บทที่ 17 17

อยากจะรู้เหมือนกันว่าไอ้เจ้าโอเลี้ยงมันมีอะไรดี ถึงทำให้ผู้หญิงอย่างมัสยาดูมีความสุขขึ้นมาในชั่วพริบตา

“ไปวันไหนก็บอก” จะว่าไปเขาเองก็ยังไม่ได้ไปฝากเนื้อฝากตัวกับครอบครัวฝั่งนั้นด้วยซ้ำ “ผมตั้งใจจะไปหาพ่อแม่คุณพอดี”

และคิดว่าคนบ้านนั้นก็น่าจะอยากเจอเขาเหมือนกัน

สามวันต่อมามัสยากลับมาที่บ้านอีกครั้ง รอบนี้เธอไม่ได้มา

คนเดียว ตอนนี้โมกข์หายเข้าไปในห้องทำงานนั่งคุยกับศรุตบิดาของเธอ

พอได้อยู่กับมารดาสองคนก็เลยจับจูงพากันมาเดินเล่นในสวน

มัสยาจำได้ว่าตอนเด็กๆ เธอชอบมานั่งทำงานอดิเรกบริเวณนี้ ปลายดินสอถูกขีดเขียนเป็นรูปตามอารมณ์ในวันนั้นๆ

เป็นความรู้สึกสนุกปะปนไปกับความเหงา ชีวิตเธอถูกตีกรอบตั้งแต่จำความได้ วันว่างมีน้อยมากเพราะหมดไปกับการเรียนพิเศษ ดังนั้นความชอบของเธอจึงถูกตีค่าเป็นเพียงสิ่งไร้สาระ

‘ว่านอยากวาดรูปค่ะพ่อ ขอเรียนพิเศษด้านนี้ได้ไหมคะ’

‘ไม่ได้’

‘ฉันเลือกไว้ให้แกหมดแล้ว’

คนอื่นอาจมองว่าสิ่งที่คนเป็นพ่อปูทางให้นั้นเพราะอยากเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเรา ทีแรกมัสยาเคยคิดแบบนั้น แต่สิ่งที่ได้รับและสัมผัสกับตัวเองมันทำให้เธอรู้ซึ้งว่า

เธอเป็นแค่เครื่องมือของท่านก็เท่านั้น

หฤทัยยกมือลูบแก้มลูกสาว เพ่งพิศด้วยความห่วงหาสุดหัวใจ ร่องรอยอาจเลือนหายไปจากแก้มนวล แต่เชื่อว่าความเจ็บปวดยังคงติดอยู่ในใจของลูกไม่จางหาย

“แม่ไปอยู่กับว่านไหมคะ” มัสยาตัดสินใจถามท่าน “ไปอยู่กับว่านนะ”

ฝ่ามือบางเผลอกำแน่นเข้าหากัน มองเสื้อผ้าที่มารดาสวมใส่พลันหัวใจก็รวดร้าวเหมือนถูกบีบเข้าหากัน เธอไม่มีวันรู้เลยว่าภายใต้เสื้อแขนยาวนั้นมีรอยช้ำหรือไม่

เธอไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านถึงยอมทนอยู่อย่างนี้ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มัสยาเอ่ยปากชวนมารดาออกไปอยู่ที่อื่น    

“แม่อยู่ได้” ท่านตอบเหมือนเดิมพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้มัสยาจำต้องเบือนหน้าหนี

ทนเพราะอะไร ‘รัก’ อย่างนั้นเหรอ?

รักที่ดูเหมือนเป็นผู้ให้อยู่ฝ่ายเดียว อีกฝ่ายไม่เคยเห็นค่า ดีแต่ทำให้เจ็บช้ำน้ำใจกันร่ำไป มัสยาไม่เคยเรียกร้องให้บิดาเอ็นดูและรักลูกอย่างเธอ แต่อย่างน้อยท่านก็ควรช่วยดูแลและให้เกียรติภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย

“แม่ไม่ได้ทุกข์อะไรเลย อย่าทำหน้าแบบนั้น”

ราวกับท่านรับรู้สภาวะจิตใจของเธอ ถึงได้พูดแล้วก็ดึงเธอเข้าไปกอด

มัสยาเม้มปากเข้าหากันแน่น ข่มกลั้นความรู้สึกที่ตีตื้นขึ้นมาในขณะนี้ เธอมองออกว่ามารดาดีใจแค่ไหนกับการที่เธอได้แต่งงานกับโมกข์

‘อยู่กับคุณโมกข์ ว่านจะปลอดภัย’

“ว่านขอถามอะไรอย่างหนึ่งได้ไหมคะแม่” เธอตัดสินใจถามแม้ว่ามันเป็นเรื่องที่หนักใจอย่างยิ่งยวด ซึ่งท่านก็พยักหน้ายิ้มอนุญาตกลายๆ “เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างว่านกับคุณโมกข์ ไม่ใช่ฝีมือแม่ใช่ไหมคะ”

“ถามอะไรแบบนั้น” หฤทัยไม่ได้มีท่าทีตกใจแต่อย่างใด รอยยิ้มยังคงฉาบอยู่บนใบหน้าไม่จางหาย มีเพียงแววตาที่อ่อนแสงลงเท่านั้น

“แล้วถ้าเป็นแม่ ว่านจะโกรธหรือเปล่าลูก”

คำถามที่ย้อนกลับมาส่งผลให้ใจมัสยาวูบโหวง ท่านไม่ได้ยอมรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธเหมือนกัน

“จริงๆ ถ้ามีทางไหนที่ทำให้ว่านหลุดพ้นจากเรื่องพวกนี้ได้ แม่

ไม่ลังเลที่จะทำ” หฤทัยใช้ปลายนิ้วไล้พวงแก้มลูกสาว “แม่อยากเห็นว่านมีความสุข ได้ทำในสิ่งที่รัก”

แล้วท่านล่ะ มีความสุขหรือเปล่า?

“คุณโมกข์ไม่ได้รักว่านค่ะ” มัสยาบอกตามความจริง “แล้วว่านก็ไม่ได้รู้สึกกับเขาเหมือนก่อนแล้ว”

“แล้วว่านมีความสุขมากกว่าอยู่บ้านนี้หรือเปล่า”

“ว่านจะมีความสุขถ้าแม่ไปอยู่กับว่านค่ะ” นี่คือสิ่งเดียวที่เธอปรารถนา “ที่ไหนก็ได้ ว่านมีเงินเก็บนะคะ”

หฤทัยคลี่ยิ้มกว้าง ภูมิใจในตัวบุตรสาวไม่น้อย มัสยาเริ่มหาเงินตั้งแต่วัยแรกรุ่น เงินก้อนแรกที่ลูกขายภาพวาดได้ก็นำมาให้เธอ

“เก็บไว้เยอะๆ เลย ว่านได้เลี้ยงแม่แน่ๆ” คนเป็นแม่ว่าเสียงกลั้วหัวเราะ ดึงตัวมัสยามากอดอีกครั้ง ฝ่ามือที่เริ่มเหี่ยวย่นลูบศีรษะลูกไปพลางๆ

“แม่เห็นเอารถมาตั้งสองคัน มีอะไรหรือเปล่า”       

“ว่านจะพาโอเลี้ยงไปอยู่ที่บ้านโน้นนะคะ” มัสยาไม่ได้ตั้งใจทำให้มารดารู้สึกผิดหลังจากบอกเจตนารมณ์ตัวเอง “คิดถึงมันน่ะค่ะ วันไหนไม่ได้เข้าร้านว่านก็เหงาๆ”

“โมกข์เขาไม่ได้ว่าอะไรใช่ไหมลูก”

“เขาอนุญาตค่ะ เราคุยกันแล้ว” ดูเหมือนทุกคนในบ้านล้วนแต่เกรงใจโมกข์กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะพูดหรือทำอะไรมีแต่กลัวว่าผู้ชายคนนั้นจะไม่พอใจ

“ดีแล้วล่ะลูก ไม่ใช่อะไรหรอก แม่กลัวว่าเขาจะไม่ชอบพวกขนสัตว์”

มัสยาได้แต่ยิ้ม...

“ว่านเข้าใจค่ะ”

“ไม่รู้ป่านนี้คุยกันได้เรื่องหรือยัง” ท่านชะเง้อมองไปยังหน้าต่างห้องทำงานชั้นสอง โมกข์กับศรุตหายเข้าไปในนั้นอยู่นานสองนาน

ไม่รู้ว่าการพูดคุยระหว่างพ่อตากับลูกเขยดำเนินไปในทิศทางไหน แต่สีหน้าศรุตดูผ่อนคลายมากขึ้น มีรอยยิ้มประดับตลอดเวลา ซึ่งมัสยา

ไม่แน่ใจว่าเป็นเพียงยิ้มเอาใจหรือมาจากความรู้สึกจริงๆ

ส่วนโมกข์ก็ยังคงเดิม มีแต่ความเรียบนิ่งไม่บ่งบอกอารมณ์เท่าไหร่นัก

“พ่อรออุ้มหลานนะว่าน” ศรุตว่าเสียงกลั้วหัวเราะ มือก็ตบบ่า

ลูกสาวคล้ายลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้มีเรื่องบาดหมางใจกับเธอ “เพลาๆ เรื่องงานลงบ้าง ให้เด็กมันดูแลแทน แต่งงานแล้วก็ดูแลงานบ้านดูแลโมกข์ให้ดีๆ”

“ค่ะ” มัสยาตอบรับด้วยรอยยิ้ม

นี่ก็เป็นอีกอย่างที่เธอมีความคิดขัดแย้งกับคนเป็นพ่อ หรืออาจจะด้วยยุคสมัยหรืออะไรก็ตาม มัสยามองว่าผู้หญิงสามารถลุกขึ้นมาทำงานหาเงินพร้อมกับดูแลทุกอย่างได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป