บทที่ 6 ลูกหลง

“จะไปหนอีกล่ะยัยเดียร์ เย็นนี้ลูกจะต้องบินกลับกรุงเทพแล้วนะจะขี่รถตะลอนตากแดดตัวดำอีกล่ะลูกคนนี้” แม่เลี้ยงมยุรียืนอยู่บนระเบียงถามลูกสาวที่จูงมอเตอร์ไซค์คันเล็กคู่ใจออกมาจากโรงรถพอเจ้าตัวไม่อยู่ก็ไม่มีคนขี่แต่เธอก็ให้คนขับรถช่วยดูแลตลอด

“เดียร์จะไปหาพี่ดามพ์ค่ะแม่เลี้ยง” เสียงหวานใสตอบผู้เป็นแม่แล้วยิ้มให้ท่าน

“ทำไมไม่เอารถใหญ่ไปล่ะลูก” คนเป็นแม่ก็ห่วงลูกสาวขี่รถมอเตอร์ไซค์ตากแดดกลัวตัวจะดำและมันอันตรายเพราะระยะทางก็ไกลพอสมควร

“เดียร์นัดกับทิวไผ่ไว้ว่าจะขี่รถมอไซค์ไปกันค่ะแม่” บุศย์ศราคัม ทรัพย์กิจจา หรือ เดียร์ วัย 22ปีสาวสวยน่ารักร่างเล็กอวบอิ่มผิวขาวนวลเนียน เป็นลูกสาวคนเล็กของพ่อเลี้ยงทินโชติกับแม่เลี้ยงมยุรีหรือลูกหลงเพราะอายุห่างจากพี่ชายถึงสิบปี แสบซ่าและก๋ากั่นไม่กลัวใครทั้งที่ความจริงไร้เดียงสามากเรื่องผู้ชายแต่รู้ทุกอย่างแค่ไม่เคยปฏิบัติเท่านั้น

ซึ่งทั้งสองสามีภรรยาคิดว่าคงไม่มีลูกอีกเพราะปล่อยมาหลายปีก็ไม่ท้องจนท้อแล้วจู่ๆก็ฝันว่ามีคนเอาบุศย์ราคัมเม็ดใหญ่มาให้แล้วพวกเขาก็รับไว้แล้วต่อมาก็ท้องพอรู้ว่าได้ลูกสาวก็ตั้งชื่อว่าบุศย์ศราคัม ส่วนลูกชายคนโตปู่ตั้งชื่อว่าเพทาย ราวกับท่านรู้ว่าจะมีหลานสาวและท่านได้จากไปก่อนที่บุศย์ศราคับจะเกิดสามปี

“งั้นขับรถดีๆนะลูก” แม่เลี้ยงมยุรีพูดกับลูกสาวอย่างอ่อนโยนปนระอาและเป็นเพราะเธอกับพ่อปู่ย่าตายายของบุศศย์ศราคัมตามใจหลานสาวรวมถึงพี่ชายที่อายุห่างจากน้องสาวสิบปีก็ตามใจน้องสอนน้องออกกำลังกายชกมวยเรียนเทควันโต้ ยูโดและยิงปืนสมกับเป็นน้องสาวของสารวัตรมือปราบหนุ่มหล่อประจำสถานีตำรวจอำเภอเชียงแสน

“ค่าแม่เลี้ยงยุรี” สาวน้อยตอบแม่แล้วโบกมือให้ก่อนจะติดเครื่องแล้วขับมอเตอร์ไซค์ออกไปจากบ้านตามที่นัดกับเพื่อนไว้เพราะบ้านของเธออยู่ใกล้สนามบินนานาชาติเชียงรายจึงไม่ต้องกลัวว่าจะไปขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพไม่ทัน

ส่วนตายายอยู่เชียงแสนและปู่ย่าอยู่แม่สายและธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างก็เป็นธุรกิจที่พ่อแม่ของเธอช่วยกันสร้างขึ้นมาหลังจากแต่งงานกันและได้เงินขวัญถุงจากพ่อแม่ของพวกเขาเริ่มจากร้านเล็กๆที่เชียงแสนก่อนพอไปได้ดีก็เปิดใหม่ที่แม่สายให้พ่อแม่ของพ่อเลี้ยงทินโชติดูแล แล้วเปิดสาขาสามที่อำเภอเมืองเชียงรายและพวกเขาก็ดูแลเอง ส่วนที่เชียงแสนก็มีพ่อแม่ของแม่เลี้ยงยุรีช่วยดูแลและมีผู้จัดการร้านประจำทั้งสามสาขาและตอนนี้ลูกชายคนโตก็ช่วยดูแลสาขาเชียงแสนและไม่ยอมลาออกจากตำรวจ

“ตู้ดดๆๆ..”

“นังทิวไผ่อยู่ไหนแล้วแก” บุษราคับรับสายเพื่อนแล้วถามกลับตอนนี้เธอออกจากบ้านมาได้สิบนาทีแล้ว

“อยู่หน้ามหาลัยนี่แหละ แกล่ะถึงไหนแล้ว” ทิวไผ่หนุ่มหน้าสวยใจหญิงเพื่อนสนิทของบุศราคัมเรียนด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาลและพ่อแม่เป็นเพื่อนกันด้วย

“กำลังจะถึงปากทางเข้ามหาลัยแกน่ะ”

“โอเค ขี่รถดีๆล่ะ”

“จ้าคุณหมอ..”

“แค่นักศึกษาแพทย์ย่ะ”

“อีกสองปีแกก็ได้เป็นหมอแหละย่ะ”

“เคๆ รีบมาล่ะเดี๋ยวจะสายแดดแรงผิวฉันจะเสีย แกนะแกจะขี่มอไซค์ให้ลำบากทำไมนะสู้ให้ลุงป้อเอารถมาส่งง่ายกว่ามั้ย” ทิวไผ่บ่นเพื่อนรักเพราะพวกเธอเป็นเพื่อนกันได้ก็เพราะพ่อแม่เป็นเพื่อนกันเรียนมาด้วยกันทำให้ลูกๆสนิทกันด้วยและเขาเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยชื่อดังของเชียงรายส่วนบุศราคัมเรียนที่กรุงเทพ

“ก็มันไม่นุกเหมือนขี่มอไซค์ไงแก เอาน่านังทิวนานๆฉันจะได้แว้นกับแกอย่าบ่นนักเลย” ตั้งแต่เธอไปเรียนที่กรุงเทพก็ไม่ได้เจอเพื่อนบ่อยแต่ก็คุยกันทางเฟสบุ๊คและไลน์ทุกวัน

“เคๆ ฉันรอแกนี่แหละ ถ้าไม่เห็นแก่พี่ๆตำรวจสุดหล่อละก็ฉันไม่ไปหรอก” ทิวไผ่คุยกับเพื่อนและเขาก็ชอบแว้นเหมือนกันเพราะที่มหาวิทยาลัยขี่มอเตอร์ไซค์คล่องตัวกว่าแม้จะมีรถยนต์ที่พ่อแม่ซื้อให้และจอดอยู่ที่คอนโดแต่เขาก็ยังชอบขี่มอเตอร์ไซค์ไปมหาวิทยาลัยมากกว่าและไม่คิดจะอวดใครว่าที่บ้านรวย

สองสาวคุยกันจบก็วางสายแล้วบุศราคัมก็ขับขี่มอเตอร์ไซค์อย่างระมัดระวังจนไปถึงปากทางเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังของเมืองเชียงรายก็เห็นเพื่อนจอดมอเตอร์ไซค์รอข้างทางอย่างโดดเด่นมาแต่ไกลก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปจอดใกล้ๆ

“แกจัดเต็มมากอ่ะนังทิวไผ่” บุศราคัมมองเพื่อนแล้วยิ้มเพราะชุดเอี้ยมสีชมพูไหนจะหมวกกันน็อกเปิดหน้าก็สีชมพูไหนจะถุงมือและรองเท้าผ้าใบก็สีชมพูหวานแหว๋วไปทั้งตัว ยกเว้นกระเป๋าสะพายสีน้ำตาลเก๋ไก๋ลายวีแอลลราคาแพงที่ไฮโซทั้งหลายนิยมใช้ซึ่งเพื่อนของเธอก็เป็นแฟชั่นนิสต้าคนหนึ่งที่กล้าบ้าบิ่นในสิ่งที่คนธรรมดาเขาไม่ทำแต่ทิวไผ่ทำและโลกต้องจำเธอและดูได้จากผู้คนสัญจรไปมามองกันได้

“ไม่ได้หรอกแก เดี๋ยวเสียชื่อแฟชั่นนิสต้าและกว่าฉันจะได้ชุดนี้มาพี่ลีซอบ่นจนฉันหูชาเลย” ทิวไผ่พูดถึงพี่ชายคนโตที่ทำงานเป็นผู้ช่วยนักบินของสายการบินประเทศเกาหลี ส่วนพี่สาวเป็นสาวแอร์โฮสเตสของสายการบินไทยและพี่ชายคนที่สามทำงานที่บริษัทน้ำมันและทิวไผ่เป็นน้องเล็กทำให้พี่ๆรักและตามใจและพ่อแม่พี่น้องในครอบครัวไม่มีใครว่าที่เขาเป็นชายใจสาว

“โอเคเจ้าแม่สาวกรุงเทพ ไปได้แล้วนังเดียร์ถ้าแกไม่อยากตกเครื่อง” ทิวไผ่พูดกับเพื่อนที่ชวนเธอไปเชียงแสนเพื่อดูพี่ชายว่าคบหาอยู่กินกับคุณหมอคนสวยจริงหรือเปล่า

“งั้นไปกันเถอะ”

จากนั้นสองสาวก็ขี่มอเตอร์ไซค์เวสป้าคันเล็กแต่ราคาไม่เล็กของตัวเองไปตามถนนไปเชียงแสนอย่างระมัดระวังใช้เวลาเกือบชั่วโมงก็ถึงอำเภอเชียงแสน เมื่อถึงหน้าร้านวัสดุก่อสร้างบ้านเฮาสาขา1ก็บีบแตรสองครั้ง

“ปริ้นนนๆๆ..”

“ยัยเดียร์ ทิวไผ่มาได้ยังไงลูก ทำไมไม่ชับรถมากันล่ะมันอันตรายรู้มั้ยลูก” คุณยายมยุเรศกุลีกุจอออกมาดูหน้าร้านว่าใครมาบีบแตรพอเห็นหลานสาวก็ยิ้มดีใจและอดบ่นไม่ได้เพราะบุศราคัมชอบทำให้ท่านเป็นห่วง

“สวัสดีค่ะคุณยาย” สองสาวยกมือไหว้ยายแล้วบุศราคัมกอดยายอย่างออดอ้อน

“ก็เดียร์คิดถึงคุณยายคุณตาก็เลยมาหาแล้วเย็นนี้จะกลับกรุงเทพแล้วค่ะ”

“ข้ออ้างน่ะสิ แล้วนี่กินข้าวกันหรือยังล่ะ” คุณยายมยุเรศถามหลานสาวทั้งสองอย่างอ่อนโยน

“ยังค่ะ เดียร์ว่าจะไปให้พี่ดามพ์เลี้ยงค่ะ” หญิงสาวตัวเล็กตอบยายอล้วยิ้มให้ท่านอย่างเจ้าเล่ห์

“เจ้าเล่ห์นักนะเรา แล้วพี่ชายเรารู้หรือเปล่าล่ะว่าจะมา” คุณยายมยุเรศว่าหลานสาวอย่างหมั่นไส้แกมเอ็นดูกับความเจ้าเล่ห์ไม่รู้ว่าจะมาก่อกวนอะไรพี่ชาย

“ไม่รู้ค่ะ เดียร์จะมาแอบดูพี่ดามพ์สักหน่อยว้าซุกใครไว้ที่บ้านพักหรือเปล่าค่ะ”

“แล้วเราจะไปยุ่งกับพี่เขาทำไมล่ะฮึ” คุณยายมยุเรศพูดหลานสาวอย่างเพราะท่านรู้ดีว่าหลานชายคบหากับหมอนิสามาตั้งแต่สมัยเรียนแต่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงไม่ชอบหลานชายแต่สองหนุ่มสาวก็แอบคบหากันซึ่งท่านก็รู้ดีเพราะเมืองเชียงแสนไม่ได้ใหญ่โตอะไร

“ก็พี่ดามพ์แก่แล้วนะคะคุณยาย ควรแต่งงานได้แล้วไม่ใช่ว่าเอาลูกสาวเขามาซ่อนไว้ไม่ยอมเปิดเผยมันทำให้ฝ่ายหญิงเขาเสียหายค่ะ ถ้าพ่อเขารู้เข้าพี่ดามพ์จะเหลือแต่ชื่อนะคะ” คนเป็นน้องว่าพี่ชายเพราะเธอรู้ว่าเพทายแอบคบหากับนิสามณีและพ่อของเธอก็อยากให้พี่ชายแต่งงานกับนิสามณีอย่างถูกต้องตามประเพณีไม่ใช่แอบอยู่ด้วยกันแบบนี้

“เอ้ะยัยหลานคนนี้นี่ ไปแช่งพี่เขาได้ยังไงกัน” คนเป็นยายอยากจะหยิกหลานสาวปากดีให้เนื้อเขียวจริงๆ

“ไม่ได้แช่งค่ะ คุณยายก็รู้ว่าพ่อของพี่นิสาหวงลูกสาวมากแค่ไหนแล้วคิดว่าเขาไม่รู้เรื่องนี้หรือไงคะ” ก็พ่อของเธอได้ข่าวมาจากย่าก็เลยให้เธอมาดูว่าจริงหรือเปล่าและพี่ชายไม่เคยถูกจับได้สักที

“พี่เขาโตแล้วยังไงเขาก็จัดการกันเองได้และถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็คงบอกผู้ใหญ่เองแหละลูก” ไม่ใช่ว่าท่านไม่รู้ว่าหลานชายแอบอยู่กินกับแฟนสาวแต่เห็นว่าโตๆกันแล้วหากพวกเขาพร้อมก็ต้องมาคุยกับผู้ใหญ่เอง

“งั้นเดียร์ขอไปดูสถานการณ์ก่อนนะคะ”

“ตามใจ ถึงยายห้ามเราก็ไม่ฟังไม่งั้นคงไม่ตั้งหน้าตั้งตาแว้นรถมาจากเชียงรายหรอกจริงมั้ย” คุณยายมยุเรศว่าหลานสาวอย่างหมั่นไส้

“ไม่จริงค่ะคุณยาย เดี๋ยร์มาซื้อของฝากให้รุ่นพี่ค่ะ แต่เรื่องพี่ดามพ์เป็นผลพลอยได้ค่ะ จริงมั้ยนังทิวไผ่” คนตั้งใจมาจับผิดพี่ชายตอบยายหน้าระรื่น

“จริงค้าคุณยาย” ทิวไผ่รับมุกที่เพื่อนส่งมาแล้วยิ้มให้คุยายของเพื่อน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป