บทที่ 6 หักหลัง

“พี่อาทิตย์เรากำลังมีลูกด้วยกันค่ะ” แพรวที่พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

ต่างจากผม...

“เธอว่าอะไรนะ?” ผมถามเธอกลับไปอีกครั้งเมื่อได้ยินสิ่งที่เธอบอก และหวังว่ามันจะได้ยินผิด

“แพรวท้องค่ะ” เธอบอกประโยคสั้นๆ แต่กลับชัดจนผมพูดอะไรไม่ออก พร้อมกับโผเข้ากอดผมทันที

“.....” ผมได้แต่ยืนนิ่งหัวขาวโพลน มันช็อกไปหมดไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไงและไปแบบไหนต่อ แต่ที่รู้ดีที่สุดมันไม่ได้มีความดีใจเลยแม้แต่น้อย

“พี่อาทิตย์ดีใจไหมคะ” แพรวผละออกมองหน้าผมก่อนจะถามผมอีกครั้งด้วยรอยยิ้มประดับใบหน้าไม่จางหายไป

“เธอตั้งใจใช่ไหม!” ผมผลักเธออออกอย่างแรงแล้วตะคอกถามเธอออกไปอย่างมั่นใจว่าทุกอย่างต้องเป็นความตั้งใจของเธอแน่

ผมรู้ว่าเธอตั้งใจเพราะผมกับเธอมีอะไรกันมาเป็นปีแต่เธอไม่ท้อง แต่พอเธอรู้ว่าผมจะแต่งงานเธอเลยเลือกที่จะปล่อยให้ตัวเองท้องเพื่อผูกมัดผมไว้

“พี่อาทิตย์ไม่ดีใจเหรอคะ” แพรวไม่ตอบคำถามของผม แต่เลือกจะถามผมกลับด้วยสีหน้าเสียใจอีกครั้ง แต่มันไม่ได้ทำให้ผมสงสารเห็นใจเธอเลยแม้แต่น้อย

“ทำแบบนี้ทำไม เธอคิดว่าลูกจะผูกมัดฉันได้เหรอ!” ผมบอกให้เธอรู้ ถึงจะมีลูกแต่เธอไม่สามารถผูกมัดผมได้หรอกนะ ถึงผมจะรับผิดชอบลูกก็เถอะ

“พี่อาทิตย์จะไม่รับผิดชอบเหรอคะ” เธอถามผมออกมาพร้อมน้ำตาเพราะคงคิดหวังว่าการทำแบบนี้จะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างที่เธอต้องการได้

“ทุกอย่างระหว่างฉันกับเธอจะยังเหมือนเดิม ฉันจะส่งเสียค่าเลี้ยงดูให้เธอกับลูก” ผมบอกเธอไปตามตรง

ถึงจะมีลูกแต่ถึงยังไงผมก็รักแพรวไม่ได้เพราะใจผมมีแต่เอย แล้วถ้าจะถามว่าทำไมผมไม่ป้องกันก็เพราะเธอเป็นคนแรกของผมไง แล้วที่สำคัญคือมันได้อารมณ์กว่าไง อีกอย่างมันก็เป็นปีเลยที่ไม่มีอะไรพลาด แต่ใครจะรู้ว่าเธอจะเล่นสกปรกแบบนี้ แต่ผมก็โง่เองแหละที่ไว้ใจคนอย่างเธอ

“ไม่! แพรวไม่ยอม แพรวไม่ยอมให้ลูกแพรวเป็นเด็กไม่มีพ่อหรอกนะ!” เธอบอกผมมาเสียงดังอย่างไม่ยอมแพ้และไม่ยอมรับอะไรสักอย่าง

“ถ้าไม่ยอมก็ไปเอาเด็กออกซะ หรือจะออกไปจากชีวิตฉันละ” ผมสั่งขึ้นอย่างเด็ดขาดทันที และไม่ได้ขู่ครับผมพูดจริงทำจริง

“พี่อาทิตย์” แพรวเรียกผมด้วยน้ำเสียงที่ผิดหวังเสียใจไม่น้อย แต่แล้วยังไงล่ะ อย่าคิดว่าวิธีสกปรกแบบนี้จะทำให้อะไรเปลี่ยนไปได้

“ถ้ายังอยากมีฉันและเก็บลูกไว้ก็อยู่ในที่ของตัวเอง แล้วฉันจะรับผิดชอบเธอกับลูกมาหาเธอกับลูกเหมือนเดิม” ผมพูดขึ้นอีกครั้งอย่างชัดเจนไม่ยอมรับ และก็ให้เธอได้แค่นี้จริงๆ

“ทำไมพี่ทำกับแพรวแบบนี้ ถ้าพี่ไม่แต่งงานกับแพรว แพรวจะฆ่าตัวตาย” และนี่แหละที่ทำให้ผมเริ่มจะเกลียดเธอ

“อยากตายก็เรื่องของเธอ ชีวิตของเธอเธอยังไม่เห็นค่า แล้วทำไมฉันต้องสนใจวะ!” ผมบอกเธอไปตามตรง จะบอกว่าไม่สนใจก็ใช่ แล้วที่พูดนี่อยากให้คิดได้มากกว่า

“พี่อาทิตย์ แพรวขอโทษ แพรวรักพี่นะคะ” เมื่อเห็นว่าไม่ได้ผลเธอก็อ่อนลงและเข้ามากอดผม

“ถ้ายังอยากมีฉันอยู่ก็ทำตามที่ฉันบอก” ผมบอกออกไปอีกครั้งอย่างไม่หวั่นไหวลังเลอะไรแม้แต่น้อย

“ค่ะ แพรวจะทำตามที่พี่อาทิตย์บอก” เธอตกลงกลับมา แต่ผมก็ไม่ค่อยเชื่อใจเธอเท่าไหร่หรอกนะ

“ถ้าเธอเล่นสกปรกอีกครั้ง เธอจะไม่ได้อะไรสักอย่าง” ผมบอกให้เธอรู้ว่ายังไงผมก็ไม่ยอมที่จะเป็นของเธอเด็ดขาด

“ค่ะ แต่วันนี้พี่อาทิตย์อยู่กับแพรวได้ไหมคะ” เธอตอบรับออกมาอย่างว่าง่ายอีกครั้งแต่ก็ไม่ลืมขอร้องผมอีกครั้ง

“อืม ไปนอนไป” ผมตอบรับอย่างตัดปัญหาก่อนจะบอกให้ไปนอน ส่วนผมก็เดินเข้าห้องน้ำชำระร่างกายให้ผ่อนคลายกับเรื่องกะทันหันที่ไม่ได้ตั้งตัว

ผมไม่น่าเข้าดึงเธอเข้ามาในชีวิตผมเลย ผมยอมรับว่าผมผิดเอง แต่จะให้ผมทำยังไงคุณก็เห็นว่าเธอรักผมมากแค่ไหน รักจนเหมือนคนโง่ รักจนกลายเป็นคนขาดสติ จะให้ผมสลัดเธอทิ้งผมก็กลัวว่าเธอจะฆ่าตัวตายจริงๆ และถ้าเป็นแบบนั้นมันคงเป็นตราบาปในใจของผมไปตลอด เพราะต้นเหตุไม่ต้องสืบเลยว่ามาจากผม ผมเลยต้องเก็บเธอไว้แบบนี้

เอย

วันนี้ฉันตื่นขึ้นมาโดยที่ที่นอนข้างๆ ว่างเปล่า เมื่อคืนพี่อาทิตย์คงไม่ได้กลับสินะ เห็นบอกว่ามีธุระด่วนแต่ฉันก็ไม่ได้ถามหรอก เพราะมันเป็นเรื่องงานของพี่เขา ถ้าพี่เขาอยากบอกก็คงไม่บอกแค่ว่าไปทำธุระหรอก คงบอกแล้วว่าไปไหนทำอะไร

แต่การที่เขาเลือกจะพูดแบบนี้นั่นหมายความว่าเขาไม่ต้องการจะพูดอะไรมาก ฉันเลยไม่อยากถามอะไร อ้อเดือนนี้พี่อาทิตย์ไม่ให้ฉันไปทำงานแล้วนะเขาบอกว่าอยากให้เก็บตัวจะได้เป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุด(เวอร์ไปอีกว่าที่สามีฉัน)

ครืด! ครืด! ครืด!

