บทที่ 10 10
เธออยากหนีไปจากจุดนี้ อยากหลีกหนีความวุ่นวาย อยากไปที่ไกลๆ ไม่ต้องพบเจอคนที่คอยทำร้ายหัวใจกันทุกชั่ววัน
แต่กว่าวันนั้นจะมาถึง เธอก็ไม่รู้ว่าต้องอดทนอีกนานแค่ไหน ได้แต่หวังว่าตัวเองจะแกร่งพอที่จะพาร่างกายอันเหนื่อยล้าไปยังจุดนั้นได้
‘พี่ไม่เคยขอให้ว่านมารัก’
‘แล้วที่ผ่านมา พี่โมกข์จะบอกว่าว่านคิดเข้าข้างตัวเองอยู่ฝ่ายเดียวงั้นเหรอ’
‘ไม่ได้ตั้งใจทำให้ว่านรู้สึกแบบนั้น พี่มองเราเป็นน้องสาวคนหนึ่ง’
‘น้องเหรอ แล้วตอนนั้นพี่…’ / ‘มันยังไม่เกิดขึ้น ว่านอย่าหลงประเด็น’
‘เพราะมันใช่ไหม พี่โมกข์พูดมาตรงๆ เลยดีกว่า ตั้งแต่มันเข้ามา พี่ก็เปลี่ยนไป’
‘ไม่เกี่ยวกับคนอื่น’
‘จะไม่เกี่ยวได้ยังไง!’
‘เพราะเราเป็นแบบนี้ไงล่ะ ต้องได้ดังใจทุกอย่าง ว่านเอาแต่ใจเกินไปรู้ตัวไหม!’
‘…’
‘พี่เบื่อนิสัยแบบนี้ของเราเต็มทน ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงกลายเป็นเด็กมีปัญหาแบบนี้’
‘…’
‘เธอมันแย่ รู้ตัวไว้ด้วย!’
เหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยเกินกว่าจะก้าวขาเพื่อวิ่งหนีจากตรงนี้ได้ แต่ละก้าวช่างหนักเหมือนมีหินถ่วงไว้ มัสยาพยายามฮึดสู้กับสิ่งที่เผชิญอยู่แต่ทว่าเรี่ยวแรงกลับหดหาย
“นี่!” น้ำเสียงดุดันดังขึ้น พร้อมกับแรงเขย่าฉุดให้คนที่จมอยู่กับห้วงฝันถึงกับสะดุ้งตื่นท่ามกลางหยาดเหงื่อที่เปียกชุ่ม “เป็นอะไรนอนกระสับกระส่ายไปมา”
มัสยากะพริบตาปรับสภาพรวมถึงทบทวนกับสิ่งที่เพิ่งผ่านพ้นมา ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งนอนข้างๆ แต่มีหมอนข้างคั่นไว้มองมาอย่างสงสัย
“ขอโทษค่ะ ว่านคงทำคุณตื่น”
“ไม่ตื่นให้มันรู้ไปแม่คุณ ดิ้นอย่างกับปลาขาดน้ำ” เขาหัวเสียพอสมควร ก่อนล้มตัวนอนโดยหันหลังให้ แต่มิวายพึมพำออกมาอีกระลอก “ฝันร้ายเป็นเด็กๆ ไปได้”
ฝันร้าย… เกิดขึ้นเฉพาะกับเด็กหรืออย่างไร
ตัวเลขเวลาที่แสดงบนหน้าจอโทรศัพท์ฉายชัดว่าเพิ่งจะตีสี่ แต่
มัสยาไม่สามารถข่มตานอนได้ต่อ จึงค่อยๆ ลงจากเตียงเดินออกจากห้องอย่างเงียบงัน พยายามรบกวนการนอนของอีกฝ่ายให้น้อยที่สุด
หลังประตูปิดลง คนที่แสร้งนอนกลับลืมตาขึ้นมา สอดแขนรองใต้ศีรษะหวนนึกถึงเมื่อครู่ที่สาวเจ้าละเมอพูดอะไรบางอย่าง ซึ่งเขาเองก็กำลังสะลึมสะลือจับต้นชนปลายไม่ถูก
โมกข์ขมวดคิ้วมุ่นสังหรณ์ใจบางอย่าง มีหลายคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มัสยากลายเป็นคนดูมีความลับเต็มไปหมด
‘ใช่ว่าว่านจะไว้ใจทุกคนนะ เพราะเป็นพี่โมกข์หรอก ว่านถึงยอมเล่า’
‘ทำไม? ไว้ใจพี่เหรอ’
‘อื้อ ไม่มีใครดีกับว่านเท่าพี่โมกข์อีกแล้ว’
‘ถ้าวันหนึ่งพี่ทำให้ว่านผิดหวังล่ะ เราจะให้อภัยพี่หรือเปล่า’
‘ให้อภัยอยู่แล้วค่ะ แต่การให้อภัยใช่ว่าสิ่งที่เราเจอมามันจะหายไป ยังไงมันก็ยังฝังอยู่ในนี้’
‘งั้นว่านถามพี่โมกข์บ้างสิ’
‘อะไรครับ’
‘ถ้าว่านทำตัวไม่น่ารัก เผลอทำอะไรผิด พี่โมกข์จะเกลียดว่านไหม’
‘ไม่น่าจะมีวันนั้น พี่ไม่มีวันเกลียดว่าน’
สุดท้ายมันก็เกิดขึ้น ซึ่งคนที่ทำให้ความสัมพันธ์เกิดรอยร้าวคือตัวเธอเอง ต่อให้ตอนนั้นเธอยังอยู่ในวัยที่ขาดวุฒิภาวะ แต่อย่างน้อยไม่ควรขาดความเป็นคน
โมกข์รับรู้มาโดยตลอดว่ามัสยาเป็นคนอารมณ์ร้าย สิ่งนี้เกิดจากการเลี้ยงดูของครอบครัวที่อาจซึมซับมาจากบิดาของหญิงสาว เมื่อใดที่เธอปักใจกับอะไรสักอย่างก็มักยึดสิ่งนั้นเป็นของตัวเองเพียงคนเดียว
และใช่… สิ่งที่ว่านั้นคือตัวเขาเอง
วันนั้นทั้งวันมัสยายังคงจมอยู่กับความฝันที่โผล่เข้ามา หญิงสาวรู้ตัวเองดีว่าช่วงไหนที่มันไหลย้อนกลับมานั่นหมายถึงสภาวะจิตใจตัวเองอยู่ในช่วงเปราะบาง
หรือเป็นเพราะความเครียดที่ต้องนอนเตียงเดียวกับโมกข์ มันเลยส่งผลด้านลบจนดำดิ่งแบบนั้น เห็นทีคงต้องรีบจัดการกับปัญหาเหล่านี้
มัสยาไม่ได้อยากถอนหายใจแต่ไม่รู้ทำไมกลับรู้สึกเหนื่อยหน่ายจนเผลอทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ กล่องข้าวที่บรรจุไว้อย่างแน่นหนาถูกจับใส่ถุงผ้าแล้วคล้องแขนไว้
“พี่จะออกไปข้างนอก ฝากดูร้านกันด้วยนะ” ตั้งใจจะเอาอาหารกลางวันไปให้คนเป็นสามี ไม่ใช่เพราะอยากเจอหน้าแต่เพื่อเป็นการขอโทษที่ทำเขาตื่นตั้งแต่เช้าตรู่
มารดาของโมกข์กลับบ้านหลังจากนั่งกินมื้อเช้าด้วยกันทั้งสามคน หน้าตาของท่านนั้นสดใส แถมยังอวยพรให้โมกข์กับเธอใช้ชีวิตคู่กันอย่างราบรื่น
เสี้ยววินาทีที่เธอกับเขาเผลอสบตากัน ต่างคนต่างรู้ความหมายของนัยยะที่สื่อถึงกัน ดังนั้นเราสองคนจึงได้แต่ยิ้มรับกับคำอวยพรนั้นทั้งที่ใจกระอักกระอ่วน
มัสยาคิดผิดที่เลือกขับรถมายังบริษัทของสามี เนื่องจากใกล้ช่วงพักเที่ยงดังนั้นรถจึงค่อนข้างแน่นหนาพอสมควร นี่คือสิ่งที่ต้องพบเจอทุกวันกับชีวิตเมืองกรุง จะว่าชินก็ยังไม่ชินสักที
เช้านี้โมกข์มีประชุม ไม่รู้ว่าจะลากยาวมาจนถึงตอนนี้หรือเปล่าไม่อยากโทรไปกวนเธอจึงส่งข้อความไปบอกว่าจะเข้ามาหา หากเขายังประชุมอยู่คงเอาของที่เอามาฝากวางไว้ที่โต๊ะแล้วจึงกลับ
“อ้าว คุณว่าน” ปิยวัฒน์เป็นคนสนิทพ่วงตำแหน่งเลขาฯ ของโมกข์ และเขาก็เป็นหนึ่งคนที่ได้ไปร่วมงานแต่งของเจ้านาย
“สวัสดีค่ะคุณวัฒน์ พอดีว่านแวะมาหาคุณโมกข์” โชคดีที่เจอชายหนุ่มก่อน “ประชุมเสร็จแล้วใช่ไหมคะ”
“เสร็จแล้วครับ คุณโมกข์อยู่ในห้อง คุณว่านเข้าไปได้เลย”
“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวโค้งศีรษะลงเล็กน้อย เพราะอย่างไรปิยวัฒน์ก็มีอายุมากกว่าเธอหลายปี
คนสนิทของสามีรอจนเธอเดินเข้าลิฟต์พร้อมกับกดหมายเลขชั้นให้ กระทั่งประตูปิดลงอีกฝ่ายถึงยอมเดินไปทำธุระตัวเองต่อ
ข้อความที่ส่งไปโมกข์ไม่เปิดอ่านด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อปิยวัฒน์ยืนยันว่าเขาอยู่ในห้องทำงานก็คงไม่ได้เข้าไปรบกวนหรอกมั้ง แค่ตั้งใจเอาของมาให้แป๊บเดียวเท่านั้น
