บทที่ 16 16

บนท้องถนนการจราจรค่อนข้างติดขัด ขนาดเผื่อเวลาไว้ราวๆ สี่สิบนาทียังเกือบจะไม่ทัน กว่าจะถึงบ้านได้เล่นเอามัสยาปาดเหงื่อ

ดูเหมือนวันนี้โมกข์จะกลับมาก่อนเวลา ดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องอยู่รอจนดึกดื่น เธอมีเรื่องที่จะคุยแล้วยังต้องทำข้อตกลงกับเขาในอีกหลายๆ อย่าง

“คุณว่านมาพอดีเลย พี่กำลังจะเตรียมอาหาร” พรประวีโผล่หน้าจากประตูห้องครัว พอเห็นมัสยาเดินเข้ามาจึงรีบสับเท้ามาช่วยถือกระเป๋า

“ไม่เป็นไรค่ะพี่พร เดี๋ยวว่านรีบเปลี่ยนชุดแล้วจะลงมาช่วย”

“โอย… ไปนอนแช่น้ำให้ฟินๆ เลยค่ะ เรื่องอาหารพี่จัดการเอง” มีอย่างที่ไหนเจ้านายบอกกับคนดูแลบ้านว่าจะรีบลงมาช่วยงาน “คุณโมกข์กลับมาตั้งแต่ชั่วโมงก่อนแล้วค่ะ ถามหาคุณว่านด้วย”

“เหรอคะ”

“ปกติคุณโมกข์ไม่เคยรีบกลับบ้าน” พรประวีถึงกับส่งยิ้มชนิดที่ว่ามองอย่างไรก็รู้ว่ามีเลศนัย “รีบขึ้นไปเถอะค่ะ พี่สัญญาว่าจะอยู่แต่ข้างล่าง”

มัสยาได้แต่ส่งยิ้มจางๆ ก่อนขอตัวขึ้นห้องไม่อยากดับฝันอีกฝ่าย

“เฮ้อ”

ร้านก็แทบไม่ได้เข้า แต่มัสยารู้สึกหมดแรงเหมือนวิ่งฝ่ากระสุนเป็นร้อยๆ นัด ดึงแมสก์ออกจากหน้าจับม้วนๆ ไว้ในมือเตรียมทิ้งเมื่อเข้าห้อง

ตอนนี้ทั้งอยากล้างหน้าทั้งอยากอาบน้ำ อยากนอนโดยไม่ต้องลงไปกินข้าว แต่ก็กลัวหิวตอนกลางคืนอีก วางแพลนไว้ว่าจะนอนแช่น้ำสักพัก แล้วค่อยแบกร่างไปหาโมกข์

แต่ดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้างเท่าไหร่นัก ทันทีที่ปลายเท้าเหยียบบันไดขั้นสุดท้าย ประตูห้องของคนที่เป็นสามีกลับเปิดออก

ยืนจ้องตากันสักพัก กลายเป็นโมกข์ที่สาวเท้าเดินมาแบบเนิบๆ ใบหน้าเรียบนิ่งไม่บ่งบอกถึงอารมณ์

“ไปไหนมา?” เขาเปิดคำถามทันทีที่เจอหน้ากัน “ผมแวะไปกินข้าวที่ร้าน เด็กที่ชื่อน้ำมนต์บอกวันนี้คุณไม่เข้าร้าน”

สรุปแล้วโมกข์ไปที่ร้านเธอจริงๆ แต่ไม่รู้ว่าธีรพัทธิ์ไปด้วยหรือเปล่า เธอได้แต่สงสัยแต่ก็ไม่ได้อยากรู้ขนาดถึงต้องเอ่ยปากถาม

“ว่านไปบ้านมาค่ะ” มองว่าการที่กลับไปบ้านมันก็เป็นสิทธิ์ตัวเอง ไม่จำเป็นต้องรายงานอะไร เพราะต่างคนต่างก็มีชีวิตของใครของมัน

“อยู่ทั้งวัน?” คนเป็นสามียังคงซักไซ้ต่อราวกับหญิงสาวไปทำอะไรผิดมา

“เสร็จแล้วว่านไปทำธุระต่อ”

“อืม” โมกข์ครางรับในลำคอ นัยน์ตาคมดุเพ่งพิศถึงความแปลกไปบางอย่าง จนเผลอมุ่นหัวคิ้วเข้าหากัน “หน้าไปโดนอะไรมา”

มัสยาชะงักชั่วครู่เกือบยกมือลูบแก้มส่วนที่โดนตบ เธอไม่ได้ส่องกระจกดูก่อนแต่ก็คิดว่ามันอาจจะเริ่มมีรอยช้ำจนทำให้อีกฝ่ายสังเกตเห็น

“ว่านซุ่มซ่ามเอง” เธอตอบปัดๆ แล้วรีบดึงข้อหัวสนทนาเรื่องอื่น “ขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะคะ ว่านจะได้รีบลงไปช่วยพี่พรเตรียมอาหาร”

“ทำอะไรก็ทำ”

