บทที่ 11 ที่ซุกหัว2

นางเอามือลูบท้องตัวเองที่ร้องประท้วงไม่หยุด เสียงดังจ๊อกเบาๆ

"ตอนนี้เรื่องสำคัญอันดับหนึ่งคือข้ากำลังหิวมาก ไก่ย่างของพวกเจ้าก็เอามาแบ่งเท่าๆ กัน รองท้องไปก่อนเถอะ อิ่มด้วยกัน อดด้วยกัน"

จือจือเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาเป็นประกายอย่างคนเห็นภาพอนาคตไกล

"ข้ารับรองว่าต่อจากนี้เราจะมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีสังกะสีคุ้มหัว เจ้าไม่ต้องห่วง"

เหมยจิ้งยืนมองนายหญิงของตนอย่างตะลึง ส่วนเด็กหนุ่มทั้งสองยืนนิ่งไปชั่วอึดใจ โจวชวี่กับชูอวี่เผลอยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว ความสดใสของจือจื่อทำให้บรรยากาศในตำหนักร้างที่มืดหม่นดูอ่อนลง หญิงอ้วนผู้มีแววตาสดใสคนนี้ประหลาดจริงเชียว

โจวชวี่ก้มลงหยิบไก่ย่างที่ยังอุ่นหอมกลิ่นควันไฟ ส่งให้จือจือด้วยท่าทีไม่ถือตัว

"เจ้าสองคนเอาไปกินเถอะ ที่จริงพวกข้าพึ่งกินไปเอง ยังอิ่มอยู่มาก แต่เจ้านี่สิ อ้วนแบบนี้แปลว่าปกติคงไม่ได้อดอยาก คงทนหิวไม่ได้นานเท่าไหร่"

จือจื่อหัวเราะเบาๆ รับไก่มาอย่างไม่ถือสา ก่อนจะยื่นส่งให้เหมยจิ้งอีกที สีหน้ากลับจริงจังขึ้นเล็กน้อย

"เจ้าเอาไปแบ่งเป็นสี่ส่วน แล้วไปเอาเข็ม ด้าย แล้วก็เชือกมา ข้าจะทำเบ็ดตกปลากับบ่วงจับไก่ให้พวกเขา"

เหมยจิ้งรับไก่ไปอย่างว่าง่าย พยักหน้าตามคำสั่งแต่ยังหันกลับมามองนายหญิงด้วยแววตาเป็นห่วง นางไม่เคยเห็นจือจื่อทำเรื่องเช่นนี้มาก่อนเลย 

จือจื่อเห็นสายตานั้นก็ยิ้มให้เล็กน้อย ก่อนจะหันไปพาโจวชวี่กับชูอวี่เดินตามเหมยจิ้งเข้าไปด้านใน ระหว่างทางนางกวาดตามองรอบตำหนักร้างที่รกครึ้ม พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจเพราะกำลังวางแผนใหญ่ ที่นี่กว้างขวาง หากปรับปรุงเสียหน่อยก็จะดีที่สุดน่าอยู่ที่สุด

“อาณาจักรของช้านนนนน”

“อะคืออะไรท่านพูดถึงอะไร”

"อืมมมมอย่าใส่ใจข้าก็แค่เพ้อไปตามเรื่อง คราวนี้ฟังนะที่นี่เรามีเครื่องมือดีๆ แล้ว พวกเจ้าก็พยายามหน่อย จับไก่มาเยอะๆ เลยละกันแต่อย่าจับมาหมดล่ะเหลือไว้ให้คนอื่นเขาบ้าง ชนบทแบบนี้ไก่ป่าเยอะแยะ เราเอามาเลี้ยงไว้ด้วยวันหน้าจะได้มีไข่กินอีก"

โจวชวี่พยักหน้ารัว ดวงตาเป็นประกายอย่างคนเห็นอนาคตตรงหน้าทำไมเขาคิดเรื่องนี้ไมไ่ด้นะ ส่วนชูอวี่เอียงหัว มองจือจื่อจากหัวจรดเท้า สีหน้าเต็มไปด้วยความฉงน และในที่สุดก็แพ้เสียงในหัว

"แล้วเจ้าเป็นสนมของฮ่องเต้ เหตุใดต้องมาทำเรื่องพวกนี้ด้วย เจ้าไม่มีเงินทองหรืออาหารติดตัวมาด้วยหรือ"

โจวชวี่ถึงกับเบิกตากว้าง คิดตามน้องชาย

"หรือว่าเจ้าตกอับจริงๆ"

คำพูดนั้นทำให้จือจื่อชะงักไปนิ๊สหนึ่ง จือจื่อเบ้หน้าเล็กน้อย สีหน้าดูไม่สบอารมณ์แต่แฝงความดื้อดึงในแววตา

"พวกเจ้าอย่าได้สงสัยในตัวข้า ข้าไม่ได้ตกอับ ข้ายังทรงคุณค่าตามเดิม" จือจื่อยกมือขึ้นแตะอกตนเองเหมือนย้ำเตือนศักดิ์ศรี ก่อนจะถอนหายใจยาว

