บทที่ 9 อย่าเล่นตัว
ตอนที่9 อย่าเล่นตัว
“ฉันว่าช่วงนี้เจ้าคุณดูแปลกๆ ไปนะ หรือว่าแกไปบอกพ่อแม่เขาเหรอ” ปูเป้ถามฉันขึ้นด้วยความสงสัยระหว่างนั่งกินข้าวอยู่ด้วยกัน
นั่นทำให้ฉันเงยหน้าไปมองเพื่อนตัวเองถึงได้เห็นว่าเจ้าคุณพึ่งเดินผ่านฉันไปกับเพื่อนของเขาอย่างไม่คิดพูดกระทบกระเทียบกันอย่างปกติ
“เปล่า แต่เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ” ฉันตอบกลับในสิ่งที่ไม่ได้ทำพร้อมกับพูดสิ่งที่นับว่าเป็นเรื่องดีขึ้น
ไม่รู้จะเรียกว่าความโชคดีบนความโชคร้ายได้หรือเปล่า เพราะหลังจากวันนั้น เจ้าคุณก็ไม่เคยมายุ่งหรือหาเรื่องอะไรฉันอย่างที่ชอบทำอีกเลย ไม่ว่าจะเดินผ่านกันเขาก็มักจะทำเหมือนมองไม่เห็นกัน ราวกับไม่รู้จักฉัน และฉันคิดว่าแบบนี้มันก็ดีเหมือนกัน เพราะฉันเองจะได้อยู่อย่างสงบสุขเหมือนกับคนอื่นเขาบ้าง แล้วก็ไม่อยากยุ่งวุ่นวายกับเขาด้วยเหมือนกัน
“นั่นสิ เขาคงเบื่อจะหาเรื่องแกอย่างที่แกเคยบอกแล้วมั้ง” ปูเป้ได้ยินแบบนั้นก็พูดขึ้นอย่างไม่คิดอะไรก่อนจะกินข้าวของเธอต่ออย่างไม่ซักไซ้เรื่องนี้อีก
ใช่ เมื่อก่อนปูเป้ก็เคยคิดให้ฉันไปบอกแม่ใหญ่เหมือนกัน เพียงแต่พอฉันบอกเหตุผลไปเธอเองก็เข้าใจ และฉันก็บอกเธอไปอีกเหมือนกัน ว่าถ้าเจ้าคุณเบื่อจะหาเรื่องฉัน เดี๋ยวเขาก็หยุดเองเลยทำให้ปูเป้ไม่ได้ถามอะไรต่อมาก
“เจ้าขา” เสียงของเนวาดังขึ้นก่อนร่างสูงจะเดินมานั่งลงข้างฉัน
“กินข้าวมาหรือยัง” ฉันหันไปถามเนวาตามประสาแฟนทั่วไป
“กินมาแล้ว แล้วไม่สบายหายดีแล้วใช่ไหม” เนวาตอบก่อนจะถามฉันกลับคืนบ้าง
ส่วนเรื่องที่ว่าไม่สบาย ก็เพราะวันนั้นที่ฉัน... วันนั้นฉันไม่สบายสองวันเต็มๆ บวกกับความปวดที่ร่างกายแล้วด้วย มันยิ่งทำให้ฉันแทบไม่อยากขยับไปไหน จนต้องลางานและไม่ได้มาเรียน ที่สำคัญฉันไม่ได้ให้ใครไปเยี่ยมฉันด้วย เพราะว่าร่องรอยบนร่างกายของฉันมันค่อนข้างเยอะจนปกปิดแทบไม่หมด
“หายแล้ว” ฉันตอบกลับเนวาด้วยรอยยิ้ม แต่รอยยิ้มดีใจที่เห็นเขาเป็นห่วง มันก็แฝงไปด้วยความรู้สึกผิดที่ร่างกายของฉันมันตกเป็นของคนอื่นไปแล้วก่อนที่แฟนอย่างเขาควรจะได้มันด้วยซ้ำ
“ลางานอีกวันก็ได้นะ เดี๋ยวเราบอกพี่ไทให้” เนวาพูดขึ้นด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
“ไม่เป็นไร เราลามาสามวันแล้ว เราไม่อยากลานาน” ฉันบอกขึ้นอย่างไม่ใช่ปัญหาอะไร เพราะนอกจากจะลาป่วยแล้ว ฉันยังลาพักฟื้นร่างกายตัวเองต่อด้วย เลยไม่ได้ไปทำงานสามวันแล้ว วันนี้ก็วันแรกที่มาเรียน
“อืม อย่าหักโหมให้มากนะ เราเป็นห่วง” เนวาได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้เซ้าซี้ พูดพร้อมกับยกมือตัวเองมากุมมือฉันไว้ ฉันจึงส่งยิ้มให้เขาอย่างขอบคุณ
เราสองคนคบกันตั้งแต่ปีหนึ่งเทอมสอง จนตอนนี้ก็ปีสามแล้ว แต่เนวายังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เขาอยู่เคียงข้างฉันมาเสมอ คอยช่วยเหลือฉันตลอดเวลาโดยที่ฉันไม่เคยต้องร้องขอ ความรักความใส่ใจที่เขาส่งมาให้ฉันต่อเนื่องเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน และนั่นก็ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกผิดต่อเขามากขึ้นเรื่อยๆ
เจ้าคุณ
ผมนั่งมองผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังพลอดรักกับผู้ชายอย่างประเจิดประเจ้อไม่อายสายตาใครทั้งที่ตอนนี้ตัวเองก็อยู่ในโรงอาหารคณะ นักศึกษาก็เต็มไปหมด แต่กลับมานั่งจับไม้จับมือและส่งสายตาหวานซึ้งให้กัน เธอลืมไปหรือเปล่าว่าคนอื่นรู้ว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับครอบครัวของผมอยู่บ้าง และแน่นอนว่ามีหลายคนเหมารวมว่าเธอคือครอบครัวเดียวกับผม นั่นหมายความว่าการที่เธอทำแบบนี้มันส่งผลเสียต่อตระกูลของผมมาก ใครไม่รู้จะหาว่าเธอไม่ได้รับการสั่งสอนมา
“พี่เจ้าคุณ” เสียงหนึ่งเรียกผมขึ้น
“.....” ผมหันไปมองเธอนิ่งๆ โดยไม่ได้พูดอะไร
“ข้าวปุ้นสำนึกผิดแล้ว เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมนะคะ” ข้าวปุ้นนั่งลงข้างกายผมแล้วพูดด้วยสายตาออดอ้อนขอร้อง
“.....” ผมเลือกจะเงียบเพราะรู้สึกเบื่อหน่ายจนไม่อยากจะพูดอะไร
“พี่เจ้าคุณ” ข้าวปุ้นเรียกผมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้ออกมา นั่นทำให้ผมใจแข็งกับเธอต่อไม่ได้
“อืม แต่อย่าให้มีเรื่องแบบนี้อีก เพราะพี่คงไม่ใจกว้างเหมือนทุกครั้ง” แต่สุดท้ายผมก็ตอบกลับไปตามตรง หลายวันที่ผ่านมาเธอพยายามมาหาผม มาสำนึกผิดกับผมตลอด ซึ่งผมก็เห็นความตั้งใจของเธอ เลยคิดว่าให้โอกาสอีกครั้งคงไม่เสียหาย
“จริงนะคะ...”
“ข้าวปุ้นดีใจที่สุดเลย” ฟอด! ข้าวปุ้นได้ยินแบบนั้นก็พูดด้วยความดีใจ ก่อนจะจับแขนผมไว้อย่างใกล้ชิดแล้วหอมแก้มฟอดใหญ่แล้วกอดผมไว้แน่น ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่าอะไร
เจ้าขา
“VIP2” เสียงเรียกพร้อมกับถาดเครื่องดื่มที่ถูกจัดวางไว้ทำให้ฉันรู้ว่าได้ของที่ตัวเองรับผิดชอบแล้ว
ฉันหยิบถาดเครื่องดื่มก่อนจะขึ้นไปด้านบนเพื่อเอาเครื่องดื่มไปยังโต๊ะที่ฉันรับผิดชอบตามหน้าที่ ซึ่งวันนี้ฉันขึ้นไปทำชั้น VIP
“เครื่องดื่มได้แล้วค่ะ” ฉันพูดโดยไม่ได้มองหน้าใครก่อนจะวางเครื่องดื่มที่โต๊ะแล้วถยอยออกจากถอด
“นั่งดื่มด้วยกันก่อนสิครับ” แล้วลูกค้าชายคนหนึ่งก็พูดขึ้นอย่างเชื้อเชิญ ซึ่งเป็นเรื่องปกติกับการเจอลูกค้าแบบนี้อยู่แล้ว
“ขอโทษค่ะ ฉันเป็นแค่พนักงานเสิร์ฟ” ฉันบอกให้เขาเข้าใจด้วยรอยยิ้มมีมารยาท ว่าถ้าหากอยากได้คนนั่งดื่มก็ต้องเรียกเด็กดริ้งก์นั่นเอง
“แต่พี่อยากให้น้องนั่งกับพี่นี่ครับ” เพื่อนของเขาอีกคนพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มไม่เข้าใจอะไรง่ายๆ อาการของคนที่แอลกอฮอล์เข้าปากแล้วก็แบบนี้แหละ ธาตุแท้เริ่มออก หรือบางคนออกโดยไม่ต้องพึ่งแอลกอฮอล์ด้วยซ้ำ
“.....” ฉันไม่ได้ตอบแค่ส่งยิ้มให้บางๆ ก่อนจะหุบยิ้มแล้วลุกเพื่อเดินออกจากโต๊ะนี้หลังจากทำหน้าที่ของตัวเองเสร็จ แต่นิสัยของคนบางคนมันไม่ได้เข้าใจอะไรง่ายๆ กันทุกคน
หมับ! ใช่ ชายคนแรกที่เอ่ยชวนฉันจับมือฉันไว้ไมให้ไปง่ายๆ ทำให้ฉันเดินออกจากโต๊ะนี้ไม่ได้
“ขอโทษนะคะคุณลูกค้า กรุณาทำความเข้าใจกฏด้วยค่ะ” ฉันหันไปบอกด้วยมารยาทเหมือนเดิมเพราะไม่อยากให้มีปัญหา แต่คนเรามันก็รู้อยู่แก่ใจนั่นแหละว่าเด็กเสิร์ฟก็คือเด็กเสิร์ฟ ไม่ได้มีหน้าที่มานั่งดื่มหรือเอนเตอร์เทนใคร และหน้าที่ตรงนั้นก็มีฝ่ายรับผิดชอบอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องจ่ายเพิ่มก็แค่นั้น
“พี่เป็นลูกค้า ถ้าพี่อยากได้น้องจะปฏิเสธได้เหรอ” เขาถามขึ้นอย่างเหนือกว่าราวกับลูกค้าคือพระเจ้า แต่เขาลืมไปหรือเปล่าว่าร้านแบบนี้มันก็เหมือนวงการสีเทา เจ้าของและกฎเกณฑ์อะไรไม่ได้บูชาลูกค้าขนาดนั้น
และมันก็ไม่ได้ทำให้ฉันตกใจเท่าไหร่หรอก เพราะสถานที่แบบนี้ คนประเภทนี้ก็เยอะ แล้วที่สำคัญ บอกแล้วไงว่ายังมีคนอีกมากมายที่ไม่ได้เข้าใจอะไรง่ายๆ แล้วยังชอบโชว์
“ได้ค่ะ เพราะทางร้านก็มีรายละเอียดแจ้งอยู่แล้ว คุณลูกค้าลองอ่านดูที่เมนูนะคะ” ฉันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนอบน้อมมีมารยาทเหมือนเดิม และพยายามบิดข้อมือตัวเองออกจากมือชายตรงหน้า แล้วในหนังสือเมนูก็มีบอกอยู่ชัดเจนแล้ว ว่าถ้าต้องการอะไร ต้องจ่ายยังไง และในนั้นไม่ได้มีเด็กเสิร์ฟอยู่ด้วย
“งั้นพี่จ่ายให้น้องพิเศษก็ได้ รับรองว่าได้เยอะกว่าที่น้องต้องเดินไปเดินมาแบบนี้” ชายตรงหน้ายังคงไม่เลิกพยายามเหมือนเคย ใช้เงินฟาดหัวราวกับมีอำนาจเหนือกว่าใคร
“ปล่อยเถอะค่ะ ฉันมีงานต้องทำ” ฉันยังคงเก็บอาการของตัวเองได้อย่างดีบอกเขาออกไปด้วนย้ำเสียงปกติ นี่แหละคือเหตุผลที่เขาไม่ได้ให้เด็กเสิร์ฟมานั่งกับลูกค้า เพราะถ้าเป็นแบบนั้นใครจะเป็นคนเสิร์ฟกันล่ะ
“อย่าเล่นตัวหน่อยเลยหน่า อยากได้เท่าไหร่ลองบอกพี่มาสิ” เขาออกแรงบีบข้อมือฉันแน่นขึ้นก่อนจะพูดขึ้นด้วยอารมณ์ที่เริ่มเปลี่ยนไป
“ถ้าต้องการคนเอนเตอร์เทนเดี๋ยวฉันเรียกพนักงานดริ้งก์ให้ค่ะ” ฉันพูดและยังคงบิดข้อมือตัวเองออกอยู่อย่างนั้นเพื่อจบปัญหาให้เร็วที่สุด เพียงแต่คนตรงหน้ากลับยิ่งกำแน่นไม่ปล่อยเลยสักนิด ราวกับคนเสียหน้าไม่ยอมจนกว่าจะได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
พรึ่บ!
ตุบ!
“อ๊ะ!” ฉันร้องขึ้นด้วยความตกใจหลังจากถูกกระชากอย่างแรงจนล้มลงไปนั่งข้างๆ เขาจนเกือบเกยนั่งตัก นั่นทำให้ฉันรีบขยับออก แต่ก็ลุกไม่ได้เพราะเขาเอามือมาโอบเอวฉันไว้ก่อน
“ตัวหอมดีจัง” เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงหื่นๆ ด้วยรอยยิ้มน่ารังเกียจ
“ปล่อยค่ะ!” ฉันพยายามแกะมือเขาแล้วพร้อมกับสั่งขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจอีกต่อไป แต่เขาก็ไม่ปล่อย กลับหัวเราะพอใจกับเพื่อนตัวเอง
หมับ!
“อ๊ะ!” ฉันร้องขึ้นอีกครั้งหลังจากถูกจับมืออีกข้างแล้วกระชากอย่างแรงอย่างไม่ได้ตั้งตัว จนมือของผู้ชายคนนั้นหลุดไปง่ายๆ ส่วนฉันตอนนี้กลับยืนอยู่ข้างผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ชายที่ฉันไม่คิดว่าเขาจะมาทำแบบนี้
“ถ้าอ่านหนังสือไม่ออกก็กลับไปเรียนก่อนค่อยมาแดกเหล้า!” น้ำเสียงหาเรื่องของเจ้าคุณดังขึ้นอย่างไม่เกรงกลัวต่อกลุ่มคนตรงหน้าเลยสักนิด
“มึงเป็นใครวะ!” ชายที่ดึงฉันลุกขึ้นแล้วพูดอย่างไม่พอใจพร้อมมีเรื่อง
“คุณทำผิดกฏเอง ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรเราคงไม่รับผิดชอบ” แล้วเสียงของไทม์ก็ดังขึ้นพร้อมกับลูกน้องเขาอีกสองคนที่ดูท่าทางน่าเกรงขาม แน่นอนว่ากลุ่มพวกนั้นเงียบไปอย่างรู้ตัวว่าเล่นผิดคน
พรึ่บ! แล้วฉันก็ถูกกระชากให้เดินออกจากตรงนี้ไปอย่างไม่ทันตั้งตัวจนเกือบล้ม โดยที่เจ้าคุณยังคงเดินต่อไปด้านหน้าเรื่อยๆ โดยไม่คิดจะหยุดและไม่สนใจว่าฉันจะตามทันที และเขาก็เดินเร็วมากจนฉันก้าวแทบไม่ทัน
“นายจะพาฉันไปไหน” ฉันถามเขาออกไปด้วยความอยากรู้และสงสัยไม่น้อย เพราะเขาเอาแต่เดินจนมันจะออกจากคลับอยู่แล้ว
“.....” แต่เจ้าคุณกลับเงียบและไม่พูดอะไรเหมือนเดิม ท่าทางแปลกๆ จนฉันไม่เข้าใจว่าเขาเป็นอะไรกันแน่
พรึ่บ!
ปัง!
เขาลากฉันจนมาถึงรถของเขาก่อนจะดันฉันเข้าไปในรถอย่างแรงจนฉันชนขอบประตูอย่างแรง แต่เขากลับไม่สนใจ ยังคงดันฉันเข้ารถมาจนได้ แล้วปิดประตูรถอย่างแรงโดยที่ฉันแทบเอาขาขึ้นมาแทบไม่ทัน
“ฉันต้องทำงาน” ฉันหันไปบอกเจ้าคุณที่ตามขึ้นรถมาอย่างไม่เข้าใจและหวังว่าเขาจะฟังเหตุผลบ้าง
“.....” แต่เจ้าคุณยังคงเงียบและไม่พูดอะไร ไม่มองหน้าฉันสักนิด ก่อนจะติดเครื่องยนต์แล้วใส่เกียร์ขับรถออกไป
“เจ้าคุณ ฉันต้องทำงานนะ!” ฉันรีบร้องบอกเขาอย่างร้อนรนเหมือนเดิมเพราะไม่รู้เลยว่าเขาเป็นอะไรและกำลังจะทำอะไร
และนี่มันพึ่งเที่ยงคืนเอง แล้วออกมาก่อนตั้งหลายชั่วโมงแบบนี้คนอื่นเขาจะคิดยังไง ก็ต้องวุ่นวายคนอื่นอีก
“.....” แต่ทุกอย่างยังคงตกอยู่ในความเงียบจากเขา เจ้าคุณไม่พูดอะไรนอกจากมองไปข้างหน้าและเหยียบคันเร่งอย่างต่อเนื่องอย่างผิดปกติ เพราะคนปากร้ายอย่างเขาปกติต้องพูดหาเรื่องไม่หยุด หยาบคายใส่ฉันตลอด
เอี๊ยด! สุดท้ายรถก็มาจอดอยู่ที่ห้องพักของฉัน นั่นทำให้ฉันยิ่งสับสนว่าเขากำลังทำอะไรของเขากันแน่ แล้วพามาที่นี่ทำไม
หมับ! เจ้าคุณลงจากรถก่อนจะตามมาเปิดฝั่งฉันแล้วกระชากฉันลงจากรถอย่างแรงพร้อมกับลากฉันไปด้านในอย่างเอาแต่ใจและบงการทุกอย่างตามแรงอารมณ์ตัวเอง
“นายจะทำอะไรของนาย!” ฉันพยายามยื้อตัวเองไว้อย่างไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่เป็นผลกับเขาเลยสักนิด ตอนนี้เจ้าคุณนิ่งมาก นิ่งจนฉันไม่เข้าใจว่าเขากำลังจะทำอะไร
“เอากุญแจสำรองห้องยัยนี่มา!” เขาเดินไปยังเคาน์เตอร์เล็กๆ ที่มีพนักงานนั่งอยู่ก่อนจะพูดขึ้นด้วยเสียงเข้ม
พนักงานที่เห็นหน้าฉัน และฉันก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรออกไป ก็รีบหยิบกุญแจสำรองให้เจ้าคุณอย่างรีบร้อน เจ้าคุณหยิบกุญแจเสร็จก็พาฉันเข้าลิฟต์ไปทันทีโดยไม่พูดไม่กล่าวอะไรกับฉันสักคำ
ไม่นานลิฟต์ก็พาฉันกับเขามาถึงชั้นของฉันก่อนเจ้าคุณจะลากฉันออกจากลิฟต์ไปที่ห้องของฉันก่อนจะไขประตูเข้าไปด้านใน
พรึ่บ! เขาสะบัดฉันเข้าไปในห้องอย่างแรงจนฉันเกือบล้ม ดีที่ทรงตัวได้ก่อน
“อะไรของนาย!” ฉันถามออกไปอีกครั้งอย่างไม่เข้าใจ ตั้งแต่ลากฉันออกมาทั้งที่ทำงาน แล้วยังพามาที่ห้องของฉันแบบนี้ด้วย
“ลาออกจากงานนี้ซะ!” แล้วเจ้าคุณก็สั่งออกมาเสียงเข้มอย่างดุดันเอาแต่ใจตามนิสัยเขา แต่เขาต้องการพูดเรื่องนี้กับฉันจริงๆ เหรอ แล้วทำไมต้องลากฉันกลับมาด้วยนะ
“ฉันลาออกไม่ได้” ฉันบอกออกไปตามตรง ฉันขี้เกียจหางานใหม่ และที่นั่นก็นับว่าเงินดีความปลอดภัยสูงหากเทียบกับงานกลางคืนที่อื่นๆ
“ทำไม! หรือว่ากลัวไม่มีผัวถึงต้องคอยไปอยู่ในที่ที่มีแต่ผู้ชาย!” เขาตะคอกกลับทันทีอย่างหาเรื่อง คำหยาบคายและนิสัยชอบหาเรื่องยังคงมีเหมือนเดิม
“.....” และฉันก็ไม่ได้ตอบสิ่งที่เขาพูดออกมาให้เปลืองน้ำลาย คำพูดหาเรื่องแบบนี้พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ เถียงไปก็หาว่าแก้ตัว คนอย่างเขาไม่เคยคิดจะฟังอะไรฉันสักอย่างอยู่แล้ว
“ลาออกซะ อย่าหาว่าฉันไม่เตือน!” พอเห็นฉันเงียบแล้วเจ้าคุณก็สั่งออกมาเสียงเข้มอีกครั้งอย่างบงการไม่เลิก ทำตัวใหญ่ตัวเอาแต่ใจตัวเองเสมอ
“ฉันไม่ออก” แต่ฉันก็ยังคงยืนยันคำเดิมของตัวเองออกไปเหมือนเดิมอย่างไม่คิดเปลี่ยนใจ และเขาก็ไม่มีสิทธิ์ทำตามใจตัวเองกับชีวิตฉัน
“อย่าทำให้ฉันหมดความอดทน!” พอเห็นฉันปฏิเสธน้ำเสียงกดต่ำของเจ้าคุณดังขึ้นพร้อมสายตาที่จ้องเขม็งมายังฉันอย่างไม่พอใจ แต่ฉันเลือกจะหันหลบสายตาของเขาก่อนจะตอบกลับ
“นั่นมันเรื่องของนาย แต่นี่มันเรื่องของฉะ...”
พลั่ก!
