บทที่ 1
กลิ่นน้ำมันกับไก่ทอดคลุ้งอยู่ในอากาศ หนักและเลี่ยนจนชวนอึดอัด แต่สำหรับฉันแล้ว มันยังหอมกว่ากลิ่นคาวเลือดที่ติดปลายลิ้นเสียอีก
ฉันนั่งอยู่มุมหนึ่งของแมคโดนัลด์ใกล้มหาวิทยาลัย นิ้วมือกำขอบโต๊ะพลาสติกแน่น ข้างนอก รถราวิ่งผ่านไปมาเป็นสายไม่ขาด โลกยังคงอึกทึกและมีชีวิตชีวา ราวกับไม่รับรู้อะไรเลยถึงนรกที่ฉันเพิ่งหนีออกมาได้
ความคิดของฉันยังติดอยู่ในคืนฝนกระหน่ำนั้น ฉันยังได้ยินเสียงฟ้าร้อง ยังได้ยินเสียงคำสั่งของอัลฟาที่คำรามแหวกอากาศมา
ฉันใช้เวลาสิบปีพยายามทำให้หัวใจของเดมอน แบล็กวูดอบอุ่นขึ้น ฉันสวมบทลูน่าที่สมบูรณ์แบบ รักเขาด้วยทุกสิ่งที่มี แต่สิ่งที่ได้รับตอบแทนคือเขาสังหารครอบครัวของฉันเพื่อผู้หญิงอีกคน
เพราะฉันปฏิเสธที่จะปล่อยเขาไปหาเธอ ฟรอสต์แพ็กจึงประกาศสงครามกับเครือญาติของฉัน พ่อแม่ของฉันตายขณะปกป้องลูกสาวที่โง่งมเกินกว่าจะมองเห็นความจริง ฉันมองดูพวกท่านล้มลง แล้วตัวฉันเองก็ตายไปอย่างไร้ความรักและถูกแทนที่
ฉันก้มมองมือของตัวเอง มันกำลังสั่น แต่สะอาด ไม่มีรอยแผลเป็น โรคร้ายที่ค่อย ๆ กัดกินจนพรากชีวิตฉันไปในชาติก่อนหายไปแล้ว
ฉันเงยหน้ามองปฏิทินดิจิทัลบนผนัง วันที่บนนั้นจ้องกลับมาราวกับเย้ยหยัน
มันคือเมื่อสามปีก่อน
ฉันกลับมาแล้ว และวันนี้คือวันครบรอบปีที่ห้านับจากวันที่เดมอน แบล็กวูดทำเครื่องหมายพันธะกับฉัน
เสียงหัวเราะแห้งผากหลุดออกจากลำคอ โชคชะตาช่างมีอารมณ์ขันที่บิดเบี้ยว มันเหวี่ยงฉันกลับมาตรงกลางการแต่งงานจอมปลอมนี้อีกครั้ง แต่คราวนี้ ฉันไม่ได้ตาบอดอีกแล้ว
“ออเดอร์หมายเลขสี่สิบสองค่ะ!”
เสียงใสแจ๋วและเปี่ยมความสุขตัดผ่านความจอแจ ฉันเงยหน้าขึ้น
เธออยู่ตรงนั้น เซเลสเต มอร์ริสัน
เธอสวมยูนิฟอร์มธรรมดากับหมวกไวเซอร์ครอบผมสีบลอนด์น้ำผึ้ง รูปร่างของเธอดูบอบบาง ดูไม่มีพิษมีภัย ยากจะเชื่อว่านักศึกษาตาใสเหมือนกวางน้อยคนนี้คือเหตุแห่งความพินาศของครอบครัวฉัน
ในชีวิตก่อน เธอคือตัวเร่งปฏิกิริยา เธอคือ “คนนั้น” ที่เดมอนยอมทำลายทั้งโลกเพื่อให้ได้มา
เซเลสเตเดินถือถาดมาที่โต๊ะของฉัน แล้วส่งยิ้มให้ เป็นรอยยิ้มสดใสราวแสงแดดที่ไปถึงดวงตา
“ออเดอร์ของคุณค่ะ ลูน่า” เธอพูด
เธอวางถาดลง แต่ไม่ได้เดินจากไปทันที กลับชะงักอยู่ตรงนั้น ปลายนิ้วแตะผ้ากันเปื้อนอย่างประหม่า
“หวังว่าคุณจะไม่รังเกียจนะคะ” เซเลสเตพูดเบา ๆ เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า แล้ววางกล่องกระดาษอุ่น ๆ ใบเล็กลงบนถาดของฉัน “ฉันแถมพายแอปเปิลร้อนให้ค่ะ ฉันเลี้ยงเอง”
ฉันชะงักงัน เงยหน้ามองเธออย่างสับสน “ทำไมล่ะ”
เซเลสเตหน้าแดงขึ้นนิดหนึ่ง เธอก้มมองรองเท้าของตัวเอง ก่อนจะเงยกลับมามองฉันด้วยความห่วงใยอย่างจริงใจ “เมื่อกี้คุณมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วดู... เศร้ามากเลยค่ะ เหมือนกำลังแบกน้ำหนักของทั้งโลกไว้ แม่ฉันชอบบอกว่าของหวานช่วยให้วันแย่ ๆ ดีขึ้นได้”
ดวงตาของเธอใสกระจ่าง อ่อนโยน และไม่มีเล่ห์กลซ่อนอยู่แม้แต่น้อย เธอเป็นแค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังพยายามปลอบโยนคนแปลกหน้า
ความประชดประชันนั้นทำให้แทบหายใจไม่ออก เด็กสาวที่วันหนึ่งจะทำลายชีวิตฉันโดยไม่เจตนา กำลังพยายามทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นด้วยพายชิ้นหนึ่ง
“ขอบคุณ” ฉันพูด เสียงของตัวเองฟังดูแหบพร่า
“หวังว่าวันของคุณจะดีขึ้นนะคะ” เธอพูดอย่างร่าเริง แล้วยกมือโบกให้นิดหนึ่งก่อนเด้งกลับไปที่เคาน์เตอร์
ฉันมองตามเธอไป เธอดูเบาหวิว บริสุทธิ์ และเป็นทุกอย่างที่ฉันไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว
ฉันหยิบถุงขึ้นมา ความร้อนของอาหารซึมผ่านกระดาษออกมา มันให้ความรู้สึกจริงเหลือเกิน
ฉันออกจากร้านแล้วก้าวเข้าสู่บ่ายอันชื้นอบอ้าว รถซีดานสีดำจอดรออยู่ริมฟุตปาธ ฉันเลื่อนตัวเข้าไปนั่งเบาะหลัง หนังเบาะเย็นและมีกลิ่นน้ำยาขัดราคาแพง
“ลูน่า” ลีโอ คนขับรถเอ่ย เขามองฉันผ่านกระจกมองหลัง “ช่างอัญมณีโทรมาแจ้งครับ กระดุมข้อมือออบซิเดียนที่คุณสั่งไว้สำหรับคืนนี้ส่งถึงคฤหาสน์แล้ว”
คืนนี้ งานเฉลิมฉลองนั้น
ตลอดห้าปีมานี้ วันนี้คือวันที่สำคัญที่สุดของฉันในแต่ละปี ฉันใช้เวลาทั้งวันเตรียมทุกอย่าง ทำอาหารจนเย็นชืด สวมชุดราตรีผ้าไหมที่ไม่มีใครได้เห็น ทำทั้งหมดนั้นเพียงเพื่อให้เดม่อนพยักหน้ารับรู้สักครั้ง
“เข้าใจแล้ว” ฉันพูด แล้วหันไปมองออกไปนอกหน้าต่าง
ฉันทำไปเพื่ออะไรกัน ทำไมถึงวิ่งไล่ตามผู้ชายที่หัวใจเย็นชาราวก้อนหิน ฉันคือไวโอเล็ต โกลด์เครสต์ หมาป่าของฉัน เอ็มเบอร์ มีสายเลือดอัลฟ่า ฉันมีศักดิ์ศรี แต่ฉันกลับทำให้ตัวเองเล็กลงเพื่อให้พอดีกับชีวิตของเดม่อน
ความสมบูรณ์แบบช่วยพ่อแม่ฉันไว้ไม่ได้ ความรักก็หยุดสงครามไม่ได้เช่นกัน
รถแล่นขึ้นมาตามถนนส่วนตัวมุ่งสู่คฤหาสน์แบล็กวูด มันเป็นผลงานชิ้นเอกของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ทั้งหินสีเข้มและกระจก ดูน่าประทับใจ แต่ไร้ซึ่งความอบอุ่น
ฉันเห็นรถเอสยูวีสีดำคันมหึมาจอดอยู่ใกล้น้ำพุ
เป็นรถของเดม่อน เขาอยู่บ้าน นั่นเหนือความคาดหมาย
ฉันเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น มันกว้างใหญ่และเย็นชา ตกแต่งด้วยโทนสีเทาทั้งห้อง
เดม่อน แบล็กวูดนั่งอยู่บนโซฟาหนังตัวยาว มีแล็ปท็อปวางอยู่บนตัก เขาดูแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยอำนาจ
เขาหล่อเหลาอย่างปฏิเสธไม่ได้ เส้นผมสีเข้มปรกลงมาบนหน้าผากอย่างไม่ตั้งใจ โครงหน้าเฉียบคมสูงศักดิ์ ดวงตาเป็นสีของเลือด เขาแผ่แรงกดดันของอัลฟ่าผู้เหนือกว่าออกมาจนสัมผัสได้
เขาไม่เงยหน้าขึ้นมอง ไม่เคยเลยสักครั้ง
ฉันนึกถึงพิธีผูกพันของเรา ตอนนั้นเขามองฉันราวกับกำลังปิดดีลธุรกิจ “นี่คือความร่วมมือ ไวโอเล็ต” เขาเคยพูดไว้ “อย่าคาดหวังว่าฉันจะแบ่งปันจิตวิญญาณของฉันให้เธอ”
ฉันเตรียมใจรับความเกลียดชัง คิดว่าความอยากกระชากลำคอเขาจะถาโถมเข้ามาจนท่วมท้น เขาคือผู้ชายที่จะทำลายทุกอย่าง
แต่เมื่อฉันมองเขา ความโกรธกลับไม่มา มีเพียงความเงียบว่างเปล่าประหลาด ๆ ที่ก่อตัวขึ้นในอก มันไม่ใช่การให้อภัย แต่มันคือความโล่งใจ
ฉันไม่ได้อยากทำลายเขา ไม่ได้อยากแก้แค้น ฉันแค่อยากหลุดพ้น
ฉันไม่ได้ทักเขาด้วยคำทักทายสุภาพแบบที่เคยทำเป็นประจำ
ฉันเดินไปยังเก้าอี้เดี่ยวฝั่งตรงข้าม ถอดรองเท้าส้นสูงพื้นแดงออกแล้วสะบัดทิ้ง ปล่อยให้มันหล่นกลิ้งไปบนพื้นสะอาดไร้ตำหนิ ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเบาะนุ่ม
ฉันฉีกถุงกระดาษออก เสียงนั้นดังลั่นอยู่ในห้องที่เงียบสนิท
เดม่อนหยุดพิมพ์
ฉันหยิบไก่ทอดชิ้นหนึ่งออกมา เกล็ดแป้งสีทองร่วงลงบนพรมราคาแพง ฉันไม่สนใจ ฉันกัดลงไปหนึ่งคำ เสียงกรอบดังสะท้อนอยู่ในห้อง
ในที่สุดเดม่อนก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีเลือดหรี่ลง เขากวาดตามองฉันตั้งแต่เท้าเปล่าจนถึงคราบมันบนปลายนิ้ว สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและรังเกียจ
“เธอกินของแบบนั้นอยู่เหรอ” เขาถาม “ในนี้เนี่ยนะ”
ฉันกลืนลงคอ แล้วใช้หลังมือเช็ดปาก
“ฉันอยากกิน” ฉันตอบเรียบ ๆ “ก็เลยกิน”
เขาจ้องฉัน ขมวดคิ้ว นี่ไม่ใช่ไวโอเล็ตที่เขารู้จัก ไวโอเล็ตที่เขารู้จักตอนนี้ควรอยู่ในครัว กำลังเคร่งเครียดกับมื้อค่ำวันครบรอบ
เขาปิดแล็ปท็อปดังฉับ เอนหลังพิงโซฟาแล้วกอดอก
“นี่เป็นการเรียกร้องความสนใจแบบไหนกัน ไวโอเล็ต ถ้าเธอกำลังอยากให้ฉันสนใจ วิธีนี้ก็น่าสมเพชสิ้นดี”
ฉันวางไก่ทอดกลับลงในถุง เช็ดมือกับกระดาษเช็ดปาก แล้วมองเขา
ฉันเห็นความหยิ่งผยอง เห็นการเมินเฉย เขาไม่เคยมองฉันเป็นคู่ชีวิต ในสายตาเขา ฉันก็แค่เฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่ง ใช้ง่าย เงียบดี
“เดม่อน” ฉันพูด เสียงของฉันมั่นคง ไม่สั่นไหวเลยแม้แต่น้อย
เขาเลิกคิ้ว สีหน้าดูเบื่อหน่าย
“ฉันต้องการยุติสายใยผูกพันคู่ครอง” ฉันพูด “ฉันต้องการพิธีปฏิเสธอย่างเป็นทางการ”
ความเงียบในห้องนั้นสมบูรณ์แบบ เดม่อนไม่ขยับ ไม่ได้ดูโกรธ ไม่ได้ดูเจ็บปวด เขาเพียงแค่จ้องฉัน
จากนั้นเขาก็หัวเราะ
มันเป็นเสียงสั้น ๆ คมกริบ และเปี่ยมด้วยการเยาะเย้ย เขาส่ายหน้า ก่อนมองฉันด้วยแววตาสมเพช
“พิธีปฏิเสธ?” เขาทวนคำ ราวกับมันเป็นเรื่องตลก
เขาหยิบแล็ปท็อปขึ้นมาอีกครั้ง ตัดฉันออกจากความสนใจอย่างสิ้นเชิง
“ไวโอเล็ต เลิกเล่นเกมได้แล้ว ฉันมีเรื่องควบรวมเขตแดนต้องตรวจดู ไปจัดการตัวเองซะ เธอเหม็นกลิ่นน้ำมัน”
