บทที่ 14 14
อากาศด้านนอกค่อนข้างโปร่ง หรือเพราะไม่ต้องทนอึดอัดกับบรรยากาศมาคุในบ้านก็ไม่รู้
“นั่งก่อน เดี๋ยวแม่หายามาใส่ให้”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะแม่” มัสยายืดตัวลุกขึ้นแล้วดันให้มารดานั่งลงกับเก้าอี้หวายแทน “ยังไงก็ต้องใส่แมสก์อยู่ดี”
แม้ความจริงแล้วตอนนี้จะเริ่มรู้สึกปวดๆ ที่แก้มแล้วก็เถอะ แค่
ไม่อยากให้ท่านเป็นห่วงเลยจำเป็นต้องโป้ปดไปแบบนั้น
“เรานี่นะ” ท่านถอนหายใจ แต่ก็ยังยิ้มกว้างคงเพราะเบาใจขึ้นมาหน่อยกระมัง “แล้วอยู่นู่นเป็นยังไงบ้าง ว่านมีความสุขไหมลูก”
อย่าถามหาความสุขเลย ถามหาความสงบในแต่ละวันยังดีกว่า
“ว่านโอเคค่ะแม่”
“แล้วเรื่องงานบ้าน อาหารการกินใครเป็นคนดูแล”
“พี่พรค่ะ ถ้าว่านว่างก็ลงมือช่วยงานเขาด้วย” อาจเป็นเรื่องโชคดีที่เธอค่อนข้างสนิทกับพรประวีพอสมควร ทางนั้นเอ็นดูเธอตั้งแต่เด็กๆ
“แม่ว่าจะให้อำไพรไปอยู่ดูแลหนู” อำไพรคือแม่บ้านคนเก่าคนแก่ ซึ่งคอยดูแลมัสยามาตั้งแต่เล็กยามที่คนเป็นพ่อแม่ไม่มีเวลาดูแล ยิ่งพอ
หญิงสาวแต่งงานออกเรือนไป อำไพรก็เหมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง มีอาการห่วงหาคุณหนูของตัวเอง
“ว่านคงต้องขอคุณโมกข์ก่อน” เพราะตอนนี้มีพรประวีคอยดูแล แต่คนเดียวก็อาจทำงานไม่ทั่วทุกบริเวณ “ไว้ว่านจะโทรบอกแม่อีกทีนะคะ”
“ที่พ่อเขาพูดน่ะ” หฤทัยดึงมือลูกมากุม “ว่านอย่าเก็บไปคิดมากนะลูก เวลาเขาโมโหก็มักควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่”
“ค่ะแม่”
ฝ่ามือเรียวที่เริ่มมีร่องรอยตามอายุลูบศีรษะบุตรสาว “ว่านของแม่เติบโตมาอย่างแข็งแกร่ง เชื่อว่าว่านจะผ่านเรื่องทุกอย่างไปได้”
มัสยาคลี่ยิ้มโถมตัวกอดมารดา หลับตาพริ้มซึมซับความสุขที่แทรกซึมเข้าสู่หัวใจ แม้จะเป็นคำพูดสั้นๆ แต่กลับสร้างพลังอันยิ่งใหญ่ให้แก่เธอ
“ว่านรักแม่ค่ะ”
นั่งคุยกันสักพักมารดาก็ขอตัวไปดูบิดา ส่วนมัสยาเลือกที่จะเดินเข้าไปในครัวเพื่อถามสารทุกข์สุกดิบคนอื่นๆ อำไพรถึงกับตรงเข้ามากอดมาหอมพร้อมบอกว่าจะขอติดตามเธอไปอยู่ด้วย
“คุณหนูของไพร คุณผู้หญิงบอกแล้วใช่ไหมคะ”
“ค่ะ” มัสยากอดตอบหญิงชราก่อนผละตัวออก “ยังไงว่านขอถามคุณโมกข์ก่อนนะคะ”
แววตาห่วงใยของอำไพรสำรวจคุณหนูตัวเองอย่างถี่ถ้วน ทั้งที่เพิ่งแต่งงานออกเรือนไปได้อาทิตย์กว่าๆ แต่ทำไมดูเหมือนมัสยาดูผอมลงเล็กน้อยจนเธอรู้สึกขุ่นใจ
“กับข้าวกับปลาที่นู่นไม่อร่อยเหรอคะ หรือมัวแต่ทำงานจนไม่กินข้าว”
“ฝีมือพี่พรอร่อยค่ะ แต่ว่านคิดถึงฝีมือป้าไพรที่สุด” ท่านทำเสียงขึ้นจมูกเมื่อมัสยาออดอ้อนด้วยการซบหน้ากับบ่า
“คิดถึงป้าก็พาป้าไปอยู่ด้วยนะคะ ป้าเป็นห่วง” นอกจากมารดาแล้วก็มีป้าอำไพรที่รักและเอ็นดูเธอเหมือนลูกหลานในไส้ ในวัยเด็กช่วงที่
ทุกคนออกไปทำงานเธอก็มักขลุกอยู่กับหญิงชราคนนี้
‘คุณท่านต้องออกไปทำงานเพื่อหาเงินมาเลี้ยงคุณหนูไงคะ เดี๋ยวเดียวท่านก็กลับมาแล้วค่ะ’
“ถ้าคุณโมกข์อนุญาต ว่านจะรีบโทรบอกนะคะ”
มัสยายังไม่รับปากเพราะคาดเดาคำตอบของโมกข์ไม่ได้ ขืนรับปากไปกลัวว่าจะเป็นการให้ความหวัง เพราะหากโมกข์ไม่อนุญาตมันก็ยาก
“ข้าวของป้าไม่เยอะหรอกค่ะ เสื่อผืนหมอนหนึ่งใบ ป้าก็อยู่ได้”
“แล้วนี่โอเลี้ยงไปวิ่งเล่นอยู่ที่ไหนคะ ตั้งแต่มาว่านยังไม่เห็นเลย” หญิงสาวดึงไปอีกเรื่อง พอจะรู้ว่าท่านคงอึดอัดพอสมควรถ้าไม่ติดว่ามีเธอ ป้าอำไพรคงกลับไปตั้งรกฐานที่จังหวัดบ้านเกิด
“อยู่ในกรงค่ะ” คนพูดมีสีหน้าไม่ดีเท่าไหร่ “ยัยส้มพาคุณหนูไปหาโอเลี้ยงเร็ว”
โอเลี้ยงเป็นหมาพันทางที่เธอเลี้ยงมาหลายปี สำหรับเธอแล้วมันเป็นหมาแสนรู้ ติดตรงที่บางครั้งอาจจะซนไปนิดตามประสา พอโตขึ้นก็คงเหมือนมนุษย์ทั่วไปที่มีความสุขุมขึ้น วิ่งเล่นน้อยลงไม่ได้อยากรู้อยากเห็นเหมือนเมื่อตอนยังเด็ก
ส้มพาเธอเดินลัดเลาะมายังด้านหลังสวน คิ้วเรียวขมวดมุ่นเพราะปกติที่ตั้งกรงจะอยู่ติดกับตัวบ้านหลังเล็กที่เธอลงทุนทำห้องให้มันอยู่ ให้นอนในบ้านแค่ช่วงกลางคืน ส่วนตอนกลางวันจะให้อยู่ในกรงเพราะอากาศถ่ายเทดีกว่า ปล่อยมาวิ่งเล่นเป็นเวลาโดยมีคนดูแลตลอดซึ่งก็คือส้ม
“ทำไมย้ายมาอยู่ตรงนี้” บริเวณนี้กิ่งก้านต้นไม้แผ่มาไม่ถึง หากฝนตกแน่นอนย่อมเปียกอย่างไม่ต้องสงสัย
“คุณผู้ชายสั่งค่ะ” ส้มรายงานเสียงแผ่ว สีหน้าไม่ได้ต่างจากป้า
อำไพรเมื่อสักครู่ด้วยซ้ำ “เมื่อหลายวันก่อนมันวิ่งเล่นอยู่ พอดีแขกของคุณท่านออกมาเดินเล่น โอเลี้ยงน่าจะอยากเล่นด้วยน่ะค่ะ ไปกระโดดใส่แขกคุณท่านเลยทำให้เสื้อผ้าเขาเปื้อน”
ฟังแค่นี้มัสยาก็พอจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง หญิงสาวย่อตัวลงเปิดกรงแล้วส่งเสียงเรียกสัตว์เลี้ยงตัวเองที่ยังนอนนิ่ง ผิดวิสัยโอเลี้ยงตัวเดิมที่แค่ได้ยินเสียงเดินก็มักนั่งกระดิกหางรอแล้ว
“โอเลี้ยง พี่ว่านเอง” โอเลี้ยงเหลือบมองก่อนลุกขึ้นนั่ง ยื่นมือลูบหลังแค่นั้นก็ได้ผล เนื้อตัวมีบาดแผลร่องรอยจากการถูกทำร้ายพาให้กระบอกตามัสยาร้อนผ่าว
หากจะบอกว่าโอเลี้ยงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอก็ว่าได้ เพราะแบบนี้เลยเจ็บปวดไม่น้อยที่เห็นมันเจ็บตัว
“ตอนกลางคืนล่ะ นอนในนี้เหรอ”
“คุณว่าน” ส้มทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “ห้องนั้นคุณผู้ชายทำเป็นห้องเก็บของไปแล้วค่ะ”
“งั้นเหรอ” ดวงตากลมโตทอดมองเพื่อนในคราบสัตว์เลี้ยงและระบายยิ้ม ฝ่ามือบางลูบหัวเมื่อมันทิ้งน้ำหนักมาที่เธอ “อดทนอีกนิดนะ
โอเลี้ยง”
อาจจะต้องยอมลดศักดิ์ศรีเพื่อขอร้องใครคนหนึ่ง แต่ถ้ามันจะทำให้สิ่งที่เรารักมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมเธอก็ยอม