เสียงข้อความดังรัวจากโทรศัพท์ของฉัน ฉันเลยหยิบขึ้นมาดูก่อนจะเห็นว่าเป็นเบอร์แปลก ฉันเลยกดเข้าไปดูข้อความ เพราะเห็นส่งมาหลายฉบับ

Unknow :

ได้ส่งรูปภาพให้คุณ

ได้ส่งรูปภาพให้คุณ

ถ้าเธอไม่อยากพรากพ่อพรากลูกคนอื่น ก็ยกเลิกงานแต่งกับพี่อาทิตย์ซะ

เมื่อฉันเห็นรูปภาพและข้อความที่เบอร์แปลกส่งมาทำให้ฉันมืออ่อนสั่นจนคุมไม่อยู่จนโทรศัพท์ร่วงจากมือ

ภาพแรกเป็นภาพที่พี่อาทิตย์นอนหลับเปลือยท่อนบนอยู่บนเตียง และภาพที่สองคือภาพที่ตรวจครรภ์ขึ้นสองขีดกับข้อความที่ส่งมายืนยันว่าผู้หญิงคนนี้ท้องและพ่อก็คือพี่อาทิตย์

ฉันจะต้องคุยกับพี่อาทิตย์ให้รู้เรื่องว่าเรื่องทั้งหมดมันเป็นยังไงกันแน่ เขาหรือผู้หญิงคนนั้นที่เป็นคนโกหก

แล้วถ้ามันเป็นเรื่องจริงละฉันจะรับไหวไหม อีกแค่ไม่ถึงเดือนเราก็จะแต่งงานกันแล้ว แต่ถึงยังไงถ้าเป็นเรื่องจริงฉันก็ไม่ใจร้ายพอจะพรากพ่อพรากลูกใครหรอกนะ

10.20 น.

ตอนนี้ฉันนั่งรอพี่อาทิตย์อยู่ที่ห้องนั่งเล่นและเขาก็ยังไม่กลับ ถ้าถามว่าทำไมไม่โทร ฉันโทรไปแล้วแต่ไม่มีคนรับ ฉันเลยต้องมานั่งรอเขาโดยไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาตอนไหนแบบนี้ไง

แกรก!

แต่การรอคอยของคนเราก็ต้องมีสิ้นสุด เมื่อคนที่ฉันอยากเจอตอนนี้เขามาถึงแล้ว

“เอยมีอะไรหรือเปล่าพี่เห็นมิสคอลตั้งหลายสายแหนะ” พี่อาทิตย์ถามฉันอย่างร้อนรน แต่ไม่รู้ว่าเป็นของจริงหรือเสแสร้ง

“แล้วทำไมพี่อาทิตย์ไม่รับละคะ” ฉันไม่ได้ตอบแต่เลือกจะย้อนถามออกไปด้วยความข้องใจที่เขาไม่รับสายฉัน

“พี่ปิดเสียงไว้พี่เลยไม่ได้ยิน ว่าแต่เอยเป็นอะไรหรือเปล่าพี่เป็นห่วงแทบแย่” พี่อาทิตย์ยังคงถามฉันด้วยสีหน้าเดิมไม่เปลี่ยน

“เปล่าค่ะ แล้วพี่อาทิตย์ไปไหนมาเหรอคะ เมื่อคืนถึงไม่ได้กลับ” ฉันยังไม่ได้พูดอะไรแล้วถามพี่อาทิตย์ถึงเหตุผลการค้างข้างนอกที่เมื่อก่อนไม่เคยสงสัยอะไร และครั้งนี้ที่ได้สังเกตฉันกลับได้เห็นเขามีอาการไหววูบแวบหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นปกติ

“พี่ไปทำธุระน่ะ พอดีมันดึกแล้วพี่เลยไม่อยากขับรถ” พี่อาทิตย์ตอบกลับมาอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนที่ผ่านมา ที่ทำให้ฉันเชื่อได้ตลอดว่ามีงานด่วน ธุระสำคัญ

เพราะความรักความไว้ใจระหว่างเรา มันเลยทำให้ฉันเชื่อใจเขามาตลอด แค่เขาพูดคำเดียวฉันก็เชื่ออย่างไร้ข้อกังขาหรือความสงสัยจนต้องถามซอกแซก

ฉันไร้เดียงสาเกินไปสินะ

“ธุระอะไรคะ แล้วพี่นอนที่ไหน บอกเอยได้ไหม” ฉันถามออกไปด้วยน้ำเสียงปกติไม่ได้แสดงอาการอยากรู้อยากเห็นออกไปเท่าไหร่ แต่ปกติไม่เคยถามเขาแบบนี้

“ก็เรื่องงานแหละ แล้วก็เข้าไปนอนในออฟฟิต เอยอย่ารู้เลยเดี๋ยวจะปวดหัวเหมือนพี่” พี่อาทิตย์บอกฉันออกมาไม่ชัดเจนตรงประเด็น พูดปัดๆ กว้างๆ ไม่ได้เจาะจงอะไร

“เอยไม่รู้ก็ได้ค่ะ แต่เอยถามอะไรพี่อาทิตย์หน่อยได้ไหมคะ” ในเมื่อเขาไม่อยากบอกฉันก็จะไม่ถามเรื่องนี้ เพราะสุดท้ายมันมีเรื่องที่หากฉันถามออกไป เขาก็คงเข้าใจเอง ฉันเลยเอ่ยถามพี่อาทิตย์ออกมาเหมือนเป็นการขออนุญาตจะพูด

“อะไรครับ” พี่อาทิตย์ถามกลับด้วยสีหน้าสงสัยและรอฟังสิ่งที่ฉันจะพูด

“พี่อาทิตย์มีอะไรปิดบังเอยไหมคะ” ฉันถามออกไปเป็นการหยั่งเชิงเขา และดูท่าทีของพี่อาทิตย์

ที่ฉันยังไม่เลือกถามเขาตรงๆ เพราะอยากรู้ว่าสุดท้ายแล้วตอนมีโอกาส เขาเลือกจะบอกความจริงหรือปิดบังอะไรฉันต่อไป

“ก็ไม่นี่ พี่จะมีอะไรปิดบังเอยละ” พี่อาทิตย์ตอบกลับมาด้วยความมั่นใจพร้อมกับรอยยิ้มราวกับมันเป็นเรื่องตลกเรื่องหนึ่งเท่านั้น

แต่เสียใจด้วยที่ฉันมองทันได้เห็นสายตาของพี่อาทิตย์ที่บ่งบอกว่าเขาไม่ได้มั่นใจกับสิ่งที่พูดเหมือนที่พยายามแสดงออกมาให้ฉันเห็น

“เรากำลังจะแต่งงานกัน ถ้าพี่มีอะไรปกปิด เอยอยากให้พี่บอกเอยนะคะ...”

“เพราะเราต้องใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน เอยไม่อยากให้เรามีความลับต่อกัน” ฉันยังคงหยั่งเชิงเขาเหมือนเดิมต่ออีกหน่อย ฉันอยากรู้ว่าฉันเปิดทางให้ขนาดนี้แล้วเขายังเลือกจะปิดบังฉันอยู่ไหม

“ครับ ถ้าพี่มีอะไรพี่จะบอกเอยทุกอย่างไม่ปิดบังแน่นอน...”

“แต่ตอนนี้พี่ยังไม่มี เอยสบายใจได้เลยนะ” และพี่อาทิตย์ก็ยังเลือกที่จะปฏิเสธฉันเหมือนเดิมราวกับบริสุทธิ์ทุกอย่างไม่มีอะไรซุกซ่อนต่อกัน

งั้นก็คงต้องเอาหลักฐานให้ดูแล้วสินะ

“พี่อาทิตย์ช่วยดูนี่ให้เอยหน่อยได้ไหมคะว่าที่ไหน” ฉันบอกพี่อาทิตย์พร้อมกับหยิบโทรศัพท์มาเปิดรูปที่เซฟไว้ให้พี่อาทิตย์ดู

และอาการของพี่อาทิตย์ก็แสดงออกมาอย่างชัดเจนถึงความตกใจ

“เอยไปเอารูปนี้มาจากไหน!” พี่อาทิตย์ถามฉันขึ้นอย่างร้อนรนลืมตัว

“เอยว่าเอยไม่เคยใช้ผ้าปูสีนี้น่ะค่ะ เอยเลยสงสัยอยากให้พี่อาทิตย์ช่วยดูว่าเราเคยไปนอนที่ไหนที่ผ้าปูสีนี้ เพราะตามโรงแรงส่วนมากเขาใช้ผ้าปูสีขาว เอยก็เลยคิดไม่ออกค่ะ” ฉันยังคงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและถามพี่อาทิตย์

“.....” พี่อาทิตย์ดูกังวลและไม่พูดอะไรนอกจากนั่งมองรูปนั้นด้วยใบหน้าที่ดูเหมือนโกรธอะไรสักอย่าง

“อ๋อมีอีกรูปนะคะ นี่ค่ะมันหมายความว่าตั้งครรภ์ใช่ไหมคะ” ฉันบอกพร้อมยื่นรูปที่ตรวจครรภ์ให้พี่อาทิตย์ดูและทำเป็นถามเหมือนไม่มั่นใจในความหมายของมัน

“.....” พี่อาทิตย์เบิกตากว้างอย่างเห็นได้ชัดว่าตกใจมาก ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นดุดันอยู่กับจอโทรศัพท์ของฉัน

“พี่อาทิตย์ว่าคนที่เขาส่งอะไรแบบนี้มาให้เอยนี่เขาต้องการจะสื่ออะไรเหรอคะ” ฉันทำเป็นใสซื่อไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง ก่อนจะถามขอความเห็นพี่อาทิตย์กลับไปแทนเผื่อเขาเข้าใจมากกว่า

“เอยบอกพี่ได้ไหมว่าใครส่งมาให้” พี่อาทิตย์ไม่ได้ตอบคำถามของฉัน แต่เลือกจะหันมาถามเอาคำตอบจากฉันแทน

“ก็ใครสักคนนั่นแหละค่ะ พี่อาทิตย์อย่ารู้เลยเดี๋ยวปวดหัวเหมือนเอย” ฉันย้อนกลับคำที่เขาเคยพูดกับฉันก่อนหน้านี้พร้อมรอยยิ้มที่ทำเหมือนไม่ได้คิดอะไร

“เอย” พี่อาทิตย์เอ่ยเรียกชื่อฉันเบาๆ อย่างเลื่อนลอย ราวกับมีอะไรอยากจะพูดแต่ไม่พูดมันออกมา

“อ้อ! แล้วมีข้อความด้วยนะคะ นี่ค่ะ” ฉันบอกพร้อมยื่นข้อความให้พี่อาทิตย์ได้อ่าน

“.....” พี่อาทิตย์รับโทรศัพท์ฉันไปอ่านข้อความ เขากำโทรศัพท์ไว้แน่นพร้อมกับมือที่ดูสั่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“พี่อาทิตย์รู้จักเธอไหมคะ เอยอยากจะฝากไปบอกเธอน่ะค่ะ...”

“ว่าถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เอยก็จะคืนพ่อของลูกเธอให้ ไม่ต้องห่วง” ฉันพูดออกไปตามความจริงและใจเย็น แต่ก็ยังคงเสแสร้งว่าผู้ชายที่เป็นประเด็นตอนนี้ไม่ได้คิดว่าเป็นพี่อาทิตย์

“เอย พี่...” พี่อาทิตย์ที่เหมือนจะอยากพูดอะไรออกมาแต่ก็เงียบไปลงอีกครั้ง

“ถ้าเราถูกคนรักหักหลังหรือหลอกลวงแบบนี้ เอยคงให้โอกาสเขาไม่ได้และเลือกเดินออกจากชีวิตเขาดีกว่า...”

“พี่อาทิตย์คิดเหมือนเอยไหมคะ” ฉันพูดขึ้นตามความคิดราวกับการบอกเล่าเรื่องทั่วไป ก่อนจะหันไปถามและยิ้มให้พี่อาทิตย์ว่าเขามีความคิดเห็นแบบเดียวกับฉันหรือเปล่า และเห็นด้วยกับความคิดเห็นของฉันไหม

“พี่ขอโทษ” แล้วในที่สุดพี่อาทิตย์ก็พูดมันออกมาพร้อมน้ำตาที่ไหลอย่างน่าสงสาร... อย่างนั้นเหรอ?

“.....” และใช่ คำขอโทษของเขามันเป็นคำตอบแทนทุกอย่างแล้ว และมันก็ทำให้ฉันช็อกได้อย่างง่ายดายทั้งที่เตรียมตัวเตรียมใจไว้บ้างแล้วแท้ๆ แต่ก็ยังมีส่วนหนึ่งที่คิดว่าอาจจะแค่ถูกปั่นก็เป็นได้

แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่สินะ

การที่ฉันนั่งคุยกับเขาแล้วแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมันเจ็บก็จริง แต่มันยังไม่มีอะไรยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง แต่พอมันได้ยินเต็มสองหูแบบนี้ บอกได้แค่คำเดียวว่าช็อก นอกจากน้ำตาที่ไหลออกมาเองก็ยังมีลมหายใจเท่านั้นที่ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ แต่ที่เหลือมันไม่รับรู้อะไรแล้ว

“เอย พี่ขอโทษๆๆ” พี่อาทิตย์พร่ำคำขอโทษออกมาอย่างร้อนรนรู้สึกผิดในทันที

“.....” แต่ไม่รู้สิ เข้าใจคำว่าจุกจนพูดไม่ออกไหม นั่นแหละค่ะมันพูดอะไรไม่ออกจริงๆ จนได้แต่นั่งนิ่งพร้อมกับน้ำตาที่ยังคงไหลออกมาเรื่อยๆ

“พี่ขอโทษเอย พี่ผิดไปแล้วยกโทษให้พี่นะเอย” พี่อาทิตย์ลงมาคุกเข่าที่พื้นต่อหน้าฉันและร้องขออ้อนวอนโอกาสพร้อมคำขอโทษที่ดูเหมือนสำนึกผิดจริง

แต่มันมีความหมายด้วยเหรอ

“.....” ฉันได้แต่เงียบอยู่แบนั้นไม่ใช่ไม่อยากพูดอะไร แต่มันยังคงพูดไม่ออกจริงๆ เหมือนคนจมน้ำ เหมือนหายใจไม่ออก

“เอยพูดกับพี่หน่อยได้ไหมครับ” พี่อาทิตย์พูดออกมาด้วยสายตาที่อ้อนวอนหวาดกลัว แต่เขากลัวอะไรกันล่ะในเมื่อเขากล้าทำมันถึงขนาดนี้แล้ว

“เรา... เลิกกันเถอะ” และในเมื่อเขาอยากให้ฉันพูดกับเขา ฉันก็จะพูดมันออกมา

ใช่คำแรกที่ออกจากปากได้อย่างยากลำบาก มันหลุดออกไปแล้ว

ตอนนี้คำๆ นี้เท่านั้นที่เหมาะกับเรามากที่สุด เพราะต่อให้ฝืนต่อไปก็ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป