บทที่ 3
ระหว่างนั่งรถไฟกลับแอลเอ ผมมีเวลาทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างผมกับพ่อ ความโกรธและความผิดหวังยังคงแผดเผาอยู่ในอกอย่างชัดเจน และอาจจะมีความรู้สึกเสียใจกับความรู้สึกผิดปนอยู่ด้วยนิดหน่อยมั้ง?
ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน
ลึกๆ แล้วผมเริ่มรู้สึกเสียใจและรู้สึกผิดที่พูดกับพ่อไปแบบนั้น แต่ผมก็รีบปัดความรู้สึกนั้นทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
เขาสมควรโดนคำพูดพวกนั้นแล้ว เขาเองก็พูดจาร้ายกาจกับผมเหมือนกัน ไล่ผมออกมาเผชิญความหนาวเหน็บข้างถนนและไม่ยอมให้ผมกลับไป
เพราะงั้น ใช่ เขาสมควรโดนแล้ว ผมยังคงยืนยันในสิ่งที่ตัวเองพูดออกไป
เขาเป็นไอ้ปัญญาอ่อน เป็นพวกใจแคบ และคนแบบเขาไม่สมควรมีลูกหลานสืบสกุลด้วยซ้ำ ให้ตายเถอะ นี่มันศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดแล้วนะเว้ย บ้าฉิบ
แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าผมจะพยายามหาเหตุผลมาเข้าข้างคำพูดที่ตัวเองตอกหน้าพ่อไปมากแค่ไหน ความรู้สึกเสียใจและรู้สึกผิดก็ยังคงผุดขึ้นมาอยู่ดี หลายๆ ครั้งผมก็เกลียดตัวเองที่เป็นคนใจอ่อนเกินไป
และนี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ฟ้าเริ่มมืดแล้วตอนที่รถไฟมาถึงสถานี ผมไม่อยากกลับไปที่อะพาร์ตเมนต์อันเงียบเหงาและต้องอยู่คนเดียวตามลำพัง ผมเลยตัดสินใจไปบาร์เพื่อดื่มดับความเศร้าและความรู้สึกผิด
บาร์ของโทนี่คือตัวเลือกที่ดีที่สุด บาร์นี้คนแน่นเสมอ คึกคักไปด้วยผู้คนและเสียงเพลงที่เปิดกระหึ่ม ไม่มีที่ไหนเหมาะจะปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความซุกซนเล็กๆ น้อยๆ ได้ดีไปกว่าที่นั่นอีกแล้ว
ดังนั้น ผมเลยเดินเบียดเสียดฝ่าฝูงชนที่พลุกพล่านออกไป
ใช้เวลาประมาณสามสิบนาทีหรือราวๆ นั้นกว่าจะไปถึงที่นั่น ผมเดินเข้าไปโดยคาดหวังว่าจะได้เจอฝูงชนที่กำลังสนุกสุดเหวี่ยงกับเสียงเพลงจังหวะหนักหน่วง แต่ก็ต้องแปลกใจและผิดหวังเมื่อพบว่าข้างในแทบจะว่างเปล่า
โทนี่อยู่หลังเคาน์เตอร์ เขากำลังรินเครื่องดื่มให้ลูกค้าตอนที่ผมเดินไปนั่งบนเก้าอี้สตูล เขาเป็นหนุ่มเปอร์โตริโก รูปร่างสูงโปร่ง ดูดีมีเสน่ห์ มีหนวดและเคราครึ้มๆ บนใบหน้าที่ยิ่งขับให้เขาดูหล่อเหลาบาดใจ
ทันทีที่เห็นผม เขาก็ส่งยิ้มกรุ้มกริ่มแบบที่มักจะทำให้หัวใจดวงน้อยๆ ของผมเต้นรัวเสมอมาให้ แล้วเขาก็เดินตรงเข้ามา "ไง ว่าไงครับสุดหล่อ"
ผมส่งยิ้มยั่วเสน่ห์กลับไป ยักไหล่เบาๆ "ดินเนอร์สุดเซ็กซี่และโรแมนติกสำหรับสองที่ สนใจมาแจมไหมล่ะ"
ผมจำประโยคนี้มาจากในเน็ตน่ะ
เขาหัวเราะ "โธ่ คุณก็รู้ว่าผมพร้อมรับข้อเสนอนั้นเสมอ ไม่ว่าเมื่อไหร่หรือวันไหน"
แล้วเขาก็ขยิบตาให้ผม
โทนี่กับผมเคยคบกันมาก่อน เขาเป็นคนดี น่ารัก และแสนดีมากๆ ให้ตายเถอะ แต่เรื่องของเรามันไปกันไม่รอด สรุปสั้นๆ ก็คือ หลังจากคบกับผมมาสองปี เขาก็ตระหนักได้ว่าตัวเองยังไม่พร้อมที่จะผูกมัดกับผมอย่างจริงจัง และบอกว่าอยากจะออกไปค้นหาตัวเองและใช้ชีวิตให้เต็มที่ก่อนจะลงหลักปักฐาน
แต่ผมก็ไม่ได้โทษเขาหรอกนะ ผมเข้าใจเขาดี
เราสบตากันอย่างลึกซึ้งนานกว่าปกติเล็กน้อย และหัวใจผมก็เริ่มเต้นรัวเหมือนที่เคยเป็น ผมรู้สึกได้ถึงความร้อนที่เห่อขึ้นมาบนใบหน้า
เมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขาเมื่อกี้ มันก็ดูออกไม่ยากเลยว่าเขายังคงมีความรู้สึกให้ผมอยู่บ้าง เหมือนกับที่ผมยังรู้สึกกับเขา
"เอ่อ... คือ... ธุรกิจ อืม... วันนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ" ผมพูดขึ้นเพื่อพยายามทำลายความอึดอัด แล้วก็หลบตาเขา "เพิ่งเคยเห็นแบบนี้เป็นครั้งแรกเลย"
เขายักไหล่ "บางทีมันก็เป็นแบบนี้แหละ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรอก"
จังหวะที่ผมอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง ผู้ชายคนหนึ่งก็เดินเข้ามาแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างๆ ผม คำพูดทั้งหมดกลืนหายลงไปในลำคอ และผมก็ลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากจะพูดไปจนหมดสิ้น
ผมแอบลอบมองเขาอย่างรวดเร็ว แต่มันก็ไม่พอ สายตาผมยังคงจับจ้องอยู่ที่เขา พระเจ้าช่วย เขาหล่อเหลาราวกับปีศาจร้าย หล่อแบบหาตัวจับยากจริงๆ
แม้จะแค่นั่งอยู่ แต่ออร่าของเขากลับแผ่ซ่านครอบงำไปทั่วบริเวณ ไหล่ของเขาสูงกว่าผมอย่างเห็นได้ชัด ทั้งกว้างและดูทรงพลัง บ่งบอกถึงส่วนสูงที่คงจะทำให้ผมรู้สึกตัวเล็กลงไปถนัดตาถ้าได้ไปยืนอยู่ข้างๆ
เสื้อกั๊กสีเข้มแนบชิดไปกับเรือนร่างราวกับถูกตัดเย็บมาเพื่อยั่วกิเลสโดยเฉพาะ เนื้อผ้าตึงกระชับไปตามแผงอกกำยำที่ขยับขึ้นลงด้วยความมั่นใจอันเงียบงัน
ไล่ต่ำลงมา เสื้อกั๊กก็เข้ารูปจนเผยให้เห็นลอนกล้ามหน้าท้องเป็นมัดๆ ที่ดันดุนเนื้อผ้าออกมาทุกครั้งที่เขาขยับตัวเพียงเล็กน้อย
ลำคอผมตีบตันเพียงแค่ได้จ้องมองเขา และผมก็ต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ให้ตายสิ
ผิวของเขาไร้ที่ติ เรียบเนียนและเป็นสีโทนอุ่นภายใต้แสงสลัว ราวกับได้รับการจุมพิตจากแสงแดดและไม่เคยมีรอยตำหนิใดๆ มาแปดเปื้อน เส้นผมของเขาดกหนา ดำขลับ เป็นเงางาม และน่าจะนุ่มสลวย
ทุกสิ่งทุกอย่างในตัวเขาตะโกนก้องถึงความแข็งแกร่งและเสน่ห์อันล้นเหลือ ไม่ว่าจะเป็นสันกรามที่คมกริบ ท่อนแขนที่อัดแน่นจนเต็มแขนเสื้อ หรืออำนาจอันเงียบงันในท่วงท่าการวางตัวของเขา
คำว่ามีเสน่ห์ยังน้อยไปที่จะใช้อธิบาย เขามีแรงดึงดูดอย่างเหลือร้าย ด้วยเครื่องหน้าที่หล่อเหลาเหนือมนุษย์มนาจนยากจะเชื่อว่าเขามีตัวตนอยู่จริง
ผมไม่คิดว่าตัวเองเคยเจอผู้ชายแบบนี้มาก่อนเลย พระเจ้าคงตั้งใจใช้เวลาปั้นเขาขึ้นมาแน่ๆ โคตรไม่ยุติธรรมเลย
หัวใจผมเต้นแรงและรัวเร็วมากจนผมมั่นใจว่าเขาต้องได้ยินเสียงมันกระแทกกับซี่โครงแน่ๆ ความร้อนผ่าวลามเลียขึ้นมาถึงลำคอ ผมลืมแม้วิธีที่จะหายใจให้เป็นปกติ
ในชีวิตนี้ผมไม่เคยต้องการผู้ชายคนไหนมากเท่าที่ต้องการเขามาก่อน แก่นกายผมกระตุก ดุนดันเนื้อผ้ากางเกงในอย่างแรงจนเริ่มปวดหนึบ ผมละสายตาจากเขาไม่ได้เลยจริงๆ
โทนี่ก็เหมือนกัน ริมฝีปากเขาเผยอออก นัยน์ตาเต็มไปด้วยความปรารถนาและชื่นชม
“วิสกี้ออนเดอะร็อก” เขาพูดสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและเซ็กซี่ผิดมนุษย์มนาจนผมอยากได้ยินเขาพูดอีกครั้ง
“ค—ครับผม” โทนี่พูดติดอ่างแล้วรีบผละไปชงเครื่องดื่มทันที
ผมกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่เขา
แต่ก็แค่ไม่นาน เขาคงสังเกตเห็นว่าผมกำลังจ้องมองเขาด้วยความปรารถนาอย่างรุนแรง เขาถึงได้หันมาสบตาผม
เคยได้ยินสำนวนที่ว่า “ตกใจจนวิญญาณหลุดออกจากร่าง” ไหม? ใช่ คุณคงเคยได้ยิน ผมเคยคิดว่ามันก็แค่สำนวน แต่สงสัยผมจะคิดผิดซะแล้ว
ผมสะดุ้งจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่างตอนที่นัยน์ตาคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในตาผม
สีเหลือง แข็งกร้าว และอันตราย
ทันทีที่เราสบตากัน บรรยากาศรอบตัวเขาก็เปลี่ยนไป เขาไม่ใช่แค่ผู้ชายโคตรหล่อราวกับภาพฝันที่ผมอยากจะหลับนอนด้วยอีกต่อไป
เขากลายเป็น... เป็นตัวอันตราย... พระเจ้า ผมอธิบายเป็นคำพูดไม่ถูกเลย แต่ที่แน่ๆ เขาแผ่รังสีความมืดมิดออกมา และมีบางอย่างในตัวเขาที่ทำให้รู้สึกว่าคุณอาจจะถูกแผดเผาได้ถ้าเข้าใกล้มากเกินไป
ผมพยายามจะหลบตา แต่ก็ทำไม่ได้
“ไง” เขาเอ่ยทักผม
ผมมึนงงไปหมดที่เขาพูดกับผมจริงๆ ผมสติแตกและกลายเป็นคนประหม่าจนทำอะไรไม่ถูก ผมพูดไม่ออก ได้แต่อ้าปากค้างมองเขา หัวใจเต้นรัวแรงจนนึกว่ามันจะระเบิดออกมา
เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้ ใบหน้าห่างจากผมแค่ไม่กี่นิ้ว กลิ่นกายของเขาเติมเต็มปอดผมในทันที แทบจะดึงผมให้เตลิดไปจนสุดทาง เขามีกลิ่นหอมหวานผสมกับกลิ่นลาเวนเดอร์
แล้วเขาก็พูดเสียงแผ่วว่า “ฉันอยากเอานาย”
ผมสะดุ้งจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่างเป็นครั้งที่สอง ครั้งนี้รุนแรงกว่าเดิม คำพูดของเขาทำเอาผมตกใจจนแทบช็อก
ผมอ้าปากค้างกว้างกว่าเดิม หน้าแดงแจ๋เป็นมะเขือเทศ นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ผมคิดว่าจะได้ยินจากปากเขา
“ไม่ได้ยินที่พูดหรือไง” เขาถามด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ ทุ้มต่ำ และเต็มไปด้วยความเซ็กซี่ขยี้ใจสุดๆ “ฉันบอกว่า ฉันอยากเอานาย แบบหนักๆ แรงๆ แล้วก็ลึกๆ... จะเอาด้วยไหม หรือไม่เอา”
ผมยังคงพูดไม่ออกสักคำ อึ้งจนเป็นใบ้ไปแล้ว หยาดเหงื่อผุดพรายขึ้นบนหน้าผากและเริ่มไหลย้อยลงมาอย่างรวดเร็ว
ผมเป็นพวกขี้อายมาตลอด เป็นคนประเภทที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องพูดอะไรเวลาที่ผู้ชายหล่อไร้ที่ติเอ่ยปากทักทายง่ายๆ แล้วคุณจะหวังให้ผมมีปฏิกิริยายังไงเวลาที่ผู้ชายหล่อลากดินขนาดนี้มาบอกว่าอยากเอาผมล่ะ?