เชื่อว่าโมกข์ไม่ใช่คนโง่ แต่คนอย่างเขาก็ไม่เคยปล่อยให้ใครตบตาได้ง่ายๆ แต่ในเมื่อเธอทำเพิกเฉย เขาก็คงไม่ยื่นมือเข้ามายุ่ง อย่างที่เคยบอกว่าต่างคนต่างอยู่ จะไม่ก้าวก่ายเรื่องกันและกัน

“อ้อ ปากกา” เกือบลืมไปแล้ว ดีที่เปิดกระเป๋าหยิบของเมื่อครู่

“พี่ฝันฝากมาคืนน่ะค่ะ”

คิ้วหนาเลิกขึ้นเล็กน้อย เขาคว้าปากกาด้ามนั้นไปเพ่งพิศก่อนจับยัดใส่ลิ้นชักราวกับไม่ใส่ใจเท่าที่ควร เห็นดังนั้นมัสยาจึงเลิกสนใจ เพราะตอนนี้สิ่งที่เธอควรทำคือรีบเปลี่ยนชุดลงไปเตรียมกับข้าวมื้อเย็น

“ว่านมีเรื่องจะคุยกับคุณค่ะ” มัสยาวางของว่างลงบนโต๊ะ ดูแล้วอาจจะได้คุยกันยาว แล้วก็น่าจะคุยไปถึงเรื่องสำคัญรวมทั้งข้อตกลงต่างๆ ในการใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคาหลังนี้

“อืม” เขารับคำได้อย่างน่าหมั่นไส้ในความรู้สึกของเธอ “ว่ามาสิ”

ชายหนุ่มปรายตามองเล็กน้อยก่อนเอนหลังกับพนักพิง ท่าทีเป็นต่อราวกับรู้ว่าเธอจะมาขอร้องหรือความช่วยเหลือบางอย่าง

“พี่พรทำงานบ้านคนเดียว ว่านอยากจะพาป้าอำไพรมาอยู่ที่นี่ด้วย” พูดไปก็สังเกตท่าทีอีกฝ่าย “เรื่องเงินเดือนของป้าอำไพร ว่านเป็นคนจัดการเองค่ะ”

“เอาสิ”

“มีอีกเรื่อง”

“อะไร”

“ว่านขอพาโอเลี้ยงมาอยู่ที่นี่ได้ไหมคะ” พอเธอย้ายออกมาก็แทบไม่มีใครดูแลมัน สัตว์มีเลือดมีเนื้อมีความรู้สึกไม่ต่างจากคน ตอนที่แวะกลับไปบ้านครั้งก่อนมันกระดิกหางตรงเข้ามาออดอ้อนเหมือนไม่เจอกันเป็นสิบๆ ปี

“ใครคือโอเลี้ยง?” ดูจากน้ำเสียงที่สาวเจ้าเลือกใช้แล้วมีความอ้อนวอนอยู่ในตัว “มีเหตุผลหรือความจำเป็นอะไรต้องมาอยู่ที่นี่”

“หมาของว่านเอง” ปลายประโยคมัสยาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเผลอพูดเสียงแผ่วเบา คงไม่แปลกหากโมกข์จะจำมันไม่ได้ เพราะส่วนมากมนุษย์เราเลือกที่จะจดจำสิ่งที่มีค่าต่อจิตใจตัวเองเท่านั้น “อยู่ที่นั่นไม่ค่อยมีใครดูแล ว่านเลยมาขออนุญาตคุณโมกข์ก่อน”

“ถ้าผมไม่อนุญาต?”

“ว่านเข้าใจค่ะ ไม่ใช่ทุกคนที่จะรักสัตว์ ที่นี่เป็นบ้านคุณ ว่านเคารพการตัดสินใจของคุณโมกข์อยู่แล้ว”

รู้จักการใช้คำพูดโดยที่ไม่มีความกดดันแต่กลับทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองดูเป็นคนใจดำขึ้นมาทันที โมกข์ยิ้มเยาะทว่าใจกลับนึกสนุกไม่น้อย

“อืม” เขาอนุญาตในที่สุด มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร “แต่อย่าให้มันสร้างความวุ่นวาย ผมถือว่าหมาตัวนั้นเป็นสิ่งที่คุณต้องดูแล”

“ว่านสัญญาค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” มัสยาดีใจจนปิดไม่มิด เรียวปากบางไม่สามารถหุบยิ้มได้ “ถ้าอย่างนั้นว่านอยากจะขออนุญาตอีก

สักเรื่อง”

“อะไรอีก”

“ขอยืมตัวคุณวัฒน์หรือใครก็ได้ค่ะ ช่วยไปยกกรงโอเลี้ยง ว่านยกคนเดียวไม่ไหว” ตอนนั้นเลือกซื้อกรงค่อนข้างใหญ่เพราะไม่อยากให้โอเลี้ยงรู้สึกอึดอัดเวลาที่ถูกขังในนั้น

“ให้วัฒน์จัดการ” ตอนแรกโมกข์นึกอยากกลับคำ แต่พอเห็น

แววตารื่นเริงของอีกฝ่ายเขาก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป