บทที่ 1 บทนำ
บทนำ
อารยา นักกายภาพบำบัดที่เกลียดคำว่าหมอนวดจับใจ
เดินทางมาไกลในดินแดนทะเลทรายเพื่อทำงานที่ตนเองถนัด
ราเฟย์ รัชทายาทหนุ่มร่างสูงสง่าที่มองโลกในแง่ร้าย เขามองอารยาเป็นผู้หญิงหิวเงิน
ความเข้าใจผิดตั้งแต่พบหน้ากันครั้งแรก กลับทำให้ใกล้ชิดอย่างไม่รู้ตัว
“มองเรา...แค่ตอนนี้...มีแค่เราสองคนไม่มีชนชั้นวรรณะใด มีแค่เราสองคน”
ชายหนุ่มมอบจุมพิตดื่มด่ำที่ค่อยๆ กลายเป็นความร้อนแรงทุกขณะ มือไม้ของเขาเลื่อนปลดเปลื้องเสื้อผ้าของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังช้าในความรู้สึกของเขา แม้ว่าจะเคยเห็นและสัมผัสร่างกายนี้มาก่อนแล้ว
แต่ครั้งกลับให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่สำหรับเขา
“เราปรารถนาเจ้า...อารยา”
‘ฉันรักคุณ...ราเฟย์’
ทั้งที่ยืนอยู่ในอาคารขาเข้าของสนามบิน อารยากลับรู้สึกได้กลิ่นลมทะเลทราย หญิงสาวหันซ้ายแลขวาไม่มองหาคนที่จะมารับเธอแต่ดวงตาสีดำดุจนิลกลับมองหาที่มาของกลิ่น นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เดินทางมาต่างประเทศและเป็นครั้งแรกที่มาเยือนดินแดนที่ห้อมล้อมไปด้วยทะเลทราย แต่เธอแปลกใจที่ตัวเองมั่นใจว่าสิ่งที่สัมผัสได้คือสายลมแห่งทะเลทรายทั้งที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
เธอเดินวนไปมาเหมือนเด็กหลงทางแล้วร่างบางก็ต้องสะดุ้งเมื่อแขนเล็กถูกจับเบาๆ อารยาหันไปทันทีเธอจ้องมองชายร่างสูงใหญ่ในชุดดำทั้งชุดอายุราวสามสิบห้าปี แม้ริมฝีปากจะกระตุกยิ้มน้อยๆ แต่เธอก็รู้สึกว่าใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเครารุงรัง หญิงสาวถึงกับผงะถอยหลังแต่มือใหญ่ยังคงจับแขนเอาไว้ แม้เขาจะออกแรงไม่มากแต่เธอก็รู้สึกได้ว่าน้ำหนักมือเขามากพอดู
“คุณอารยาใช่ไหมครับ” เขาเอ่ยถามเป็นภาษาอังกฤษ แล้วหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขาพับเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อออกมายื่นให้เธอดู
อารยารับมาดูอย่างหวาดๆ กระดาษแผ่นนี้นอกจากจะมีรูปถ่ายของเธอแล้วยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเธอและตำแหน่งหน้าที่ที่ทำให้เธอต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงที่นี่
“ผมชื่อกีวอน ท่านคาร์ดัลให้ผมมารับคุณอารยาครับ”
“สวัสดีค่ะ” อารยายกมือไหว้แบบไทยๆ ทำให้อีกฝ่ายทำหน้างงๆ “ขอโทษที่แสดงกิริยาไม่สุภาพออกไป ดิฉันตกใจค่ะ” เธอตอบเขาเป็นภาษาอังกฤษ แล้วยิ้มอย่างโล่งอก อีกฝ่ายจึงพยักหน้ารับและช่วยเธอถือกระเป๋าเดินทางไปที่รถลีมูซีนที่จอดคอยอยู่
หญิงสาวนั่งชิดกระจกรถพยายามองสองข้างทางของเมืองบาฮาเนีย ทั้งตื่นเต้นที่ได้นั่งรถหรู และยังได้เห็นบ้านเมืองที่แตกต่างไปจากบ้านเกิด
“จะเปิดกระจกก็ได้นะครับ” กีวอนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ความจริงเขากลั้นหัวเราะ ไม่คิดว่าเธอจะแสดงสีหน้าและตื่นเต้นออกมาชัดขนาดนี้
“ได้หรือคะ” อารยายิ้มกว้าง กีวอนกดปุ่มอัตโนมัติกระจกเลื่อนลงจนสุดปล่อยให้สายลมพัดเข้ามาปะทะใบหน้าสวยหวานของหญิงสาว
“นี่เป็นเมืองหลวงของบาฮาเนียชื่อ เอล บาฮา” กีวอนอธิบาย “ผู้หญิงแห่งทะเลทรายจะต้องมีผ้าคลุมหน้า ตั้งแต่บาฮาเนียนเปิดประเทศทำธุรกิจกับต่างชาติมากขึ้น เราก็ไม่ค่อยเคร่งครัดนัก แต่ถ้าเป็นไปได้คุณอารยาก็ควรจะมีผ้าคลุมหน้าของตัวเอง”
“ค่ะดิฉันเข้าใจ” อารยาตอบทั้งที่สายตายังมองไปที่สองข้างทางที่รถแล่นผ่าน “ไม่เห็นทะเลทรายเลย เอ่อ...คือดิฉันอ่านในคู่มือว่าบาฮาเนียเป็นเมืองที่อยู่กลางทะเล”
กีวอนหัวเราะเปิดเผย แต่ก็ยังไม่ทิ้งมาดเข้มของตัวเอง “ทะเลทรายอยู่ห่างจากเมืองหลวงไปประมาณ ร้อยยี่สิบเจ็ดกิโลเมตร คุณอารยาไม่ต้องห่วงยังไงคุณต้องได้เห็นทะเลทรายแน่ๆ หรือบางทีคุณอาจจะไม่อยากนึกถึงมันเลยก็ได้”
“เป็นเมืองที่ดูสงบและเรียบง่ายจังเลยนะคะ”
“แค่ช่วงนี้เท่านั้นแหละครับ” กีวอนเริ่มรู้สึกว่าตัวเองพูดมากกว่าปกติ “คุณอาจต้องใช้เวลาปรับตัวหน่อยกว่าจะรับความเป็นเมืองแห่งทะเลทรายนี้ได้”
‘จะปรับตัวได้หรือไม่ได้ ยังไงฉันก็ต้องอยู่ที่นี้สองปี หรือไม่ก็หาเงินสองล้านไปคืนคุณคาร์ดัล’
อารยาแอบถอนหายใจเบา ๆ เธอมาทำงานใช้หนี้เงินสองล้านที่จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลแม่บุญธรรมของเธอ หญิงสาวทำงานเป็นนักกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง แต่เธอเคยเรียนการนวดแผนไทยจับเส้นคลายจุด เธอเชื่อว่าภูมิปัญญาชาวบ้านเหล่านี้จะนำมาประยุกต์ใช้กับงานที่เธอทำอยู่ได้ แต่มันกลายเป็นว่าโรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่ไม่ยอมรับความคิดของเธอ และยิ่งรู้ว่าเธอไปบีบนวดจับเส้นให้ชาวบ้านที่ยากจนในวันหยุดของเธอ
อารยาไม่เห็นเป็นเรื่องน่าอายตรงไหน และยิ่งไม่เห็นว่ามันทำลายภาพพจน์ของโรงพยาบาลได้อย่างไร เธอกลับโดนบีบบังคับแทบทุกทางจนเธอต้องเป็นฝ่ายยื่นใบลาออก จนต้องระเห็จมาทำงานที่อนามัยเล็กๆของชุมชนที่เธออยู่ จากเงินเดือนหลักหมื่นเหลือหลักพัน แต่เพราะมีรายได้จากการนวดแผนโบราณที่เธอได้เรียนรู้มานั้นแหละที่เพิ่มรายได้ให้เธออีกทางหนึ่ง แต่อะไรก็ไม่ทำให้เธอลำบากใจเท่ากับที่ถูกเรียกว่า ‘หมอนวด’ แม้ว่าหญิงสาวจะไม่ใช่คนชอบดูถูกดูแคลนคนอื่น แต่เธอก็ไม่ชอบใจที่บางครั้ง คนบางคนก็มีความคิดต่ำ ๆ ว่าเธอใช้ร่างกายเข้าแลกเงิน
‘ถ้าฉันสวยจริง ๆ คงไปเป็นดารานางแบบแล้วละ’
อารยานึกขำความคิดของตัวเอง เธอย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อสามเดือนก่อน เธอเข้ากรุงเทพในเย็นวันศุกร์และพักกับเพื่อนไม่ไกลจากที่ทำงานนัก เพื่อนของเธอเปิดร้านสปาและมีบริการนวดแผนโบราณ อารยาจะทำงานพิเศษที่นี่อาทิตย์ละสองวัน บ่ายวันเสาร์วันนั้น ชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานพูดภาษาอังกฤษแต่สำเนียงแปร่งหูเหมือนชาวอาหรับ ไม่มีพนักงานกล้าตอนรับนัก ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษไม่คล่องแต่เพราะชายคนนี้มีบอดี้การ์ดมาร่างใหญ่เหมือนยักษ์วัดแจ้งมายืนคุ้มกันถึงหกคน
