บทที่ 7 สองต่อสอง

บรรยากาศภายในรถยนต์ SUV คันหรูที่มุ่งหน้าสู่ไซต์ก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองเต็มไปด้วยความเงียบสงบจนชวนให้อึดอัด พริมรตานั่งเกร็งอยู่บนเบาะข้างคนขับ มือสองข้างกุมสายเข็มขัดนิรภัยไว้แน่น สายตาพยายามมองออกไปนอกกระจกด้านข้าง ทำทีเป็นชมทัศนียภาพของตึกสูงสองข้างทาง ทั้งที่ในใจกำลังเต้นระทึกราวดนตรีร็อก

ข้างๆ เธอคือ 'กวินท์' ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าอ่อนพับแขนขึ้นถึงข้อศอก สวมแว่นกันแดดสีเข้ม มือเรียวยาวจับพวงมาลัยรถด้วยท่าทางผ่อนคลาย กลิ่นหอมสะอาดเฉพาะตัวของเขาโชยอบอวลอยู่ภายในห้องโดยสารปรับอากาศ ยิ่งเติมเชื้อไฟให้ภาพความฝันเมื่อคืนขยันผุดขึ้นมาในหัวของพริมรตาไม่หยุดหย่อน

“ถ้าคุณยังเกร็งขนาดนั้น เข็มขัดนิรภัยรถผมอาจจะขาดได้นะ” เสียงทุ้มราบเรียบดังขึ้นทลายความเงียบ

พริมรตาสะดุ้งนิดๆ รีบคลายมือออกจากสายเข็มขัดนิรภัยทันที “เปล่าเกร็งสักหน่อยค่ะ... แค่กำลังคิดเรื่องแบบแปลนที่จะต้องตรวจวันนี้ต่างหาก”

“งั้นเหรอ?” กวินท์เหลบมองร่างเล็กข้างกายวูบหนึ่ง ยิ้มมุมปากเบาๆ “นึกว่ากำลังคิดเรื่อง 'คนในฝัน' อยู่อีก”

“ท่านประธาน!” พริมรตาหันไปมองเขาตาโต แก้มเนียนใสเริ่มขึ้นสีระเรื่อ “เลิกหยอดเรื่องฝันมั่วซั่วได้แล้วค่ะ ฉันบอกแล้วไงคะว่าไม่ได้ฝันถึงใครทั้งนั้น!”

“ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าผมหมายถึงใคร” กวินท์หัวเราะหึๆ ในคออย่างอารมณ์ดี “แต่คุณตอบรับไวขนาดนี้ แสดงว่าร้อนตัวจริง”

“คุณกวินท์!” พริมรตาหลุดปากเรียกร้องชื่อเขาด้วยความลืมตัว ก่อนจะรีบยกมือตะปบปากตัวเองเมื่อรู้ว่าเผลอเรียกชื่อเล่นของเขาออกไป

กวินท์ชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินเสียงหวานเรียกชื่อเขาตรงๆ ชายหนุ่มหันมาสบตาเธอผ่านเลนส์แว่นกันแดด สายตาคมปลาบนั้นเต็มไปด้วยความนุ่มนวลและพอใจอย่างปิดไม่มิด

“เรียกแบบนี้ก็น่ารักดี...” เขากระซิบเบาๆ ก่อนจะเลี้ยวรถเข้าสู่บริเวณไซต์งานก่อสร้าง “ต่อหน้าคนอื่นค่อยเรียกท่านประธาน แต่เวลาอยู่กันสองคน... อนุญาตให้เรียก 'คุณกวินท์' ได้”

พริมรตาเม้มริมฝีปากแน่น เขินจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี แต่ก็ต้องรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติเมื่อรถจอดสนิทที่หน้าอาคาร

เมื่อก้าวลงมาจากรถ ทั้งคู่สวมหมวกเซฟตี้เรียบร้อยแล้ว กวินท์ก็กลับเข้าสู่โหมด 'ท่านประธานสุดเนี๊ยบ' ทันที เขาเดินนำพริมรตาเข้าไปภายในตัวอาคารที่กำลังอยู่ระหว่างการตกแต่งภายใน สายตาคมกริบตรวจเช็กทุกรายละเอียดชนิดที่ว่าช่างก่อสร้างยังต้องเหงื่อตก

“ตรงนี้ม่านสีเข้มเกินไป แสงธรรมชาติส่องเข้ามาแล้วทำให้ห้องดูแคบลง แก้เป็นโทนสีครีมเบจ” กวินท์ชี้ไปที่กระจกบานใหญ่ในห้องเพนต์เฮาส์ชั้นบนสุด

“แต่โทนสีครีมมันจะทำให้ห้องดูไม่เป็นส่วนตัวนะคะ ถ้าเจอลูกค้าที่ชอบความเรียบหรูสไตล์ขรึมๆ” พริมรตาสู้กลับทันที

“แก้เป็นสีครีมแบบสองชั้น ชั้นในเป็นผ้าโปร่ง ชั้นนอกเป็นผ้าคุมแสง” กวินท์สั่งต่อโดยไม่ฟังคำคัดค้าน “แล้วก็... โต๊ะทำงานตรงมุมห้องนี้ มันทำองศาขัดตาไปหน่อย ปรับเอียงเข้าหาหน้าต่างอีกห้าองศา”

“ห้าองศาเนี่ยนะคะ?!” พริมรตาอ้าปากค้าง “สายตาคนเราแยกออกด้วยเหรอคะท่านประธานว่ามันเอียงต่างกันห้าองศา!”

“ผมแยกออก” กวินท์หันมามองเธอพลางยักคิ้ว “และในฐานะคนที่ต้องจ่ายเงิน ผมต้องการความเป๊ะทุกองศาครับ คุณสถาปนิก”

พริมรตานิ้วล็อคกับการจดบันทึกความจู้จี้ระดับสิบของเขา เธอแอบแยกเคี้ยวใส่หลังศีรษะของเขาเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ ตาแก่ perfectionist! จู้จี้จุกจิกเรื่องไม่เป็นเรื่องจริงๆ!

แม้จะแอบด่าเขาในใจไปหลายร้อยรอบ แต่ตลอดสองชั่วโมงของการเดินตรวจไซต์งาน พริมรตากลับเริ่มสังเกตเห็นมุมบางอย่างของกวินท์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ทุกครั้งที่เดินผ่านจุดที่มีเศษวัสดุก่อสร้างหรือสายไฟเกะกะ กวินท์จะเนียนขยับตัวมาเดินฝั่งภายนอกเพื่อต้อนเธอให้อยู่ฝั่งที่ปลอดภัยเสมอ ยามที่เธอต้องก้มมองดูงานการปูกระเบื้องพื้น เขาก็จะยื่นมือมาช่วยถือแฟ้มเอกสารหนักๆ ให้โดยไม่พูดอะไรสักคำ

แถมตอนที่วิศวกรคุมงานเดินเข้ามาคุยเรื่องปัญหาคนงานป่วยจนงานล่าช้า กวินท์ไม่ได้ดุด่าหรือกดดันอย่างที่เธอคิด เขากลับเอ่ยปากกำชับให้จัดหาหมอมาดูแลคนงาน และเพิ่มวันหยุดพักผ่อนให้ตามความเหมาะสมด้วยน้ำเสียงจริงจังทว่าอาทร

“ท่านประธานไม่ได้ใจร้ายอย่างที่คิดเลยนะคะ” พริมรตาหลุดปากพูดออกมาขณะเดินตามหลังเขาลงมาจากอาคารเพื่อกลับไปที่รถ

กวินท์หยุดเท้า หันกลับมามองเธอ “คุณคิดว่าผมใจร้ายเหรอ?”

“ก็... ตอนแรกคิดค่ะ” พริมรตายิ้มแหยๆ ยกมือขึ้นเกาแก้มแก้เขิน “หน้ายักษ์ เสียงดุ แถมยังชอบหาเรื่องต้อนคนอื่นจนมุมอีกต่างหาก”

“ผมทำแบบนั้นเฉพาะกับคนที่ผมอยากให้ความสนใจต่างหาก” กวินท์ตอบเสียงเรียบ แต่สายตาที่จ้องมองเธอกลับอบอุ่นจนพริมรตาใจสั่น

“มะ... หมายความว่ายังไงคะ?”

ยังไม่ทันที่กวินท์จะได้ตอบ คำตอบก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงท้องร้องจ๊อกๆ ดังสนั่นของพริมรตา!

ครืด...

พริมรตาแทบอยากจะมุดแผ่นดินหนี ณ ตรงนั้น! เธอรีบเอามือกุมท้อง ใบหน้าเห่อร้อนจนกลายเป็นสีแดงเถือก กวินท์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ—เสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีและจริงใจที่ทำให้ใบหน้าคมคายดูเสน่ห์แพรวพราวขึ้นเป็นเท่าตัว

“ไปหาอะไรกินกันดีกว่า... เดี๋ยวสถาปนิกแถวนี้จะไส้กิ่วตายซะก่อน”

กวินท์ขับรถพาพริมรตามาที่ร้านอาหารไทยบรรยากาศสบายๆ ใกล้ไซต์งาน ชายหนุ่มสั่งอาหารอย่างคล่องแคล่วโดยไม่ต้องดูเมนู และเมื่ออาหารมาเสร็จสรรพ พริมรตาก็ต้องแปลกใจระลอกใหญ่

บนโต๊ะมีแต่เมนูโปรดของเธอทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นแกงส้มชะอมกุ้ง ต้มข่าไก่ และต้มยำกุ้งน้ำใส แถมในจานแกงส้ม... กวินท์ยังคอยหยิบผักชีออกให้เธออย่างเป็นธรรมชาติตั้งแต่คำแรก!

พริมรตามองการกระทำของเขาด้วยความตกตะลึง มือที่กำลังถือช้อนค้างเติ่ง “คุณกวินท์รู้ได้ยังไงคะว่าฉันไม่กินผักชี?”

กวินท์ชะงักมือเล็กน้อย ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“ในฝัน... เวลาเรากินข้าวด้วยกัน คุณชอบบ่นเสมอว่าผักชีมันเหม็นเขียว แล้วก็ชอบเขี่ยมาไว้ข้างจานผมทุกครั้ง”

พริมรตาช็อกจนพูดไม่ออก หัวใจเต้นแรงราวก้องประโคม ภาพในฝันที่เธอมักจะละเมอเขี่ยผักชีใส่จาน 'สามีในฝัน' สว่างวาบขึ้นมาในหัวอีกครั้ง...

เขา... รู้เรื่องนี้ได้ยังไง?! มันเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ ที่เธอไม่เคยบอกใครเลยนะ!

“คุ... คุณกวินท์...” พริมรตาพึมพำ เสียงสั่นระริก “อย่าบอกนะว่า...”

“ใช่ครับ” กวินท์ยึดตัวขึ้น เอนหลังพิงเก้าอี้ สายตาคมจ้องมองเธอนิ่งอย่างเปิดเผยและจริงใจ “เรื่องความฝันที่คุณคิดว่าคุณฝันไปคนเดียวน่ะ... ผมเองก็ฝันเรื่องเดียวกัน สถานที่เดียวกัน และมีคุณอยู่ในนั้นมาตลอดสามปีเหมือนกันครับ พริมรตา”

บรรยากาศรอบตัวคล้ายจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ พริมรตานั่งอ้าปากค้าง ตากลมโตภายใต้เลนส์แว่นขยายกว้างด้วยความตื่นตะลึงขั้นสุด!

ความลับเรื่อง 'พันธะสัญญาในความฝัน' ที่เธอเก็บซ่อนไว้และคิดว่าตัวเองบ้าไปเอง บัดนี้ถูกชายตรงหน้าเอ่ยออกมาอย่างหมดเปลือก... ชายหนุ่มผู้เป็นทั้งท่านประธานสุดเนี๊ยบ และสามีในฝันของเธอคนเดียวกัน!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป