บทที่ 7 7

“มีเต้นบ้างตุ้มๆ ต่อมๆ”

“อ้าว”

“แต่ไม่ใช่หัวใจ เป็นเส้นสมอง รู้สึกเหมือนจะประสาทเสียวันละหลายรอบ” มัสยาว่าเสียงกลั้วหัวเราะ สิ่งที่พูดไปนั้นไม่ได้เกินความจริงเลยสักนิด “มีช่องว่างให้จิกกัดเมื่อไหร่เขาไม่เคยเว้น อีกนิดหลังว่านจะพรุนแล้ว”

“ก็พอจะเข้าใจ เพราะมาดตอนนี้มันก็ชวนน่าหมั่นไส้จริงๆ” พลรบพยักหน้ารับเออออก่อนที่ประตูจะถูกปิดลง ส่วนเจ้าตัวเดินอ้อมมาประจำที่คนขับ

มัสยาถึงกับหลุดยิ้มราวกับได้รับคำเยินยอ ก็ที่เปลี่ยนแปลงตัวเองได้จนถึงทุกวันนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากชายหนุ่มไม่ใช่หรือไงกัน

‘วิธีชนะคนพวกนั้นก็คือพัฒนาตัวเองไปในทางที่ดี แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เรื่องไหนไม่สำคัญรีบๆ ปล่อยวางมันไป แบกไว้ทำไมให้หนัก’

ผิดคาดเล็กน้อยเมื่อกลับมาถึงบ้านเห็นรถของโมกข์จอดสนิทอยู่ในโรงรถ หรือที่เขารีบกลับบ้านมีผลพวงมาจากข้อความไลน์ที่ส่งมาให้เธอ เหลือบมองดูนาฬิกาก็พบว่านี่มันเพิ่งจะสี่โมงครึ่ง ที่สำคัญเจ้าตัวกำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่ในสวน แว็บหนึ่งเธอเห็นเขาขมวดคิ้วช่วงที่จ้องเข้ามาในรถ ก่อนหันหน้ากลับไปทางเดิมทำราวกับไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจ

“แจ็กพอตว่ะ” พลรบผิวปากพลางเหล่มองเพื่อนที่ยังนั่งนิ่งคาดเดาอารมณ์ไม่ถูก เวลาอยู่กับเพื่อนเป็นอีกคน พอก้าวขาเข้าบ้านที่กลายเป็นเรือนหอก็กลายเป็นอีกคน “กลับก่อนดีกว่า สบายใจ ส่งเพื่อนถึงบ้าน”

“ไอ้บ้ารบ!” มัสยาถึงกับอดใจไม่ไหวหันไปเอากำปั้นน้อยๆ ทุบแขนเพื่อนไปหนึ่งที “รีบกลับไปเลยไป”

พลรบหัวเราะร่วนเหมือนคนชอบใจ ทั้งเธอและเพื่อนพากันลงจากรถก่อนที่มันจะวิ่งออกไปโบกแท็กซี่ที่ขับผ่านมาพอดีราวกับรู้จังหวะ ส่วนคนอีกฟากก็ยังยืนคุยโทรศัพท์อยู่ทำเพียงปรายตามองทางนี้เพียงเล็กน้อย

ไม่ต้องเป็นหมอดูก็เดาได้เลยว่าอาหารมื้อเย็นคงไม่ใช่มื้อที่สงบสุขเท่าไหร่

มัสยาตรงขึ้นห้องรีบล้างหน้าเปลี่ยนชุดเพื่อที่จะได้ลงไปช่วยงานในครัวเตรียมอาหารมื้อเย็น แม้ว่าพรประวีจะร้องค้านว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ตัวเอง แต่เธอไม่อยากอยู่เฉย ใช่ว่าเป็นคนขยันขนาดนั้น แค่ไม่อยากอยู่ใกล้คนอย่างโมกข์เท่าไหร่

“หนูว่าน”

“คุณป้า สวัสดีค่ะ” ริมฝีปากบางยิ้มกว้าง แม้จะตกใจปนแปลกใจแต่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ได้เจอคุณป้าสรินทิพย์ “ไม่เห็นมีใครบอกว่านเลยว่าคุณป้าจะมา”       

“ป้าตัดสินใจกะทันหันน่ะลูก ที่จริงแวะไปหาหนูที่ร้านแต่เด็กบอกว่าหนูออกไปแล้ว”

“วันนี้ว่านออกไปตรวจงานมาด้วยค่ะ อยู่ร้านแป๊บเดียวเอง”คนพูดซบแขนหญิงสูงวัยอย่างออดอ้อน “ไว้คราวหน้าคุณป้าโทรบอกว่านก่อนนะคะ ว่านจะได้เตรียมของอร่อยๆ ไว้ให้”

สรินทิพย์หัวเราะพึงพอใจ มือก็ลูบศีรษะสาวน้อยที่กลายเป็นลูกสะใภ้ในวันนี้ เห็นมาตั้งแต่เล็กมีแค่บางช่วงที่เริ่มห่างๆ กันออกไป ไม่คิดว่าสุดท้ายจะกลายเป็นครอบครัวเดียวกัน

“หนูทำอะไรป้ากินได้หมดแหละลูก” คนอายุมากกว่าดึงตัวหญิงสาวออกจากห้องครัว ปล่อยให้การทำอาหารเป็นหน้าที่ของพรประวี “ป้าตั้งใจมาหาหนูกับเจ้าโมกข์ ไม่รู้ว่าที่นี่ขาดเหลืออะไรบ้าง”

มัสยาได้แต่ยิ้มเพราะสำหรับเธอแล้วไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรขาด เธอชอบที่โมกข์เว้นระยะห่างไม่ยุ่งเกี่ยวกันหากไม่จำเป็น ต่อให้ใช้ชีวิตภายใต้หลังคาเดียวกันแต่ก็ยังเหมือนคนแปลกหน้าต่อกัน

“ป้าได้ข่าวว่าหนูกำลังขยายสาขา”

“ค่ะ”

“ทำไมไม่มาเปิดที่ห้างเราล่ะลูก”

“เรื่องนี้ว่านต้องคุยกับเพื่อนที่หุ้นกันด้วยค่ะ” ในภายภาคหน้าอย่างไรเธอกับโมกข์คงไม่สามารถเดินร่วมทางกันตลอดไป ดังนั้นหากเลี่ยงได้เธอก็อยากทำ

“งั้นเหรอ” สรินทิพย์พยักหน้ายิ้มๆ “ใช่คนที่นั่งรถมากับหนูวันนี้หรือเปล่า”

“…”

“เจ้าโมกข์มาฟ้องป้าว่าวันนี้หนูพาหนุ่มมาบ้าน” ท่านว่าเสียงกลั้วหัวเราะ “แต่ป้ารู้ว่าเขาเป็นเพื่อนแล้วก็ยังเป็นหุ้นส่วน เด็กที่ร้านบอกป้ามาน่ะ”

“ว่านขอโทษที่อาจจะทำให้คุณป้าไม่สบายใจนะคะ” ต่อให้บริสุทธิ์ใจแต่สายตาคนนอกมองมานั้นเขาไม่ได้คิดเหมือนเรา “รบเป็นเพื่อนสนิทว่านตั้งแต่เรียนมหา’ลัยด้วยกันค่ะ”

“ป้ารู้ลูก” ท่านตบหลังมือหญิงสาวเบาๆ “ป้าเคยเห็นหน้าได้คุยกับพลรบบ้างประปราย เพราะรู้จักครอบครัวฝ่ายนั้นอยู่”

ชนชั้นสังคมระดับเดียวกันในสายตามัสยานั้นเป็นวงแคบ ไม่แปลกที่จะรู้จักกัน

“แต่หนูอาจจะต้องไปอธิบายให้เจ้าโมกข์ฟังอีกที เหมือนพี่เขาไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก” คนพูดเผยรอยยิ้มดูเลศนัย

ท่านคงคิดว่าลูกชายตัวดีมีความหึงหวงตามประสาคนรัก ซึ่งความจริงแล้วเรื่องพวกนี้ยังห่างจากคำว่า ‘หึง’ หรือ ‘หวง’ มากนัก

“คุณป้าคะ ว่านว่า…” เพราะท่านเป็นบุคคลที่เธอรักและเคารพ

ไม่ต่างจากมารดาตัวเอง เธอจึงไม่อยากโกหกกับเรื่องที่เกิดขึ้น

ทว่าท่านกลับหยุดคำพูดเธอด้วยการบีบมือเบาๆ

“ป้าไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของหนูกับลูกชายป้าเป็นยังไง แต่ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแบบนี้แล้ว เจ้าโมกข์ก็ต้องรับผิดชอบ”

การที่ท่านพูดแบบนี้เท่ากับคนอื่นๆ ก็น่าจะรู้เช่นกัน แม้เธอกับโมกข์จะเป็นคู่หมั้นกันตั้งแต่เด็กๆ แต่พอโตมาความห่างเหินมีมากขึ้น อีกทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ก็ไม่ได้ดึงเรื่องนี้ขึ้นมาพูด จนมัสยาคิดว่าการคลุมถุงชนคงยกเลิกไปแล้ว

จนมาเกิดเรื่องคืนนั้น

“ว่านไม่อยากโกหกคุณป้า คืนนั้นเราทั้งคู่มั่นใจว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ค่ะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป