บทที่ 5 ชื่อของปวงเทพมิใช่สิ่งที่สมควรกล่าวเล่นพร่ำเพรื่อ
นางมองลูกสาวแล้วส่ายหน้าไปมา เมื่อคราวที่นางได้พบเทพมังกรดินเป็นครั้งแรกนั้น นางอายุเก้าขวบแล้ว แต่นี่ลูกสาวของนางทำเหมือนกับว่าเห็นเทพมังกรดินมาตั้งแต่เกิด เมื่อคิดว่าเทพผู้นั้นที่แวะเวียนมาคงเพราะยังเป็นห่วงนางแต่ไม่ปรากฏกายให้นางเห็น ทว่าซิ่นฮวากลับมองเห็นแต่ซิ่นหลิงเป็นฝาแฝดกลับไม่เห็น เมื่อคิดเช่นนี้ นางจึงกระซิบบอกความลับเกี่ยวกับ ‘พี่ชายผมเงิน’ ให้ซิ่นฮวาล่วงรู้ นั้นคือ ‘ชื่อ’ ของเทพมังกรดิน
ชื่อของปวงเทพมิใช่สิ่งที่สมควรกล่าวเล่นพร่ำเพรื่อ แต่ซิ่นฮวามิได้สนใจเรื่องนั้น ตั้งแต่ห้าขวบ นางก็เรียก ‘พี่ชายผมเงิน’ มาเป็นเพื่อนเล่นของนาง เรื่องนี้เกิดความคาดหมายของนางนัก ในคืนหนึ่ง เทพมังกรปรากฏตัวเบื้องหน้านางด้วยสีหน้าฉาบความไม่พอใจอยู่หลายส่วนแต่ไม่ได้โกรธเกรี้ยวถึงขนาดจะเผาเมือง
‘เจ้าให้ลูกสาวของเจ้ารู้ชื่อของข้า’
‘เรื่องนั้น...’ ยังไม่ทันจะอธิบายอะไร เทพมังกรดินผู้แสนสง่างามองอาจเดินวนไปมาเหมือนหนูติดจั่น คล้ายเจอคู่ปรับที่ไม่อาจต่อกรได้
‘นางเป็นเด็กแต่เจ้าเล่ห์มากกลอุบายนัก ข้าจะทำอะไรก็มิได้ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็ก’ เทพมังกรเดินพร่ำบ่นเดินวนไปวนมาเบื้องหน้านาง ยามนี้เขามองนางมิใช่ด้วยสายตาของบุรุษที่มองหญิงสาวอีกแล้ว แต่เป็นสายตาที่มองกันอย่างมิตรสหายมากกว่า
‘ท่านมิได้ใช้เวทมนตร์พรางกายกับนางหรือ?’
‘เคยแล้ว ปกติข้าใช้เวทพรางกายย่อมไม่มีผู้ใดมองเห็น แต่เด็กนั่นกลับยังเห็นข้าแถมโบกไม้โบกมือให้ข้าอีก’ เขาถูกเด็กห้าขวบปั่นหัวจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน เด็กคนนี้ช่าง! ไม่เหมือนมารดาที่เรียบร้อยอ่อนหวานเลยสักนิด!
‘พี่ชาย...เป็นนางที่เห็นท่าน มิใช่ข้าทำให้นางมองเห็น’
ถ้อยคำของนางทำให้เทพมังกรดินชะงักเท้า ร่างนิ่งงันไปราวกับเพิ่งได้สติ ก่อนจะหลับตาลงร้องโอดครวญอยู่ในใจ
‘เด็กนั่นที่ท่านพูดถึงคือบุตรสาวของข้า อย่างไรก็ตาม ข้าหวังใจว่าพี่ชายจะเอ็นดูนาง’
ว่านหนิงเหมยที่เวลานี้นางเป็นชายาของชินอ๋องเฟยเทียน และเป็นมารดาของบุตรทั้งสาม แม้ซิ่นฮวาจะซุกซนจนมีเรื่องให้ผู้เป็นมารดาอย่างนางต้องปวดเศียรเวียนเกล้าแทบทุกวัน แต่เรื่องดีเรื่องเดียวในความซุกซนนี้คือทำให้ ‘พี่ชาย’ หรือ ‘เทพมังกรดิน’ ผู้แสนเยียบเย็นมีรอยยิ้ม
นางส่ายหน้าไปมา หวังว่า ‘พี่ชาย’ จะรู้ตัวว่าเขายิ้มทุกครั้งที่พูดถึง ‘เจ้าเด็กนั่น’ ของนาง
ความครื้นเครงที่หายไปนานกลับมาอีกครั้ง กว่าห้าปีที่ซิ่นหลิง กันอี๋ และซาโม่ออกเดินทางไปร่ำเรียน แม้มีองครักษ์อย่างเจิ้งหู่เจิ้งไฉเดินทางไปด้วย แต่นี่เป็นการเดินทางไกลครั้งแรกของพวกเขาและใช้ชีวิตไกลบ้านเกิด กลับมาครั้งนี้เด็กชายทั้งสามเติบโตขึ้นมาก กลายเป็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่และสง่างาม ซิ่นหลิงถอดแบบบุรุษร่างนักรบจากบิดา ในขณะที่กันอี๋ยังคงเป็นบุรุษพูดน้อย ใบหน้าคมคายประดับรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากอยู่เสมอ ส่วนซาโม่รูปร่างสูงใหญ่ที่สุดในบรรดาเด็กชายทั้งสาม ทว่าดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นมีแววเจ้าเล่ห์และไม่ยอมใคร
แม้เจ้าของตำหนักจะเป็นถึงชินอ๋อง แต่เจ้าของตำหนักใคร่สนใจธรรมเนียมเช่นคนในเมืองหลวงนัก ผู้ที่อยู่รวมโต๊ะอาหารเย็นจะเป็นรองแม่ทัพหญิง ทหารผู้ติดตามและหญิงรับใช้ประจำตัวพระชายา ทว่าทุกคนเป็นมิตรสหายคนสนิทที่จริงใจกับเจ้าของตำหนักมากที่สุด จึงทำให้ระหว่างพวกเขาเป็นสหายรัก
หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย ซิ่นฮวาปรากฏกายอีกครั้งในชุดสีชมพูกลีบบัว ใบหน้างดงามอ่อนหวาน ดวงตาดุจหงส์ ใบหน้าประดับรอยยิ้มอยู่เสมอ ผิวอ่อนบางดุจหยกใส มิอาจกล่าวได้ว่านางเป็นโฉมสะคราญล่มเมือง ทว่าความงดงามที่ประกอบในตัวหญิงสาวนั้นก็ทำให้ผู้คนไม่อาจถอนสายตาได้
ซิ่นฮวาลอบมองมารดา เมื่อเห็นสีหน้าไม่ถือโทษโกรธที่นางแอบหนีออกไปนอกตำหนักตามลำพังแล้วก็ลอบถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก นางยกมือลูบหน้าอกตัวเองเป็นการปลอบขวัญ ท่าทางของหญิงสาวทำให้แฝดผู้พี่ที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วถึงกับปล่อยเสียงหัวเราะอย่างไม่เกรงใจอีกฝ่าย ซิ่นฮวาขึงตาใส่แต่ซิ่นหลิงเพียงไหวไหล่ไม่สนใจ
“เอาละ ไม่ได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้นานแล้ว พวกเจ้าก็เหมือนกัน ใช้ชีวิตอยู่บนเขาหนางเจียงมานาน วันนี้กินให้อิ่มหน่ำเถิดนะ”
เป็นเสียงจื่อเหยี่ยน บ่าวคนสนิทของพระชายาหนิงเหมยเอ่ยขึ้นมา แม้เป็นหญิงรับใช้แต่ในวันนี้ได้รับอนุญาตให้นั่งร่วมรับประทานอาหารพร้อมกัน นางมองลูกชายที่ยามนี้เป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก หางตาพลันมีน้ำตาซึมออกมา จากชีวิตทาสหนีตายไม่คิดว่าจะได้มีชีวิตมาถึงวันที่ได้เห็นลูกชายเติบใหญ่เช่นนี้ และหากไม่เพราะบุตรชายของนางได้ติดตามซิ่นหลิงไปร่ำเรียนกับท่านอาจารย์ฟู่ซิวอี๋ ผู้เคยเป็นอาจารย์ของท่านอ๋องมาก่อน กันอี๋ของนางคงไม่ได้มีวาสนาเช่นนี้
“เห็นแบบนี้แล้วคิดถึงวันเก่าๆ ขาดแค่กุนซือปากร้ายผู้นั้น” รองแม่ทัพ
ซานม่านหวาเอ่ยขึ้นพลางหยิบน่องไก่ชิ้นโตส่งให้ลูกชาย นางเป็นหญิงมีนิสัยห้าวหาญ แต่เพื่อ ‘ซาโม่’ บุตรชายของตนแล้ว นางมักเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เสมอ ภายนอกมาร์คัสเหมือนคนไม่ค่อยพูดจา แต่เมื่ออยู่กับคนที่รู้สึกสนิทใจก็เปิดเผย
รอยยิ้ม ลักษณะเด่นทั้งจากมารดาและบิดาหล่อหลอมให้ซาโม่บุรุษรูปร่างสูงใหญ่ ดวงตาสีน้ำตาล และหากมองดวงตาคู่นี้ใต้แสงอาทิตย์เจิดจ้าจะเห็นว่าดวงตาคู่นี้เป็นประกายสีแดงร้อนแรง
“ก่อนกลับมาบ้าน ข้าได้แวะไปเยี่ยมเยือนซิ่นเจี่ยงแล้ว พวกเขาสบายดียิ่งและฝากความระลึกถึงทุกคนด้วย” ซิ่นหลิงเอ่ยตอบ แต่ไม่ได้เล่าทั้งหมดความว่ากุนซือคนสนิทของบิดาโอดครวญอยากกลับตุนหวงเพียงใด
“ดีจริงพวกพี่ได้เดินทางกันตั้งแต่อายุสิบสอง ข้าสิปีนี้อายุสิบสี่แล้วยังต้องอยู่เฝ้าตำหนักอยู่เลย” ซิ่นสือบ่นขึ้นมาบ้าง
