บทที่ 10 ไม้กันหมา
หญิงสาวหมุนตัวกลับ คว้ากระเป๋าผ้าที่ตกอยู่บนพื้นแล้ววิ่งหนีออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว เสียงเรียกชื่อเธอจากไทม์ดังก้องไล่หลัง แต่ปาลินไม่คิดจะหันกลับไปมองอีกแล้ว เธอวิ่งกระหืดกระหอบเข้าไปในลิฟต์ กดปุ่มชั้นล็อบบี้ ร่ำไห้ออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้อีกต่อไป
สามปีที่สูญเปล่า... สามปีที่เธอเฝ้าโทษตัวเองว่าไม่ดีพอ ไม่สวยพอ ไม่น่าดึงดูดพอ แท้จริงแล้วเธอไม่เคยมีตัวตนในสายตาของเขาตั้งแต่แรก
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นล่าง ปาลินวิ่งฝ่าผู้คนที่เดินผ่านไปมาออกไปยังลานหน้าคอนโดมิเนียม
แสงแดดยามบ่ายคล้อยแยงตาจนเธอมองทางไม่ถนัด หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าโครงการ ยกสองมือขึ้นปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างไม่อายใคร กำแพงความเข้มแข็งที่พยายามสร้างไว้พังทลายลงไม่เหลือชิ้นดีทว่าในจังหวะที่โลกทั้งใบกำลังมืดมิดและเหน็บหนาว สัมผัสอุ่นวาบก็ทาบทับลงบนลาดไหล่บาง พร้อมกับเสื้อช็อปสีเลือดหมูตัวใหญ่ที่ถูกคลุมทับลงมาบนศีรษะ ปิดบังใบหน้าที่เปรอะเปื้อนน้ำตาจากสายตาของผู้คนรอบข้าง
ปาลินสะดุ้ง ชะงักเสียงสะอื้นแล้วเงยหน้าขึ้นมองผ่านช่องว่างของเสื้อช็อป
ร่างสูงโปร่งของวิคเตอร์ ยืนค้ำศีรษะเธออยู่ ชายหนุ่มล้วงมือข้างหนึ่งไว้ในกระเป๋ากางเกงยีนส์ ส่วนมืออีกข้างเพิ่งวางสมุดจดเลกเชอร์หน้าปกสีฟ้าลงบนพื้นที่ว่างบนม้านั่งข้างตัวเธอ
“ไม่ได้ตั้งใจจะตามมาสะกดรอยหรอกนะ... พอดีตอนที่เธอรีบวิ่งหนีออกจากร้านกาแฟ เธอทำสมุดเล่มนี้หล่นไว้ ฉันเลยกะจะเอามาคืน”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียบๆ นัยน์ตาคมดุที่เคยมองเธอด้วยความท้าทาย บัดนี้กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เธออ่านไม่ออก เขาไม่ได้ถามซอกแซก ไม่ได้เยาะเย้ย หรือซ้ำเติมความโง่เขลาของเธอ วิคเตอร์เพียงแค่ทรุดตัวลงนั่งย่อเข่าตรงหน้าม้านั่งระดับเดียวกับเธอ สายตาจดจ้องมองใบหน้าหวานที่เปียกปอน
"ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นแหละ"
ชายหนุ่มเอื้อมมือมาดึงปลายเสื้อช็อปให้คลุมไหล่เธอไว้อย่างมิดชิด ก่อนจะใช้หลังมือเช็ดหยาดน้ำตาที่เปรอะเปื้อนลิปสติกสีแดงตรงมุมปากอย่างแผ่วเบา
"อยากร้องก็ร้องออกมาให้พอ... เสื้อช็อปวิศวะซับน้ำตาได้ดีกว่าที่เธอคิดนะ ยัยเฉิ่ม"
สัมผัสที่ไม่ได้ล่วงเกิน แต่แฝงไปด้วยความปกป้องและเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทำให้ปาลินปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง หญิงสาวดึงเสื้อช็อปตัวใหญ่มาคลุมกระชับตัว ซุกหน้าลงกับท่อนแขนตัวเองแล้วร้องไห้จนตัวโยน
โดยมีเสือร้ายแห่งคณะวิศวะนั่งเฝ้าอยู่เงียบๆ ไม่ห่างไปไหน... เป็นครั้งแรกที่ปาลินรู้สึกว่า ภายใต้ความอันตรายของผู้ชายคนนี้ กลับมีความอบอุ่นบางอย่างที่ซ่อนอยู่ และมันกำลังค่อยๆ เยียวยาหัวใจที่แตกสลายของเธออย่างช้าๆ
เสียงสะอื้นที่เคยดังอย่างหนักหน่วงค่อยๆ แผ่วลงจนเหลือเพียงจังหวะการหอบหายใจติดขัด ปาลินซุกใบหน้าอยู่กับท่อนแขนตัวเองภายใต้ร่มเงาของเสื้อช็อปสีเลือดหมูตัวใหญ่ กลิ่นน้ำหอมแนวสปอร์ตผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ ที่ติดอยู่บนเนื้อผ้า ช่วยดึงสติที่แตกกระเจิงของเธอให้ค่อยๆ กลับเข้าที่เข้าทาง หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ใช้หลังมือปาดคราบน้ำตาที่ผสมกับรอยเครื่องสำอางจนเลอะเทอะเปรอะเปื้อนแก้ม ก่อนจะค่อยๆ ดึงเสื้อช็อปออกจากศีรษะ
วิคเตอร์ยังคงนั่งย่อเข่าอยู่ตรงหน้าเธอในท่าเดิม ชายหนุ่มไม่ได้แสดงอาการหงุดหงิดหรือรำคาญใจที่ต้องมานั่งเฝ้าผู้หญิงร้องไห้อยู่ริมถนนเป็นสิบนาที นัยน์ตาคมกริบทอดมองใบหน้าหวานที่บัดนี้แดงก่ำและบวมช้ำด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนที่เขาจะยื่นผ้าเช็ดหน้าสีเข้มที่เพิ่งล้วงออกมาจากกระเป๋ากางเกงส่งให้
"เช็ดหน้าเช็ดตาซะ... สภาพเธอตอนนี้ดูไม่ได้เลย ยัยเฉิ่ม"
น้ำเสียงทุ้มเอ่ยเรียบๆ ไม่ได้ปลอบโยนแสนหวาน แต่ก็ไม่ได้เจือแววเยาะเย้ย
ปาลินรับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมาถือไว้ ซับคราบน้ำตาอย่างลวกๆ
"ขอบคุณค่ะ... แล้วก็ขอโทษด้วยที่ทำให้เสื้อคุณเปื้อน"
"ช่างเสื้อเถอะ"
วิคเตอร์ลุกขึ้นยืนพลางล้วงมือลงในกระเป๋ากางเกงยีนส์
"ลุกไหวไหม ขืนนั่งอยู่ตรงนี้นานกว่านี้ เดี๋ยวไอ้หน้าจืดนั่นลงมาเห็น จะหาว่าฉันรังแกแฟนมันอีก"
คำว่า ‘แฟน’ ทำเอาหัวใจของปาลินกระตุกวูบ ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาอีกระลอก แต่คราวนี้เธอเม้มริมฝีปากแน่น บังคับตัวเองไม่ให้ร้องไห้ออกมาอีก หญิงสาวหยัดกายลุกขึ้นยืน คว้ากระเป๋าผ้าและสมุดเลกเชอร์ของตัวเองมาถือไว้แน่น
"ฉันไม่ใช่แฟนเขาอีกแล้วค่ะ"
ปาลินเอ่ยเสียงสั่นแต่พยายามบังคับให้หนักแน่น
"ฉันโง่เอง... โง่ที่ยอมเชื่อคำโกหกของเขามาตั้งสามปี คุณคงสมเพชฉันมากสินะคะ ที่เห็นฉันวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนออกมาแบบนี้"
วิคเตอร์เลิกคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่กลับพยักพเยิดหน้าไปทางรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบก์คันใหญ่สีดำสนิทที่จอดเทียบอยู่ไม่ไกล
"ไปล้างหน้าที่ปั๊มน้ำมันข้างหน้าก่อนเถอะ แล้วเดี๋ยวฉันไปส่ง"
เขาไม่ได้คาดคั้นถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นข้างบนคอนโดมิเนียม และไม่ได้ทำตัวอยากรู้อยากเห็นจนล้ำเส้น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ปาลินรู้สึกขอบคุณเขาจากใจจริง
หญิงสาวยอมเดินตามแผ่นหลังกว้างไปอย่างว่าง่าย วิคเตอร์ส่งหมวกกันน็อกให้เธอสวม ก่อนจะสตาร์ตเครื่องยนต์เสียงกระหึ่ม ปาลินก้าวขึ้นซ้อนท้าย สองมือจับขอบเบาะไว้แน่น ไม่กล้าเอื้อมไปแตะต้องตัวเขา แต่เมื่อรถกระชากตัวออกด้วยความเร็ว แรงเหวี่ยงก็ทำให้ร่างเล็กถลาเข้าไปปะทะกับแผ่นหลังแกร่งอย่างเลี่ยงไม่ได้
ตลอดเส้นทางไม่มีบทสนทนาใดๆ เกิดขึ้น มีเพียงสายลมที่พัดปะทะใบหน้า ช่วยพัดพาความอึดอัดและมวลความเศร้าให้เจือจางลงไปบ้าง
สิบห้านาทีต่อมา รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ก็เลี้ยวเข้ามาจอดที่ลานจอดรถของสวนสาธารณะริมแม่น้ำ ซึ่งค่อนข้างเงียบสงบและร่มรื่น วิคเตอร์ไม่ได้พาเธอไปปั๊มน้ำมันอย่างที่บอก แต่เขาเลือกสถานที่ที่ทำให้เธอได้นั่งพักผ่อนและทบทวนตัวเองเงียบๆ
ชายหนุ่มเดินไปซื้อน้ำดื่มขวดเย็นเฉียบจากตู้หยอดเหรียญมาส่งให้ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งตัวยาว โดยเว้นระยะห่างไว้พอสมควรเพื่อให้เธอไม่อึดอัด
"ดื่มน้ำซะ จะได้สดชื่นขึ้น"
ปาลินรับขวดน้ำมาเปิดดื่ม ความเย็นชื่นใจช่วยดับความร้อนรุ่มในอกลงไปได้มาก หญิงสาวทอดสายตามองสายน้ำที่ไหลเอื่อย ทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดที่เพิ่งเกิดขึ้น
สามปีที่ผ่านมา เธอทำตัวเป็นของตาย เป็นผู้หญิงเรียบร้อยในกรอบที่เขาขีดไว้ให้เดิน เพียงเพื่อหวังจะได้รับความรักที่มั่นคงตอบแทน แต่วันนี้เธอได้เรียนรู้แล้วว่า ความดีและความอดทน ไม่สามารถแลกความรักจากคนที่ไม่ได้รักเราได้เลย
"ฉันคิดว่า... ถ้าฉันทำตัวดีๆ ไม่เรียกร้อง ไม่ทำตัวน่ารำคาญ เขาจะเห็นค่าของฉันบ้าง"
ปาลินเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงแหบพร่าเจือความขมขื่น
"แต่สุดท้าย... ฉันก็เป็นแค่ ‘ไม้กันหมา’ เป็นแค่เครื่องมือโง่ๆ ที่เขาเอาไว้หลอกครอบครัว"
วิคเตอร์ละสายตาจากแม่น้ำเบื้องหน้า หันมามองเสี้ยวหน้าหวานที่บัดนี้เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่ใต้ความบอบช้ำ ชายหนุ่มล้วงมือลงไปในกระเป๋าเสื้อช็อป ก่อนจะดึงธนบัตรสีเทาสามใบออกมาวางแหมะลงบนพื้นที่ว่างระหว่างคนทั้งสอง
"ก่อนอื่น... เก็บเศษเงินของเธอคืนไปซะ ปาลิน"
