บทที่ 6 ตอนที่ 5 น้อง..อนาคตเมียมึง
ตอนที่ 5 น้อง..อนาคตเมียมึง
ใครจะอยู่รอจบมื้ออาหารก็ช่างมัน ไม่ใช่เรื่องที่ต้องสนใจ เพราะเรื่องที่น่าสนใจกว่าตอนนี้คือข่าวดีของผมกับเมริมากกว่า ซึ่งก็เป็นข่าวดีมาก ดีจนต้องรีบเหยียบไปหาเพื่อนรักถึงคอนโด
คอนโดปืน..
ผมยืนรออยู่ครู่หนึ่งยังไม่ทันได้ล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนดูฆ่าเวลา ประตูห้องของเพื่อนรักก็เปิดออกกว้างต้อนรับ..
“อ้าว เฮีย ไหนว่าไปกินข้าวกับว่าที่คู่หมั้นไง” เสียงรุ่นน้องในห้องที่มาก่อนแล้วเอ่ยทักขึ้น ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร เป็นไอ้เสือผู้ร่วมกระบวนการพนันเหล้าฟรีหรี่ฟรีนั่นเอง
“มานั่งเลย กูมีข่าวดีจะบอก” ผมพูดแล้วเดินไปหย่อนก้นนั่งโซฟาฝั่งตรงข้ามไอ้เสือ แล้วใช้มือชี้ไปยังที่นั่งข้างไอ้เสือ เชิงบอกให้เจ้าของห้องไปนั่งรอฟัง จนเมื่อไอ้ปืนนั่งลง ผมเลยสบตามันสองคนแล้วหัวเราะในลำคอเอ่ย..
“ที่พนันกันไว้เหลืออีกไม่กี่วันใช่ไหม?”
“ใช่ มึงกระจอก” ปืนพูดน้ำเสียงเย้ยหยัน
“อย่าเพิ่งด่วนสรุป”
“เฮียได้แล้วเหรอ?” เสือถามขึ้นสีหน้าไม่สู้ดี
“ยัง แต่อีกไม่นานเกินรอแน่นอน เครื่องกำลังติดไฟเลยว่ะ” ผมพูดแล้วกลั้วหัวเราะ ก่อนจะเอ่ยประโยคต่อไปที่ทำให้มันทั้งสองคนถึงกับไปต่อไม่เป็น
“ว่าที่คู่หมั้นกูคือเมริว่ะ โลกแม่งโคตรกลม”
“เดี๋ยว ๆ เฮีย ผมขออีกที” เสือรีบส่ายหน้าแล้วยกมือขึ้นปราม ขอให้เฮียพูดอีกครั้ง
“เมริคือคู่หมั้นของกู เดี๋ยวหมั้น..แล้วก็แต่ง”
“…” คราวนี้มันสองคนเงียบกริบ ไม่ถามไม่ไถ่ต่อเหมือนอย่างที่แล้วมา
“เตรียมเลี้ยงเหล้าเลี้ยงหญิงกูตลอดปีด้วยนะ มึงสองคนอะ..หึหึ” ผมพูดแล้วหัวเราะมองมันทั้งสองคนที่คงไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน แต่จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็คอยดูแล้วกัน เสืออย่างกรณ์ไม่มีพลาดอยู่แล้ว
“กูว่าอย่าเล่นแบบนี้เถอะ น้องรู้เดี๋ยวเป็นเรื่องใหญ่” ปืนพูดอย่างคนสำนึกผิด
“มึงสนใจอะไร? มันเป็นแม่มึงเหรอ”
“น้องมันอนาคตเมียมึงนะ!”
“ก็แค่ในนามเปล่าวะ อาจจะเก็บไว้เ..ย็-ดเล่น ๆ ในบ้าน เวลาเหงาขวย”
“มึงกำลังจะบอกว่า ต่อให้ได้แล้ว แต่งงานแล้วมึงก็ยังจะเที่ยวเล่น?”
“ถูกต้อง” ตอบเสียงดังฟังชัด
“กูว่าแบบนี้ไม่ดี ถ้ามึงจะเอาน้องก็เอาแค่น้องพอ เหล้ากูเลี้ยงได้ หญิงกูไม่เลี้ยง” ปืนพูดแล้วส่ายหน้าพรืดไม่เอาด้วย ทำคิ้วผมขมวดเข้าหากันก่อนจะชูนิ้วกลางให้มัน
“กระจอก! กลัวเหี้ยไร ไม่ใช่แม่กูสักหน่อย” มันไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะต้องหยุดเพื่อกินผู้หญิงคนเดิมซ้ำ ๆ เลยด้วยซ้ำ ไม่เข้าใจว่าเธอเป็นใครหน้าไหนดีเลิศแค่ไหน? มีอะไรดีที่ทำให้ต้องหยุด ทั้งที่ที่ผ่านมาผมก็ไม่เคยละเว้น..
“ผมว่าเฮียปืนพูดก็ถูกนะ ใจเขาใจเราอะเฮีย” เสือพูดเห็นด้วย
“พวกมึงนี่แม่ง! ดีเกิ๊น!” พูดขณะที่ชี้หน้ามันสองคน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังพนันกันดิบดี พอรู้ว่าเด็กนั่นเป็นคู่หมั้นผมหน่อยแม่งเปลี่ยนจากหลังตีนเป็นหน้ามือเฉยเลย
“เอาแบบนี้ กูเลี้ยงเหล้ามึงฟรีทุกงานจนกว่ามึงจะแต่งงานเลย นี่สุด ๆ แล้วนะ แต่เรื่องหญิง..กูไม่ส่งเสริม เพราะมึงกำลังจะมีเจ้าของ”
“ประสาท” ว่าให้ไอ้ปืนสีหน้าเอือมระอา ทั้งที่บอกไปแล้วว่าแค่ในนาม ในนาม! พวกมันฟังไม่เข้าหูเลยหรือไง แค่ในนามอะ ในนามเท่านั้นโว้ย! คิดแล้วก็อดหงุดหงิดไม่ได้ จากที่จะได้กินฟรีตลอดงานกลายเป็นว่ามีแค่เหล้าที่ฟรี เสียเวลาเต๊าะฉิบหายเลย
แต่เมื่อลองคำนวณผลลัพธิ์ที่ได้แล้ว ตัวผมเองก็ไม่ได้เสียหายอะไร แถมยังได้ผู้หญิงมาไว้แก้ขัดฟรี ๆ แบบที่ไม่ต้องแสวงหาหรือไปคอยเลือกตัวท็อป ๆ เลย เผลอ ๆ เมริอาจจะดีหน่อย เช่นเครื่องล่างใช้งานน้อย ฟิต..สดได้ อยู่รองรับอารมณ์ผมแค่คนเดียว ก็ถือว่า.. ‘ดี ดีเลยละ หึหึ’
เอาเป็นว่าวันอัปมงคลวันนี้ก็พอจะมีเรื่องมงคลอยู่เหมือนกัน อย่างน้อยก็ได้แดกเหล้าฟรีสองปี ได้เย..เด็กเล่น ๆ อีกยาว ๆ ‘มีแต่คุ้ม กับคุ้ม!’ คิดแล้วก็อยากทำความรู้จักกับเมริให้มากกว่านี้ เป็นไปได้ก็อยาก..ลองเช็กของก่อนหมั้นเลย
End Korn
Meri
ฉันกลายเป็นส่วนเกินบนโต๊ะอาหาร จนต้องขอตัวออกมาเดินเล่นให้อาหารย่อยระหว่างที่รอผู้ใหญ่คุยกัน
“โลกกลมจัง” พึมพำเสียงแผ่วเบา หันมองรอบตัวบ้านที่ใหญ่เอาเรื่องอยู่เหมือนกันยิ้ม ๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าควรส่งข้อความไปถามไถ่พี่เขาสักหน่อย ทว่าหน้าจอมือถือกลับปรากฏข้อความขึ้น
Korn : พี่มาถึงแล้วนะครับ กำลังจะคุยงาน ถ้าว่างแล้วตอบกลับพี่ด้วยนะ
เป็นข้อความที่เห็นแล้วอดอมยิ้มไม่ได้ทุกที เพราะมันบ่งบอกให้รู้ว่าพี่กรณ์นั้นแคร์ความรู้สึกฉันเอามาก ๆ ทั้งที่ความจริงแล้วพี่เขาไม่จำเป็นต้องรายงานทุกย่างก้าวขนาดนี้ก็ได้ แต่พี่เขาก็..ทำ แล้วฉันก็.. ‘กำลังจะแพ้ความสม่ำเสมอของผู้ชายคนนี้’
Meri : ตั้งใจทำงานนะคะ
Meri : เมริออกมาเดินให้อาหารย่อยค่ะ ผู้ใหญ่กำลังคุยกัน
“หือ อ่านไวจัง..” พึมพำมองช่องแชตที่ขึ้นว่าอ่านแล้วอย่างคนแปลกใจ
Korn : เลือกวันกันหรือยังครับ
Korn : ว่าที่คู่หมั้น
Meri : คุณลุงกำลังเลือกค่ะ ไม่แน่ใจว่าจะได้เมื่อไหร่
Korn : ไม่เป็นไร แล้วจะกลับกี่โมง ไม่ได้ขับรถมาเองใช่ไหม?
Meri : มากับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ คงกลับพร้อมท่านเลย
Korn : ไปดูหนังกันไหม พี่ทำงานอีกหนึ่งชั่วโมง ติดค่ำแต่คงไม่ดึก ดูหนังก็สองชั่วโมง กินข้าวอีกหนึ่งชั่วโมง
Meri : ขอคิดก่อนนะคะ
Korn : บอกคุณน้าว่าไปกับพี่ ท่านไม่ว่าหรอก ที่สำคัญพี่ไปส่งไม่เกินเที่ยงคืนแน่นอน
Meri : เอ่อ..
Korn : ยังไม่ดึกนะ ก่อนเที่ยงคืน แถมยังไปส่งถึงคอนโด ปลอดภัยหายห่วง
Meri : เดี๋ยวเมริให้คำตอบอีกทีนะคะ เกรงใจคุณพ่อคุณแม่ค่ะ
Korn : โอเค พี่ทำงานรอ
ขณะที่ฉันกำลังก้มหน้าชั่งใจคิดอยู่นั้น เสียงแม่ก็ดังขึ้น..
“แกรู้จักกับตากรณ์มานานเท่าไหร่แล้วล่ะ?”
“อ..เอ่อ เอ่อ..เดือน ๆ เดือนกว่า ๆ ค่ะ พี่เขาช่วยติวหนังสือ”
“รีบจับซะสิ ดูท่าจะสนใจแกอยู่เหมือนกันนะ”
ทำไมแม่ถึงพูดจาแบบนี้นะ รู้หรือเปล่าว่านี่ไม่ใช่บ้านเรา เกิดใครผ่านไปผ่านมาได้ยินเข้าจะรู้สึกยังไง จะไม่รู้สึกว่าพ่อแม่จับฉันมาประเคนให้ครอบครัวเขตวิภัทรเหรอ รู้ถึงไหนอายไปถึงนั่นแน่ นี่มันยุคสมัยไหนแล้วยังมีการจับคลุมถุงชนอีกหรือไง..
“เงียบ อยากสบายไหม? หรืออยากเรียนจบแล้วทำงานงก ๆ ไปจนวันตาย”
“แม่..” พึมพำเรียกท่านคล้ายอยากจะปรามเสียงแผ่วเบา ทว่าแม่กลับ..
“ถ้าแกอยากจะทำงานงก ๆ ก็ทำไปคนเดียว ฉันแก่มากแล้วไม่เอาด้วยหรอก เหนื่อย! อ้อ..ถ้าอยากให้พ่อแม่สุขสบายก็ตกลงแต่ง ๆ ไปซะ ถือซะว่าเป็นค่าน้ำนมที่ฉันเลี้ยงแกมาก็แล้วกัน หวังว่า..หนูเมริคงจะไม่อกตัญญูกับพ่อแม่หรอก ใช่ไหม?”
เหมือนว่าแม่จะตั้งใจมาทิ้งถ้อยคำแย่ ๆ ให้ฉันเก็บไปนอนนึกนอนคิดซึ่งก็แน่นอนว่าฉันต้องเก็บไปคิดทบทวนทุกถ้อยคำที่ท่านพูด
“ก็เพิ่งรู้ว่าการไม่ทำตามคำสั่งพ่อแม่ จะกลายเป็น..ลูกอกตัญญู..” คิดแล้วมันน่าน้อยใจนัก ทำไมฉันถึงไม่มีอิสระในการใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นบ้างเลยนะ ไอ้เราก็อยากมีโมเมนต์ เรียนจบ รับปริญญา ทำงาน เที่ยวเล่น ผ่อนคลายบ้างบางโอกาส แต่ไหง..เรียนยังไม่ทันจบก็ต้องหมั้นหมายมีเจ้าของแล้ว คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาว ๆ เป็นอันว่า..
Meri : เมริตกลงนะคะ ถ้าทำงานเสร็จแล้วมารับที่บ้านเลยก็ได้ค่ะ ผู้ใหญ่ยังคุยกันสนุกอยู่เลย
Korn : โอเค เดี๋ยวออกไป