“อะไร? กลัวเหรอ” เขาถาม น้ำเสียงแข็งกร้าว ทุ้มต่ำ และเจือไปด้วยความเย้ยหยันอย่างจงใจ “กลัวว่าจะรับไม่ไหว? กลัวว่าจะรับฉันไม่ไหวหรือไง? หึ... ปอดแหกว่ะ”
ผมควรจะรู้สึกถูกดูหมิ่นและโกรธที่เขาด่าผมแบบนั้น แต่ผมกลับไม่รู้สึกเลย ไม่เลยสักนิด ตรงกันข้าม หัวใจผมกลับเต้นแรงขึ้นไปอีก การที่ผู้ชายหล่อขนาดนี้ต้องการผม มันถือเป็นคำชมที่ยิ่งใหญ่มากเลยนะ
ตอนนั้นเอง โทนี่ก็กลับมาพร้อมกับเครื่องดื่มและวางมันลงบนเคาน์เตอร์
“ได้แล้วครับ” โทนี่พูด พลางแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผากขณะจ้องมองเขาตาเป็นมัน
ชายหนุ่มสุดเซ็กซี่ไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใด เขาใช้ฝ่ามือหนารวบแก้วช็อตขึ้นมากระดกรวดเดียวหมดแก้ว แล้วพ่นลมหายใจออกมายาวๆ เขาล้วงมือไปที่กระเป๋าหลัง หยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา ดึงธนบัตรใบละสองดอลลาร์ออกวางไว้บนเคาน์เตอร์
“ไม่ต้องทอน” น้ำเสียงของเขาห้วนสั้น
จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืน ร่างสูงตระหง่านค้ำหัวผม บ่ากว้างผึ่งผาย ผมแอบหวังให้เขาปรายตามามองผมเป็นครั้งสุดท้าย แต่เขาไม่ทำ เขาแค่หันหลังแล้วเดินออกไป ดึงดูดทุกสายตาในบาร์ราวกับว่าเขาเป็นเจ้าของที่นี่
ผมรู้สึกเสียดายที่เห็นเขาจากไป
โทนี่ผิวปาก สายตายังคงจับจ้องไปที่ประตูทางออก “นั่นแหละเฮนรี่ สิ่งที่เราเรียกว่าผู้ชายตัวจริง! ให้ตายเถอะ! ฉันไม่ใช่ฝ่ายรับนะ แต่พับผ่าสิ ฉันยอมให้หมอนั่นพังฉันให้ยับเยิน แล้วจะทำอะไรกับฉันก็ยอมเลยว่ะ”
เมื่อผมไม่ตอบ เขาก็ตวัดสายตามามองผม “เพื่อน ทำไมหน้านายแดงขนาดนั้นวะ? เออจริงสิ ฉันเห็นเขาคุยกับนายด้วย เขาพูดอะไรกับนายเหรอ”
ผมนั่งนิ่ง ไม่ตอบคำถาม ได้แต่ครุ่นคิด สองมือชื้นเหงื่อวางอยู่บนตัก หัวใจเต้นกระหน่ำรัวและแรงจนแทบจะทะลุซี่โครง
ใจหนึ่งผมอยากจะสปริงตัวลุกขึ้น วิ่งตามเขาไป แล้วตอบรับข้อเสนอของเขา ที่จะเอาผม แบบหนักๆ แรงๆ และลึกๆ
ในขณะที่อีกใจก็อยากจะนั่งดื่มอยู่ตรงนี้ต่อไป แถมมันยังเป็นแผนการแต่แรกของผมด้วย... คือการมาที่นี่ ปาร์ตี้ และดื่มล้างความรู้สึกผิดและความเศร้าให้หมดไป
อยากรู้ไหมว่าใจฝั่งไหนชนะ?
ใช่ ผมว่าคุณคงรู้อยู่แล้วล่ะ
ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นยืน “ไว้เจอกันนะโทนี่”
ผมหมุนตัวแล้ววิ่งตามเขาไป
“เฮ้ย! นายจะไปไหนน่ะ!” โทนี่ตะโกนไล่หลังมา แต่ผมไม่ได้ยินเสียงเขาหรอก... เอ่อ ก็ไม่ได้หูหนวกจริงๆ หรอกนะ
แต่วินาทีนี้ ไม่มีอะไรสำคัญอีกแล้ว
ผู้ชายที่หล่อร้ายกาจขนาดนั้นต้องการจะเอาผม นั่นต้องเป็นเรื่องที่โคตรจะดีที่สุดในชีวิตเลยล่ะ
