บทที่ 5 ตอนที่ 1 สิ่งศักดิ์สิทธิ์เริ่มทำงาน

ปัจจุบัน…

“อื้อ~ ยาหยี๋เสียวจังเลยค่ะพี่เท็น” เสียงครางเล็ดลอดผ่านประตูห้องพักรีสอร์ตหรูบนเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เสียงที่ควรดังขึ้นในห้องของคนที่อ้างว่ามาสัมมนา

“เดี๋ยวนะ”

เรียวปากสีหวานเอ่ยขึ้นเสียงแผ่ว คิ้วเรียงสวยขมวดเข้าหากันด้วยความประหลาดใจ ‘มิลิน’ สาวน้อยวัยสิบแปดปีหยุดยืนอยู่หน้าประตูนั้น มือที่ยกขึ้นเพื่อจะเคาะค้างอยู่กลางอากาศ หัวใจเธอเต้นแรงผิดปกติ 

เธอจำได้ดี ชื่อผู้ชายที่ดังแทรกมากับเสียงครางนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนเลย

“อ๊าส์ พี่เท็นเบา ๆ สิคะ ยาหยี๋จะไม่ไหวแล้วนะ อื้อ เต้าช้ำหมดแล้ว”

“ยาหยี๋จะให้พี่เบาได้ยังไง ก็พี่คิดถึงยาหยี๋ขนาดนี้ อาาาา” เสียงซูดปากไม่ขาด พร้อมกับคำพูดเร้าหู

มิลินลดมือลงช้า ๆ สายตานิ่งเย็นกว่าที่ตัวเองคิด  คำอธิษฐานที่เธอขอวันนั้นเริ่มทำงานแล้ว 

“ชอบไหมท่านี้ พี่ไม่เคยทำกับใครเลยนะ”

“อ๊าส์ จริงเหรอคะ อย่าพูดให้ยาหยี๋ดีใจเล่นนะ อื้อ!”

“พูดจริง เรื่องแบบนี้ไม่มีใครหน้าไหนสู้ยาหยี๋ของพี่ได้อยู่แล้ว อาาา”

“คิดถึงมาก กว่าจะแอบมาเอาได้”

ยิ่งยืนฟังยิ่งเจ็บไปทั้งใจ เธอเป็นคนเลือกมาเซอร์ไพรส์ หลังรู้ว่าเท็น แฟนหนุ่มวัยยี่สิบห้า ลูกชายบริษัทคู่ค้าของพ่อเธอ บอกว่ามาสัมมนาบนเกาะ  แต่ดูเหมือนว่าน้ำเสียงของสองคนด้านใน ไม่ได้คุยกันเรื่องงาน

เธอไม่บอกเท็นว่าจะมา เธอคิดเพียงว่าอยากมาเซอร์ไพรส์เขา แต่ดูเหมือนคืนนี้ คนที่โดนเซอร์ไพรส์จะเป็นเธอ

“อ๊าส์ พี่เท็น ยาหยี๋เสียวไปทั้งกลีบเลยค่ะ อ๊าส์!”

“กระแทกอีกนิด อื้อ ยาหยี๋แอ่นก้นให้ค่ะ อ๊าาา”

มิลินยืนฟังต่ออีกไม่ถึงครึ่งนาที ก่อนเธอจะถอยหลังแล้วเดินออกมาอย่างเงียบงัน ไม่เสียงดังโวยวาย ไม่มีคำถาม มีเพียงความชัดเจนที่ก่อตัวขึ้นช้า ๆ ในอก

เธอพยายามตั้งสติเดินออกมาจากโถงทางเดินของรีสอร์ต ลมทะเลพัดผ่าน กลิ่นเค็มจาง ๆ ไม่ได้ช่วยให้หายเจ็บใจแม้แต่น้อย มีเพียงเสียงคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนตอกย้ำว่าเรื่องเมื่อครู่ไม่ได้เป็นแค่ความคิดฟุ้ง

มิลินเดินมาไม่ถึงสิบก้าว ก่อนเธอจะหยุดยืนอยู่ริมระเบียงชั้นสองของรีสอร์ต น้ำตาหยดแรกไหลออกมาช้า ๆ แม้เธอจะพยายามตั้งสติและข่มความเจ็บไว้

เธอไม่ดีตรงไหน พลาดอะไรไป คำถามวนซ้ำอยู่ในหัว แต่ไม่มีคำตอบไหนที่ทำให้ใจเบาลง

มิลินเติบโตมาในบ้านที่มีทุกอย่าง ชื่อเสียง เงินทอง อำนาจ แต่เธอกลับเชื่อในความรักแบบใส ๆ เชื่อว่าถ้าเธอซื่อสัตย์ อยู่ในกรอบที่เท็นวางให้ อีกฝ่ายจะซื่อสัตย์ไม่ไปไหน

แต่วันนี้มันกลับไม่ใช่…

เธอยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาอย่างลวก ๆ น้ำตายังไหลลงมาเรื่อย ๆ อย่างหยุดไม่อยู่

เธอไม่โกรธ ไม่แค้น ไม่คิดจะเอาคืน แค่เจ็บกับความจริงที่เพิ่งรู้ว่า ความจริงใจ ไม่ได้มีค่าเท่ากับความซื่อสัตย์เสมอไป

แต่ในระหว่างที่เธอกำลังเสียใจ อยู่ ๆ เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นตรงหน้า

กึก!

มิลินสะดุ้งเฮือก เธอชะงักทันทีเหมือนถูกดึงกลับจากห้วงความคิด ก่อนจะก้มมองลงไปตามเสียงนั้น แล้วก็เห็นกระเป๋าแบรนด์เนมของเธอหลุดลงไป กำลังค้างอยู่ขอบระเบียง

“กระเป๋า” เธอพูดเสียงเบาราวกับพูดกับตัวเอง ขณะมือเล็กก็พลางยกมือเช็ดน้ำตาบนใบหน้าอีกครั้ง

กระเป๋าใบนั้นไม่ได้ตกลงไปด้านล่าง มันค้างอยู่ตรงขอบระเบียงเอียงนิดเดียว และในนั้นมีทั้งโทรศัพท์ บัตรเครดิต มีทุกอย่างที่เธอจำเป็นต้องใช้

มิลินกวาดตามองพื้นที่ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ดวงตายังแดงก่ำ ระยะห่างระหว่างกระเป๋าและตัวเธอไม่ได้ไกลมากนัก แค่เพียงต้องก้าวข้ามราวเหล็กไป

พื้นปูนตรงนั้นแคบ ๆ แต่พอเหยียบได้ ถ้าระวัง…

ร่างบางประเมินทุกอย่างอย่างใจเย็น เหมือนคนที่เคยชินกับการตัดสินใจเร็ว แทบไม่เหลือเค้าอาการของเด็กสาวที่เพิ่งเสียใจเมื่อครู่

“ข้ามไปหยิบ แล้วกลับมาคงไม่เป็นไร”

หญิงสาวขยับเข้าไปใกล้ราวระเบียง มือเล็กจับขอบเหล็กแน่นแล้วถอดรองเท้าใช้ฝ่าเท้าเปล่าเหยียบลงบนเหล็กระเบียงเย็นเฉียบ

หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นนิด ๆ ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เป็นเพราะสมาธิทั้งหมดถูกรวมอยู่ที่จังหวะก้าว

มิลินชะลอการเคลื่อนไหว ค่อย ๆ วางน้ำหนักตัวลงทีละนิด สายตาไม่ละจากกระเป๋าที่อยู่ตรงหน้า และในวินาทีที่เธอกำลังจะก้าวข้ามไป เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากด้านหลังพร้อมกับเสียงตะโกน

“เฮ้!”

เสียงนั้นดังขึ้นกะทันหัน จนร่างมิลินสะดุ้ง ทั้งตัวชะงักค้างอยู่ตรงราวเหล็ก ก่อนที่จะโดนมือใหญ่ของใครบางคนจะคว้าแขนเธอไว้แน่น ในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีถัดไป

“คิดจะทำอะไร!”

แรงดึงนั้นทำให้เธอกลับมายืนพื้นรีสอร์ตเย็นเฉือบอีกครั้งพร้อมหัวใจที่เต้นแรงด้วยความตกใจ

“คิดกำลังจะทำอะไร!” เขาถามเสียงเข้ม ราวกับเพิ่งเห็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

“ปล่อยฉัน ฉันจะลงไป!”

“บ้ารึเปล่า มาแตะตัวฉันทำไม”

มิลินพูดพร้อมกับสะบัดแขนเธอออกทันที ชัดเจนพอจะบอกว่ากับเขาว่าอย่ามายุ่ง เธอหันกลับไปมองเขาเต็มตา ดวงตายังแดงจากการร้องไห้ แต่แววในนั้นแข็งกร้าวขึ้นอย่างรวดเร็ว

“เป็นบ้าอะไร”

“จะมาฆ่าตัวตายที่นี่ สงสารเจ้าของรีสอร์ตเขาบ้างไหม”

“ยังมีสติดีอยู่รึเปล่า”

ชายตรงหน้าหลุดปากออกมาอย่างน่าหงุดหงิด ทั้งที่ความจริงนิสัยไม่ได้เป็นคนปากไวขนาดนี้

มิลินหันขวับทันที เมื่อเขาพูดจบประโยค คิ้วเรียวขมวด น้ำตายังไม่แห้งดี

“ห๊ะ”

“ฉันเนี่ยนะ จะฆ่าตัวตาย”

“ฉันแค่จะไปเอากระเป๋า”

“ในนั้นมีทั้งโทรศัพท์ บัตร ทุกอย่างของฉัน”

เธอปฏิเสธตรง ๆ พร้อมบอกเหตุผลชัดเจน จนคนตรงหน้าถึงกับกลืนน้ำลายลงคอด้วยความประหม่า ที่เผลอพูดกล่าวหาเธอแบบนั้น แต่ทว่าก็ยังไม่แน่ใจมากมายนัก

“แล้วคิดว่าการปีนระเบียงตอนดึก ๆ แบบนี้มันปกติงั้นเหรอ”

“ปกติของฉัน” มิลินสวนกลับ

“คุณไม่รู้จักฉัน อย่ามาตัดสิน”

บรรยากาศตึงอยู่ครู่หนึ่ง มิลินจ้องหน้าเขานิ่ง คนตรงหน้าเธอ หล่อ หล่อมาก หล่อจนเธอสะดุดใจ ไม่ใช่หล่อแบบคนทั่วไป แต่เป็นหล่อแบบโครงหน้าคมเข้ม ไหล่กว้าง เสื้อเชิ้ตรับกับสรีระจนดูแพงโดยไม่ต้องพยายาม

“มองอะไร” เขาเอ่ยถาม เมื่อเห็นมิลินมองเขานานจนเกินไป

“มองคนที่คิดว่าฉันจะฆ่าตัวตาย เกินจริงไปหน่อย”

“จะมีอะไร”

เธอปรับเสียงเล็กน้อย ผู้ชายตรงหน้ามองเธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สายตาคมเข้มกวาดจากใบหน้าไปถึงท่าทางดื้อดึง

“หน้าคุ้น”

“เรียนอยู่มหาวิทยาลัยอีลิทาเวอร์ทิส ใช่ไหม” คำถามนั้นทำให้มิลินตาเบิกกว้างในทันที

“คุณรู้จักได้ยังไง”

เธอถามเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว เสียงกลับมาแข็งเหมือนเดิม ไม่ใช่แค่ตกใจเพียงแค่นั้น แต่มันปะปนไปด้วยความระแวงที่ผุดขึ้นอัตโนมัติอีกด้วย

“รู้ก็แล้วกัน”

“ไม่เชื่อ”

“ไม่เชื่อก็แล้วแต่”

“เดี๋ยว! จะไปไหน” มิลินเอ่ยขึ้นทันที เมื่อเห็นคนตรงหน้าหันหลังให้ เธอเบิกตากว้างอย่างไม่ยอม สองเท้าเล็กรีบสวมรองเท้าแล้วก้าวตามเขาไปทันที

“คุณรู้ได้ยังไง!” เสียงเธอดังขึ้นตามหลังร่างสูง

“เฮ้ ฉันถามอยู่นะ!”

ชายคนนั้นไม่หันกลับมา เขาเดินต่อไปด้วยจังหวะสบาย ๆ ราวกับไม่ได้ยินเสียงตะโกนนั้น ส่วนมิลิน เธอกัดฟันแน่น แล้วเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น

“หยุดก่อน!”

“คุณจะเดินหนีฉันแบบนี้ไม่ได้!”

“เดี๋ยวก่อนสิ!”

สองเท้าแกร่งของเขายังไม่หยุด จนกระทั่งมิลินคว้าแขนเสื้อเขาไว้จากด้านหลัง ใบหน้าหล่อเหลาหันกลับมาช้า ๆ สายตาคมเข้มก้มลงมองมือที่จับแขนเสื้อเขาอยู่

“ปล่อย”

“ไม่ปล่อย”

“จนกว่าคุณจะบอกว่าคุณรู้จักฉันได้ยังไง”

มิลินสวนทันที ชายหนุ่มมองเธออยู่นานเหมือนกำลังชั่งใจว่าจะพูดหรือไม่พูดดี แต่สุดท้ายเขาเลือกอย่างหลัง และคำตอบนั้นทำให้มิลินแทบสะอึก

“แค่เดา”

“กวนประสาท!” เธอหลุดปากออกมาทันควัน

“ใครกวนประสาท”

“ก็คุณไง! กวนประสาท!”

“ชื่ออะไร”

ร่างสูงหยุดนิ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆเหมือนยอมแพ้ให้ความดื้อของมิลินครึ่งหนึ่ง

“ฉันถามว่าชื่ออะไร!”

“ไม่ได้ยินรึไง”

เขายังไม่ตอบ ดวงตาคมเข้มมองมือที่มิลินจับแขนเสื้อแน่น หากไม่ยอมตอบคนดื้อดึงอย่างเธอคงไม่ยอมปล่อยเขาแน่

“วิกเตอร์”

“ชื่อวิกเตอร์ พอใจรึยัง”

ใบหน้าพริ้มเพรามองหน้าเขา สายตายังไม่คลายความระแวง แต่มีบางอย่างเพิ่มเข้ามา มันคือความสนใจที่ปฏิเสธไม่ได้

ร่างบางวัยสิบแปดขยับเข้าใกล้เขาอีกก้าว ใกล้พอจะเห็นเส้นกรามคมชัด ใกล้พอจะจับได้ว่าแววตาคู่นั้นนิ่งเกินคนทั่วไป

“วิกเตอร์เหรอ” เธอทวนชื่อเขาเหมือนจะนึกได้อะไรได้

“วิกเตอร์ หลิวไหม”

คำถามนั้นทำให้บรรยากาศหยุดชะงักไปแค่เสี้ยววินาที วิกเตอร์ไม่ตอบ สีหน้าเขายังนิ่งไม่เปลี่ยน

“ใช่รึเปล่า”

มิลินมองเขาตาแทบไม่กะพริบ เธอไม่แน่ใจว่ากำลังเดาถูกหรือแค่พูดส่งเดช แต่สัญชาตญาณบอกว่า เธอแตะอะไรบางอย่างเข้าแล้ว

“เราไม่ได้สนิทกัน รู้แค่นั้นก็พอ” น้ำเสียงของวิกเตอร์ชัดเจนพอจะขีดเส้น มิลินชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

“ไม่สนิท”

“แต่คุณรู้ว่าฉันเรียนที่ไหน รู้จักฉันตั้งแต่ยังไม่ทันแนะนำตัว แล้วบอกว่าไม่สนิท”

วิกเตอร์มองเธอ สายตานิ่งจนเดาไม่ออกว่าเขาคิดอะไรอยู่

“บางเรื่อง ไม่จำเป็นต้องสนิทถึงจะรู้”

“เอ๊ะ!”

มิลินเผลออุทานออกมาเบา ๆ เพราะวิกเตอร์ปัดแขนเธอทิ้งแล้วหันหลังให้เธออีกครั้ง เหมือนตั้งใจจะเดินหนีให้พ้นระยะสายตา

“เดี๋ยวสิ!” 

เธอหลุดเรียกตามไปก่อนจะทันคิด หัวใจเต้นแรงอย่างน่าหงุดหงิด คนอะไรหล่อแล้วยังนิ่งอีก 

มิลินสูดหายใจเข้าลึก ตั้งสติ เตือนตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเพิ่งอกหัก ยังไม่ควรตีสนิทใคร โดยเฉพาะผู้ชายปริศนาที่เดินหนีเก่งขนาดนี้ ไม่เพียงแค่นั้นเขายังทิ้งความระแวงไว้ให้เธอตั้งคำถามเล่น ๆ ในหัว

แต่ถึงจะคิดแบบนั้น สายตาเธอก็ยังเผลอไล่มองแผ่นหลังของเขาแทบไม่ละสายตา

“…”

มิลินขมวดคิ้ว ก่อนจะยกมุมปากขึ้นนิดเดียวเหมือนเพิ่งคิดอะไรสนุก ๆ ออก ถ้าเขาไม่ยอมอธิบายถ้าเขาชอบเดินหนี ถ้าเขาคิดว่าเธอจะยอมปล่อยผ่านง่าย ๆ งั้นก็เปลี่ยนเกม

“เฮ้ วิกเตอร์!”

“เดี๋ยวสิ”

เธอเรียกชื่อวิกเตอร์เสียงใสขึ้นกว่าก่อนหน้าเล็กน้อย ดังพอให้เขาได้ยินแน่

“รอก่อนสิ”

เธอวิ่งตามเขาจนกระทั่งถึงตัวเขาอีกครั้งในที่สุด วิกเตอร์แสดงความรำคาญออกมานิด ๆ แต่เธอไม่สน

“มีอะไรอีก”

“คุณ”

“คุณช่วยเอากระเป๋าฉันให้หน่อยได้ไหม” มิลินเม้มริมฝีปาก ก่อนจะยกคางขึ้นนิดหนึ่ง และคำขอนั้นทำให้วิกเตอร์เลิกคิ้ว สายตากวาดมองเธออย่างไม่เชื่อหู

“ทำไมฉันต้องช่วย”

“เพราะว่า”

“เอ่อ… เพราะว่าฉันยังไม่มีห้องพัก”

“ไม่มี” คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่นกว่าเดิม ชัดเจนว่าไม่เชื่อ

“รีสอร์ตระดับนี้ ไม่มีห้องให้”

“แล้วเข้ามาได้ยังไง ถ้าไม่มีห้องพัก”

มิลินเม้มปากแน่น เธอพยายามไม่นึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า ก่อนที่กระเป๋าเธอยังไม่หล่นแตะขอบระเบียง

“ฉัน… ยังไม่ได้เช็กอิน”

“ฉันแอบเข้ามากับคนที่พักในนี้”

“…” วิกเตอร์จ้องหน้าเธอนิ่ง เหมือนกำลังประมวลผล

“แล้วมาทำอะไรที่นี่ดึก ๆ ดื่น ๆ”

“เอ่อ” มิลินเงียบไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนเธอจะพูดออกมาด้วยท่าทีที่ลำบากใจ

“ฉันมาเซอร์ไพรส์แฟน”

“แต่ดูเหมือน”

“จะโดนแฟนเซอร์ไพรส์กลับ”

คำว่า ‘แฟน’ ทำให้สายตาวิกเตอร์เปลี่ยนทันทีเขามองเธออยู่อึดใจหนึ่ง เหมือนยังไม่เชื่อ ด้านมิลินเมื่อเห็นเช่นนั้น เธอจึงตัดสินใจเอ่ยขึ้นบอกเหตุผลเขาอีกครั้ง

“ถ้าคุณไม่เชื่อ” 

“ไปฟังเองก็ได้ ที่ห้องนั้น เขากำลังมีอะไรกับคนอื่นอยู่”


เขากำลังมีอะไรกับคนอื่นอยู่… หรือจริง ๆ แล้ว ยับมินั้นแหละคือคนอื่นสำหรับเขา งื้อออ 🥲 แต่ ๆ ไม่เป็นไรนะ คนใหม่อาจจะดีกว่าคนเก่าก็ได้ 🤭

Next Episode spoilers…

“รุ่นพี่มาเที่ยวเหรอคะ”

“ใครรุ่นพี่เธอ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป