บทที่ 2 ขอบคุณ
“ยาจ๋าช่วยไปดูหน่อยซิ” เปรมวดี หรือ แป๋ม เพื่อนสนิทของเธอเข้ามาขอร้อง
“ไม่เป็นไร ยาไปเอง” อารยายิ้มรับไม่รู้สึกหวาดกลัวอะไรอาจเพราะเคยชินกับลูกค้าวีไอพีที่เคยมารักษาตัวที่โรงพยาบาล
อารยาในชุดไทยมิดชิดเดินเข้าไปห้องพิเศษ แอบกลั้นหัวเราะที่เห็นบอดี้การ์ดหกคนยืนคุ้มกันเจ้านายที่นอนคว่ำอยู่บนที่นอนเตี้ยๆ ห้องนี้เป็นห้องที่เปิดโล่งมองเห็นน้ำตกจำลองใกล้ๆ และต้นไม้สีเขียวขจีที่ถูกจัดให้เป็นสวยย่อมน่ารัก
“ขออนุญาตนะคะ”
อารยายกมือไหว้ก่อนที่จะลงมือกดจุดตามที่ร่ำเรียนมา กล้ามเนื้อที่ไม่เคยถูกบีบนวดหรือกล้ามเนื้อที่มีความเครียดสะสมสูงจะแข็งและเกร็งมากทำมือเล็กต้องออกแรงมากกว่าปกติ ขณะที่ไล่นิ้วมือไปตามแผ่นหลัง เธอก็เห็นรอยแผลเป็นหลายแห่ง เธอไม่ได้รู้สึกหวาดหลัวหรือขยะแขยงแผลเหล่านั้น แต่บรรจงคลึงเพื่อผ่อนคลายและกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
“สงสารฉันหรือไง”
“เอ๊ะ!” อารยาสะดุ้งกับคำถาม “ท่านว่าอะไรนะคะ”
“สำเนียงอังกฤษเธอดีเหมือนกันนี่”
“เอ่อ...ขอบคุณคะ”
อารยาไม่ค่อยชอบคุยกับลูกค้านัก เปรมวดีบอกว่าเขาลูกค้าต้องการนวดคลายเครียดหนึ่งชั่วโมง แต่เธอดูว่า...อาการเครียดสะสมของเขาน่าจะสองชั่วโมงเป็นอย่างน้อย แต่ถ้าจะให้ดีต้องใช้เท้าเหยียบด้วย แต่ก็นั้นแหละ! ขนาดว่าคนไทยด้วยกันเอง บางทีก็ถือเรื่องใช้เท้านวดแทนมือโดยเฉพาะผู้ชาย
“ถ้ามีเวลาท่านน่าจะนวดต่ออีกสักชั่วโมงนะคะ โดยเฉพาะที่ฝ่าเท้า” อารยาแจ้งให้ลูกค้าทราบ
“หึ หึ ถ้าอยากได้เงินเพิ่มก็บอกตรงๆ ก็ได้ ไม่ต้องทำมาเป็นพูดดีหรอก”
อารยาฉุนกึก นี่ไม่ใช่ครั้งที่ถูกลูกค้าพูดจาแบบนี้ เธอถอนหายใจหนักๆ ระบายความหงุดหงิดในใจ
“ดิฉันต้องขออภัยแค่พูดไปตามอาการของท่าน แผลที่โดนกระสุนนั่น ดูท่าจะถูกละเลยไม่ใส่ใจจึงเป็นแผลเป็นเป็นก้อนนูนอย่างนั้น แล้วไตของท่านก็ทำงานหนักมาก ไม่ว่าจะเป็นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ และท่านยังมีความเครียดสะสมทำให้เป็นโรคกระเพาะเรื้อรัง ท่านยิ่งสมควรจะต้องดูแลสุขภาพมากกว่านี้”
มือเรียวเล็กของอารยากดจุดตรงกลางฝ่าเท้าเพื่อทำการเปิดลมให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้คนถูกนวดถึงกับเผลอครางออกมาเบาๆ
“แค่นวดเท่านั้นทำไมถึงรู้สึกดีจริง”
“ร่างกายของคนเราบ่งบอกความเจ็บปวดได้ค่ะ การนวดแผนโบราณเป็นการบำบัดรักษาชนิดหนึ่ง คนไทยใช้วิธีควบคู่ไปกับการกินยามานานหลายร้อยปีแล้วค่ะ การกินยาอย่างเดียวไม่ได้ช่วยรักษาโรคได้เสมอไป”
“เธอพูดเหมือนเป็นหมอ”
“ฉันเคยทำงานในโรงพยาบาล ก็เลยติดพูดจาประสาหมอไปหน่อยค่ะ” หญิงสาวยิ้มน้อยๆ เธอเองก็รู้สึกว่าเขาผ่อนคลายเพราะไว้ใจเธอมาก
“เธอทำอะไรในโรงพยาบาลหรือ?”
“เป็นนักกายภาพบำบัดค่ะ แต่อย่าถามนะคะว่าทำไมตอนนี้มาทำงานแบบนี้ เรื่องมันยาวค่ะ คุณอาจจะต้องเพิ่มอีกสองชั่วโมงก็ได้” เธอหัวเราะออกมาเบาๆ
“วันนี้ฉันไม่สะดวกแต่อีกสองวันฉันจะมาหาเธออีก”
“ฉันมาทำงานเฉพาะเสาร์กับอาทิตย์ วันธรรมดาฉันต้องอยู่ที่อนามัย แต่พนักงานคนอื่นนวดกดจุดให้ท่านก็ได้นะคะ”
“แต่ฉันว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความรู้เท่ากับเธอ”
น้ำเสียงราบเรียบจนฟังคล้ายจะเป็นคำสั่ง อารยาจำได้ขึ้นใจเป็นอย่างดี หลังจากเสร็จงานเธอไม่ได้สนใจลูกค้าคนนี้นัก เธอยังทำงานเป็นปกติเหมือนเดิม จนเปรมวดีโทรศัพท์มาหาเธอว่าลูกค้าอาหรับคนนั้นต้องการเรียกเธอไปบริการโดยเฉพาะ
“ก็ฉันต้องทำงานที่อนามัยไปไม่ได้หรอกยัยแป๋ม”
“แกเห็นแก่ความเป็นเพื่อนของเราไม่ได้เหรอ นี่ลูกค้าวีไอพีเชียวนะ เค้ายอมทุ่มไม่อั้น แกอาจจะได้ทิปมากกว่าเงินเดือนที่อนามัยแกอีกนะยะ”
“ยิ่งพูดแบบนี้ฉันก็ยิ่งไม่อยากไป แกก็รู้ว่าฉันไม่ได้อยากไปทำงานที่สปาแกนักหรอก ถ้าฉันไม่จำเป็นต้องใช้เงิน ฉันก็ไม่ยอมเสียงานที่ฉันรักไปหรอกยะ”
อารยาวางหูโทรศัพท์ลงโดยไม่สนใจว่าเพื่อนรักจะพูดอะไรต่อ ใช่...เธอต้องเงิน เงินก้อนใหญ่เสียด้วยเพราะแม่บุญธรรมของเธอป่วยเป็นมะเร็ง แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ถูกสั่งสอนจนขึ้นใจว่าให้รักศักดิ์ศรีไม่น้อยไปกว่าชีวิตตัวเอง อารยาคิดว่าเปรมวดีคงโกรธเธอถึงขนาดตัดชื่อเธอออกจากบัญชีของความเป็นเพื่อน แต่ปรากฏว่า อีกสามวันหลังจากนั้น เปรมวดีก็มาปรากฏตัวต่อหน้าเธอถึงที่อนามัย และข้างๆกันนั้นมีชายชาวอาหรับคนนั้นยืนอยู่ใกล้ๆ แม้ว่าใบหน้าจะเต็มไปด้วยหนวดเครารุงรังแต่เธอก็พอจะมองออกว่าเขากำลังยิ้มให้เธอ
“งานที่นี่น่าสนุกแบบนี้นี่เอง คุณถึงไม่ยอมเข้าไปกรุงเทพ” เขาชวนคุยด้วยภาษาอังกฤษ คนรอบข้างเธอต่างงุนงงและแตกตื่น แต่มันยิ่งตอกย้ำความคิดในแง่ร้ายของคนบางคนว่าเธอหมอนวดประเภทเอาตัวนาบ
“สงสัยเราจะคุยกันยาว เชิญที่ห้องพักดิฉันเถอะค่ะ”
อารายเดินนำไปที่ห้องพักของเธอซึ่งอยู่ที่ปีกขวาของอนามัย จะเรียกห้องพักก็ไม่ถูกนักเพราะมีแค่โต๊ะกับเก้าอี้ นอกนั้นก็เป็นตู้เก็บเอกสารและหนังสือต่างๆที่เธอต้องใช้เป็นประจำ แต่มันก็ทำให้คนที่เข้ามารู้ได้ในทันทีว่าเธอเป็นคนสมถะเพียงใด
“แกอย่าโกรธฉันนะ เค้าขอร้องให้ฉันพามา” เปรมวดีกระซิบบอกเพื่อนเบาๆ
“แน่ใจว่าเค้าขอร้อง ไม่ใช่ขู่บังคับ”
“บ้าสิ ถ้าขู่จริงฉันไปหาตำรวจไม่ดีกว่าเหรอไม่มาหาแกแบบนี้หรอก”