"นี่ ข้าจะเล่าให้ฟัง ข้าแต่งเข้าไปตั้งนาน แต่ฮ่องเต้ไม่เคยสนใจ ข้าเป็นแค่สนมหนึ่งในกองสนมมากมาย กองสนมเจ้าได้ยินไหมกองสนมกองเล็กกองใหญ่ ถูกลืม ถูกปล่อยให้อยู่ลำบาก ถูกคนรังแกอย่างไม่เป็นธรรมมาตลอด จนสุดท้ายข้าทนไม่ไหว จึงก่อเรื่องอย่างไม่ไว้หน้าใคร แล้วยังด่าพวกขุนนางชั่วไปอีกยกขุนนางกรมคลังที่ข้าด่าเจ็บปวดแทบกระอักเลือดด่าขุนนางฉแฝ่าบาท…แล้วก็ถูกส่งมาที่นี่"

โจวชวี่และชูอวี่ชะงักพร้อมกัน สีหน้าจากขำขันเปลี่ยนเป็นตะลึงงัน ชูอวี่ตาโตเหมือนเด็กได้ฟังเรื่องเล่าผจญภัย

"เจ้าช่างกล้าหาญนักมีใครกล้าด่าขุนนางฉแฝ่าบาทบ้างเล่าสนอกจากเจ้า นับถือๆ" เขาหัวเราะเบาๆ ด้วยแววตาชื่นชม

"ข้าเองก็คิดเหมือนเจ้าเลย ซื่อสัตย์ต่อตนเอง ไม่ชอบก็จัดการซะ อยู่แบบข้าดีกว่าเป็นไหนๆ ไม่ต้องฝืนใจสวมหน้ากากเข้าหากัน พวกเข้าสองคนจำไว้อย่าไปคบค้ากับพวกขุนนางชั่วพวกนั้นเลย ดีแต่รังแกชาวบ้าน"

“จริงที่สุดเจ้าเก่งจริงๆ แม่นาง”

จือจื่อเหมือนได้พวกเดียวกัน เสียงนางเริ่มคึกคักขึ้น

"ใช่ๆ ชั่วจริงๆ นะ ข้าจะบอกให้ฟัง ตอนข้าไปเที่ยวหอโคมเขียวนั่งได้แป๊บเดียวทุกคนรุมมาฟ้องข้ายกใหญ่ว่าขุนนางพวกนี้ทำอะไร ร้องไปก็ไม่ถึงหูใครเพราะพวกกันทั้งนั้น ตอนข้าถูกจับแค่ข้าพูดปกป้องตัวเอง ไอ้ใต้เท้าหวังก็ยุยงจะให้ข้าตายให้ได้ เจ้ารู้จักไหมใต้เท้าหวังนั้นน่ะ"

ทั้งสองส่ายหน้าพร้อมกันอย่างไม่ใส่ใจ

"หึ ใครกัน"

จือจื่อกระแทกเสียงด้วยความโมโห มือกำแน่น

"นั่นแหละ เป็นแค่ใต้เท้าหวัง ใต้เท้าหวังแล้วอย่างไร นี่ยังมีลูกสาวใต้เท้าหวังคนนั้นถึงกับตามมาลากข้าไปโบย รุมรังแกข้าอย่างไม่ยุติธรรมต่อลับหลังคน โบยข้าจนหลังลาย หึยพูดละเจ็บแผล” จือจื่อสูดลมหายใจแรง

"คิดแล้วก็หงุดหงิด"

"โหดร้ายจริงๆ จากหนีออกมาก็ดีแล้ว ที่นี่ห่างไกล ไม่มีใครมารังแกเจ้าอีกแล้วขุนนางพวกนั้นสมควรถูกเจ้าสั่งสอนแล้ว เลวสิ้นดี" โจวชวี่พยักหน้ารัว สีหน้าเคร่งขึ้น

ชูอวี่รีบเสริมด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น

"ใช่ๆ จริงๆ ที่นี่ไม่ใช่เมืองที่ถูกทิ้งหรอก คนที่อยู่ล้วนเป็นคนที่ไม่อยากจากไปและตั้งใจมาอยู่เองกันทั้งนั้น หากไม่อยากอยู่ คงเป็นเมืองร้างจริงๆ ไปนานแล้ว ที่นี่ห่างไกลเรื่องวุ่นวาย มีผู้คนมากมายที่หลบหนีมา พวกเราไม่ได้เลวร้ายอะไรแค่จนไปหน่อยเท่านั้นเอง"

โจวชวี่พยักหน้าเห็นด้วย

"พวกข้าก็พึ่งมาถึง เลยมาดูทำเลก่อน คิดกันว่าที่นี่รกร้าง ยึดสักห้องจะเป็นไรไป"

"พวกเจ้าตาถึงจริงๆ เลือกที่ดีเชียว ได้ข้าแบ่งให้พวกเจ้าช่วยกันครอบครองที่นี่" จือจื่อหัวเราะเบาๆ ดวงตาเป็นประกาย

เหมยจิ้งเดินกลับมาในจังหวะที่เสียงหัวเราะของจือจื่อกับสองแฝดยังดังไม่ขาดสามหัวสุมหัวเม้าท์มอยไปเรื่อยอย่างเข้าขา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป