพราะทั้งคู่เป็นฝาแฝด ทว่าซิ่นหลิงดูองอาจ ในขณะที่
ซิ่นฮวาที่ยามนี้แม้แต่งกายเป็นชายแต่ดูบอบบางอ้อนแอ้นนัก
“พวกเจ้ารู้กันหมดแล้ว?” ซิ่นฮวาทำหน้ามุ่ย ไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้ซิ่นหลิงจะกล้าพูดกับผู้อื่น
กันอี๋เพียงแค่พยักหน้ารับ ช่วยประคองให้ซิ่นฮวาขึ้นหลังม้าแล้วเขาก็ขึ้นตามไปซ้อนอยู่ด้านหลัง
“แบบนี้จะดีหรือ?” ซิ่นฮวาอึกอัก แต่งกายเป็นบุรุษแต่ให้นางอยู่ด้านหน้าเช่นนี้ ผู้อื่นมองมาจะคิดว่ากันอี๋เป็นคนเช่นไรกัน
“ดียิ่ง” กันอี๋หัวเราะเบาๆ “เจ้าตัวเล็ก ประเดี๋ยวตกลงไปข้าจะคว้าไม่ทัน”
ซิ่นฮวาเบ้ปากยอมให้กันอี๋คว้าบังเหียนบังคับให้ม้าเดินไปข้างหน้าไม่รีบร้อนนัก “ถึงข้าไม่เป็นวรยุทธ แต่เรื่องขี่ม้าใช่ว่าจะขี่เองไม่ได้”
“ซิ่นหลิงบอกให้ข้าคอยดูแลเจ้าจนกว่าจะไปถึงที่หมาย” เพราะอยู่ด้านหลังจึงระบายยิ้มได้เต็มใบหน้าไม่ต้องฝืนปั้นหน้านิ่ง ทั้งซิ่นหลิงและซิ่นฮวารวมทั้งซิ่นสือไม่เคยถือยศศักดิ์ แต่เขาเติบโตมากับคำสั่งสอนของบิดามารดาที่ให้ระลึกอยู่เสมอว่าตนเป็นเพียงแค่บุตรชายทหารนายหนึ่งและมารดาเป็นหญิงรับใช้ของชายาท่านอ๋อง
“ทำไมพวกเจ้าถึงตัวสูงใหญ่กว่าข้านักนะ”
หญิงสาวบ่นอุบอิบแต่กระนั้นคนที่อยู่ด้านหลังยังได้ยิน กันอี๋ไม่เอ่ยอะไร ได้แต่สูดเอากลิ่นหอมจากเรือนกายของหญิงสาวไว้เต็มปอด เขาเดินทางไปพร้อมกับซิ่นหลิงและซาโม่ ครั้งสุดท้ายที่เห็นนางก็เป็นเพียงเด็กหญิงอายุสิบสอง ห้าปีผ่านมาจากเด็กผู้หญิงคนนั้นมาบัดนี้นางกลายเป็นหญิงสาวงดงามเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ทว่าดวงตาคู่นี้ของนางยังคงประกายระยิบระยับ ยามนางยิ้มหรือหัวเราะ ดวงตาจะให้ประกายแวววาวเป็นความงามที่ตรึงคนที่เผลอสบตาให้ต้องลุ่มหลงไปในดวงตาคู่นี้
กันอี๋ควบม้าอย่างไม่เร่งรีบนัก ซิ่นหลิงนัดหมายเวลาและห้องที่เลือกไว้แล้ว เพื่อให้เขาพาซิ่นฮวาตามไปพอดี เขายอมรับว่าความคิดของนางช่างแปลกประหลาดนัก แต่ก็นั่นแหละ มันไม่แปลกเลยถ้าหากเป็นความคิดที่มาจากสมองน้อยๆ ของซิ่นฮวา เพราะนางมักมีความคิดแปลกประหลาดเช่นนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว
ใบหน้าที่มักเรียบเฉยอยู่เสมอปรากฏรอยยิ้ม นางเป็นเช่นนี้ตั้งแต่ยังเด็กจนเติบโตเป็นหญิงสาวงามสะพรั่งยังคงเป็นเช่นเดิม แม้เป็นบุตรีแสนรักของท่านอ๋องเฟยเทียนแต่นางกลับไม่เคย...ไม่เคยสักครั้งที่ใช้ยศศักดิ์ฐานะของตนข่มเหงผู้อื่น
