บทที่ 6 05
“เธอจะยืนอีกนานไหม?”
เสียงสกายดังขึ้นพร้อมแรงดึงที่ข้อมือพาให้ปลายฟ้าหลุดออกจากภวังค์กลับมาที่โลกแห่งความจริง เธอมัวแต่คิดเรื่องเหมาะสมไม่เหมาะสมจนเหม่อลอย ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าใครเรียกเธอไปบ้าง
แต่ดูจากสีหน้าของลินดาและสกายก็เดาได้ไม่อยากว่าคงเรียกไปเกิน 10 ครั้ง
“ขอโทษที ช่วงนี้...งานเราเยอะจนเบลอ ๆ นะ” ปลายฟ้าเอ่ยขอโทษพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ร่างเพรียวหมุนกายเดินเลี่ยงไปทางชิงช้าที่เคยนั่งแต่กลับโดนแรงดึงปริศนารั้งแขนเอาไว้ก่อน
“จะไปนั่งไกลทำไม นั่งกับเราก็ได้นิ” เป็นสกายที่คว้าแขนและดึงรั้งเธอไว้ พลางเอ่ยชวนให้นั่งข้างกัน
ปลายฟ้ารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเป็นไข้ ทั้งที่สกายก็แค่ชวนนั่งปกติ แต่กลับเป็นเธอเองที่ขัดเขินจนไม่มีความกล้าพอจะนั่งลงข้างชายหนุ่ม
“ไม่...”
“นั่งเถอะ ฉันไม่กัดเธอหรอกน่า”
คำกล่าวเชื้อเชิญดังขึ้นอีกครั้ง สั่นคลอนศีลธรรมทุกอย่างในจิตใจจนหมดสิ้น ร่างเพรียวบางทรุดกายลงนั่งข้าง ๆ เพื่อนสนิทที่เธอแอบหลงรัก แน่นอนว่ามันเป็นทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี
เรื่องที่ดี คือเธอได้มีโอกาสใกล้ชิดกว่าปกติ
เรื่องไม่ดี คือถ้ามีคนเห็นภาพของเธอและสกายในโซเชียลมีเดีย อาจเกิดการเข้าใจผิดจนสกายเสียหายได้
และเรื่องนั้นรวมถึง เป็นต้นเหตุให้สกายทะเลาะกับแฟนสาวด้วย
“งานที่บริษัทมันเยอะมากเลยเหรอฟ้า ฉันเห็นแกเหม่อตั้งนาน เรียกก็ไม่ตอบ จนสกายเรียกอะถึงมีสติ”
ลินดาเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง เธอพอรู้มาบ้างว่าตอนนี้ที่บ้านปลายฟ้ากำลังมีปัญหา แต่อยากเลี่ยงไปเรื่องงานแทนเพราะไม่อยากให้เพื่อนสาวคิดมาก
แน่นอนว่าเธอเองก็ไม่เอ่ยปากถาม
เพราะปลายฟ้าไม่ชอบเล่าปัญหาของตัวเองให้ใครฟัง หากแอบสืบเองแล้วยื่นมือเขาช่วยเหลือ นอกจากจะโดนโกรธแล้ว เจ้าหล่อนอาจตีตัวออกหากจนพวกเธอตามหาตัวไม่เจอเลยก็ได้ เพราะงั้นทางที่ดีที่สุดคือการรอให้ปลายฟ้าเล่าออกมาเองเท่านั้น
“ก็นิดหน่อย...แต่ไม่เป็นไรหรอก เราว่า...ผ่านช่วงนี้ไปก็คงดีขึ้นแหละ”
ปลายฟ้าเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ เสียงหวานใสที่ขบขันเบาบางก้องกังวานในจิตใจของผู้ฟัง
แต่ใครเล่าจะรู้ว่าเธอทำเช่นนั้นเพื่อเย้ยหยันให้กับชีวิตของตัวเองที่โชคชะตาโปรยทางไว้ด้วยขวากหนาม ทั้งทางกาย ทั้งทางใจ
ลูกแก้วใสต่างสีสี่คู่จ้องมองมาทางปลายฟ้าที่นั่งเหม่อมองเท้าตัวเองอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง โดยเฉพาะลินดาและโชที่ในแววตานั้นเจือไปด้วยความวิตกเต็มขั้น
ทั้งสองคนอยากยื่นมือเข้าไปช่วย แต่ในโลกความเป็นจริงไม่มีใครสามารถยื่นมือไปช่วยผู้ที่ไม่วิงวอนขอให้ช่วยได้
พวกเขาทำได้แค่เฝ้ามองและแอบโอบอุ้มตัวตนอันแสนบอบช้ำนั้นไว้ ไม่ใช่แตกสลายไปก่อนที่จะได้เห็นผลลัพธ์ของความพยายามก็เท่านั้น
โชลุกขึ้นจากเบาะนั่ง พลางก้าวย่างเข้าไปหาปลายฟ้าที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับตนแล้วโถมตัวโอบกอดร่างเพรียวเข้าเต็มรัก
“มีอะไรให้ช่วยก็บอกกันได้นะ เราช่วยฟ้าได้เสมอ เครียดอะไร กังวลอะไร ฟ้าบอกเราได้ตลอดนะ” น้ำเสียงกระเง้ากระงอดงอแงของโชดังขึ้นพร้อมกับ ๆ น้ำหนักจากตัวของลินดาที่เดินเข้ามากอดซ้อนทับอีกคน
“แกรู้ใช่ไหมพวกฉันรวย มีเพื่อนรวยก็หัดใช้ความรวยของเพื่อนบ้าง รู้เปล่า อยากให้ไปตีใคร ตบใคร ดีดหัวใครบอกได้ตลอด ใครทำร้องไห้ก็ฟ้องมาเลย ฉันจะไปเล่นมันเอง” ลินดาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงยานคาง เรียกเสียงหัวเราะจากปลายฟ้ากับพฤติกรรมขี้เว่อร์ของเพื่อนสาวทั้งสอง
“อื้อ ๆ รู้แล้ว ปล่อยเราก่อน เราหนัก” มือเรียวตบที่ไหล่ของเพื่อนสาวทั้งสองเบา ๆ ก่อนที่อ้อมกอดแสนอบอุ่นจากสองสาวจะละออกไป ก่อนที่ปลายฟ้าจะเป็นคนชวนเพื่อน ๆ ดื่มต่อเพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศ
เก้าที่เห็นว่าสถานการณ์ตึงเครียดคลี่คลายแล้วก็เดินย่องมายืนแก้วเหล้าเพียว ๆ ให้สกายและยื่นแก้วที่บรรจุเครื่องดื่มสีสวยเอาไว้จนเต็มให้ปลายฟ้า
“อ้าว ทำไมของเราเป็นน้ำหวานอะ...” ดวงเนตรกลมช้อนขึ้นมองเพื่อนชายอีกคนของกลุ่มด้วยความสงสัย ว่าทำไมแก้วของเธอถึงแตกต่างคนอื่น ๆ
“เธอแน่ใจเหรอว่าเป็นน้ำหวาน”
สกายที่เล็งเห็นแก้วสีสวยในมือเก้าตั้งอีกฝ่ายเดินย่องเข้ามาหากลุ่มสาว ๆ เอ่ยขึ้น
รอยยิ้มที่ทำเพียงกดมุมปากลงอันเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ประจำตัวประดับบนใบหน้าคมพาลเอาปลายฟ้าระแวงไม่กล้าดื่มเครื่องดื่มในมือ
“ไอ้สกาย ไอ้เวร แค่ค็อกเทลไหม” เก้าหันไปปรามาสสกายเสียงดังพร้อมฝ่ามือพิฆาตที่ผลักศีรษะของชายหนุ่มจนเกือบทิ่ม ก่อนจะหันมาอธิบายกับปลายฟ้าที่ยังทำหน้ากังวลไม่หาย
“ไม่ต้องห่วงนะฟ้า เราผสมหวาน ๆ ไม่เมาแน่นอน ฟ้าค่อย ๆ จิบก็ได้ เรารีบชงให้ก่อนกลัวไอ้ลินกับไอ้โชกินมิกเซอร์หมด”
“เอ้า อีเก้า อีเวร ใส่ร้ายกูเหรอ!” มือเรียวตีรัว ๆ ที่ไหล่ขวาของชายหนุ่ม เก้าที่ทนน้ำหนักมือที่มากขึ้นไม่ไหววิ่งจ้ำอ้าวไปรอบ ๆ เพื่อหนีฝ่ามืออรหันต์จากลินดา
“คิก ๆ” ปลายฟ้าที่นั่งมองเพื่อนวิ่งไล่กันอย่างสนุกโดยมีโชที่เริ่มกรึ่ม ๆ ปรบมือเป็นกำลังใจราวกับเชียร์มวยไทยคู่หยุดโลกก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
“ยิ้มออกแล้วเหรอ?”
“อืม เพราะพวกนายเลย ขอบคุณนะ” ปลายฟ้ากล่าวขอบคุณอย่างจริงใจพลางหันไปยิ้มให้สกายที่หันมองเธออยู่เช่นกัน ดวงตาสีน้ำตาลดำสองคู่สอดประสานสื่อความนัยถึงกันและกันก่อนทั้งปลายฟ้าและสกายจะหันไปสนใจเพื่อน ๆ ที่กลับมาจากวิ่งไล่กันไปรอบ ๆ
“หอบเป็นหมาเลยนะมึง”
“เอ่อ ใครจะคิดว่าผู้ประกาศข่าวเช้าจะวิ่งไวขนาดนี้ละวะ” เก้าทรุดกายลงนั่งข้าง ๆ สกายพลางยกน้ำเปล่าขึ้นดื่มก่อนเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายก่อนจะดื่มเหล้าต่ออย่างเต็มสูบ
ทั้งห้าคนแลกเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตในช่วงสองเดือนให้กันและกันฟัง เกิดเป็นเสียงพูดคุยดังขึ้นไม่ขาดสายตั้งแต่ช่วงหัวค่ำจนถึงกลางดึก
ตอนนี้สกายได้เป็นประธานบริษัทอย่างเต็มตัว เหลือบไรที่ดูดน้ำหล่อเลี้ยงของบริษัทมานานหลายปีถูกกำจัดออกไปจนหมดด้วยฝีมือของเขาเอง ส่วนเก้ากำลังยินดีที่กิจการของตนไปได้สวยและมีแต่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ
โชกับลินดาเองก็ได้เลื่อนเป็นผู้ประกาศข่าวเช้าในช่วงที่แอร์ไทม์ดีที่สุดของช่อง เงินเดือนมหาศาลและชื่อเสียงที่ได้รับมากมายถล่มทลายชนิดที่ไม่มีใครทำได้
เหล้า เบียร์ รสนุ่มถูกเทลงใส่แก้วของกันและกัน ขวดแล้ว ขวดเล่า ไม่มีหยุด แต่ต่อให้คอทองแดงมากแค่ไหนก็มีมึน ๆ เมา ๆ กันได้บ้างเมื่อคนชงเหล้าให้วันนี้มือหนักกว่าทุกวัน
“อึก...”
โชที่โดนค็อกเทลสีหวานฤทธิ์แรงเล่นงานเริ่มแสดงอาหารเมามาย ลินดาที่เห็นเพื่อนสนิทเมาก็หันไปแหวใส่คนชงเหล้าในวันนี้เสียงแหลมสูง
“อีเก้า อีเวร ให้มันแดกขนาดนี้มึงจะมอมมันขึ้นเตียงรึไง! โว๊ะ!”
“เอ้า ก็มันบอกจัดเลย ๆ กูก็จัดเต็มดิ แล้วประโยคนั้นนะ ตีปาก! เดี๋ยวไอ้สกายเอาไปฟ้องเมียกู!”
“ตีปากมึงก่อนนะสิ มึงก็รู้มันแค่แหย่ ไม่ได้เอาจริง โอย ไม่รู้แล้ว มึงเฝ้ามันไว้อย่าให้มันโวยวายละ กูไปห้องน้ำแป๊บหนึ่ง”
“เออ ๆ ไปไหนก็ไป” เก้าบอกปัดเพื่อนสาวพร้อมทำหน้าล้อเลียนไล่หลังสาวเจ้าไปด้วยความหมั่นไส้
ปลายฟ้าที่เริ่มมึน ๆ มองภาพนั้นด้วยดวงตาพร่าเบลอ รอยยิ้มสดใสประดับบนดวงหน้าหวาน เสริมให้เจ้าของร่างยิ่งดูงดงามขึ้นไปมากกว่าเก่า
เสียงหัวเราะเรียกความสนใจจากโชในร่างคนเมาให้หันมาหา ดวงตากลมจดจ้องใบหน้าของเพื่อนสาวที่ตนเอ็นดูเหมือนน้องสาวก่อนจะเบนสายตาไปทางสกายที่นั่งอยู่ไม่ไกลกัน
“มองทำไม”
“หึ หึ เปล่า”
โชนั่งตัวเอนไปเอนมาด้วยความมึนเบลอจากฤทธิ์ของเครื่องดื่มเผยยิ้มร้ายที่คนเมาไม่อาจกระทำออกมาได้ ในหัวก็กำลังเรียบเรียงเรื่องราวที่เพิ่งได้ยินมาจากกลุ่มไลน์บริษัทเมื่อเช้าอย่างหมายมาด
เรื่องฉาวร้อนฉ่าของดาราสาวชื่อดัง ที่น่าจะทำให้ใครในกลุ่มของเขาร้อนในอกราวกับไฟสุม
ใจจริงโชอยากจะพูดเรื่องนี้ตั้งแต่เจอหน้าสกาย แต่เพราะลินดากลัวเพื่อนชายคนนี้จะเสียใจ จึงขอร้องไม่ให้เขาพูด
แต่ถ้าคนเมาเผลอพูดมันก็ไม่ผิดจริงไหม
ขอแค่มีใครชี้โพรงให้เขาสักนิด เขาจะเทสาดเรื่องราวที่รู้มาทันทีอย่างไม่รีรอ
“เออ มึง ตอนนี้มีข่าวไร ดัง ๆ ไหมวะ กูไม่ค่อยได้ดูข่าวเลย ทำแต่งาน อยากอัปเดตเอาไปคุยกับพนักงานบ้าง”
นั่นไงผู้ชี้โพรงให้เขา
“มึงนี่มัน ชาวบ้าน 1 สุดขี้เสือกชัด ๆ เลยวะเก้า ฮึ ๆ”
“เออ แล้วมันมีไหมล่ะ”
“มันก็....มีอยู่น้า...”
“ข่าวไรวะ”
“ก็ข่าว ซุบซิบแหละมึง ข่าวดาราอะ จริง ๆ ก็ข่าวฮอตเลยเชียวแหละ ฮิ ๆ”
“อย่าอมพะนำครับคนสวย เล่ามาเร็ว”
“ข่าวดาราคบชู้น่ะ มึงอยากฟังเหรอ”
รอยยิ้มหวานอาบยาพิษถูกส่งให้เก้าที่เข้าใจความนัยของคำพูดนั้นทันทีโดยไม่ต้องอธิบาย
ดวงตาคมเหลือบมองทางสกายด้วยความลังเล เขาไม่แน่ใจว่าควรจะชี้โพรงให้งูพิษเบื้องหน้าตนต่อไป หรือควรพอแค่นี้
แน่นอนว่าความอยากรู้อยากเห็นนั่นมีชัยชนะเหนือศีลธรรมอยู่ร่ำไป
“แล้วข่าวใครวะ” เก้าเอ่ยถามย้ำ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นข่าวของใคร
“จะข่าวใคร ก็ข่าวของคุณญาดา นักแสดงนำหญิงชื่อดัง แฟนสาวของคุณสกายเขาไง”
