บทที่ 5 ชายในฝันของสาวๆ

“แต่ไม่ว่าจะเลือกไปทางไหน”    เห็นบุตรสาวเงียบวาทีจึงพูดต่อ   “พ่อเห็นว่าล้วนแต่ไม่เหมาะที่จะให้ลูกสาวของพ่อเดินทางตามลำพัง”

“เข้าใจแล้วค่ะ”

ถึงจะอึ้งไปกับเหตุผลสมควรที่บิดายกมา แต่ก็อึ้งไม่นาน

“ถึงอย่างนั้นก็จำเป็นหรือคะที่คนไปกับหนูต้องเป็น...ผู้ชายคนนั้น สงสัยได้ตายกันไปข้างหนึ่งก่อนถึงเกาะบ้านั่นแน่ๆ”   

ตอนท้ายบ่นอุบด้วยเสียงเบาลง แต่ดูเหมือนบิดาจะยังได้ยิน

“ผู้ชายคนนั้นชื่อภานนท์”   วาทีพูดเนิบๆ    “แล้วที่บอกว่ามีหวังได้ตายไปข้างหนึ่งนี่ สงสัยจะเป็น...ผู้ชายคนนั้นสินะที่ต้องตาย ในเมื่อลูกสาวของพ่อเก่งกล้าเหลือเกินนี่”

“คุณพ่อล้อหนู!”

หน้าสวยๆ หักงอลงไปอีก แต่แล้วก็หัวเราะคิกออกมา ส่งให้ดวงตาคู่งามฉายแววขุ่นเคืองหยกๆ เปล่งประกายระยับวับวาวราวเจ้าตัวแวะเก็บดาวมาพักไว้ที่ดวงตา

“พ่อดีใจที่ลูกสาวพ่อยังมีอารมณ์ขันเหลืออยู่บ้าง”

“ก็ชักจะเหลือน้อยลงทุกทีแล้วล่ะค่ะเมื่อคิดว่าการไปในฐานะตัวแทนคุณพ่อคราวนี้มี...เอ่อ ผู้ช่วยคนโปรดของคุณพ่อไปด้วย”

“พ่อไม่เข้าใจจริงๆ”

“ไม่เข้าใจอะไรคะ”

“ที่หนูไม่ชอบภานนท์เอาจริงๆจังๆ น่ะสิ”

“โอ๊ย!  ใครที่ไหนจะไปชอบลงคนพรรค์นั้น”

“จะพรรค์นั้นหรือพรรค์ไหนพ่อไม่รู้หรอกนะ”    วาทีพูดขันๆ    “รู้แต่ว่าสาวๆ ในบริษัทนี้เห็นคนพรรค์นั้นของหนูเป็นชายหนุ่มที่น่าฝันถึงกันทั้งนั้น”

“ฝันร้ายน่ะสิคะ!”  

ทิราภากระแทกเสียง ยิ่งบิดาทำท่าชื่นชมชายหนุ่มคู่อริออกนอกหน้านอกตาก็ยิ่งหงุดหงิด

“หนูพูดอย่างกับว่าภานนท์เต็มกลืนจนไม่มีใครอยากแลงั้นแหละ”

วาทีพูดด้วยเสียงกลั้วหัวเราะขบขันระคนเอ็นดูกับการตั้งป้อมเป็นศัตรูกับชายหนุ่มของบุตรสาว

“อันที่จริง พ่อว่ารูปร่างหน้าตาภานนท์ไม่เลวนะ ไปสมัครเป็นดารานักแสดงรับเล่นหนังเล่นละครได้สบายๆ”

“เล่นบทอะไรคะตัวยังกับตึก หน้าตาก็งั้นๆ”

พูดออกไปแล้วทิราภาก็ทราบว่าตนพูดไม่จริง

คนที่เธอบอกบิดาว่า ‘หน้าตางั้นๆ’ หากไม่ขวางหูขาวางตาด้วยอารมณ์ลึกเร้นส่วนตัว ก็ต้องยอมรับว่าผู้ช่วยคนล่าสุดของบิดา ภายใต้หน้าที่ไม่เด่นชัดว่าเป็นผู้ช่วยด้านไหน เพราะงานหลักดูเหมือนจะคอยติดตามบิดาของเธอไปโน่นมานี่ราวกับบอดี้การ์ดเสียมากกว่า เป็นชายหนุ่มที่มีหน้าตาคมสันสะดุดตาอย่างเอกอุ เมื่อบนใบหน้าเรียวแต่ปลายคางออกเหลี่ยมดูบึกบึน ประกอบด้วยจมูกโด่งขึ้นสันงาม ริมฝีปากปากหยักได้รูปตึงเต็มเวลาคลี่ออกจากกันในอาการที่เรียกว่ายิ้ม สามารถทำเอาสาวๆ ตาปรอยไปเป็นแถว สาวบางคนถึงออกอาการหน้าแดงประกอบแววตาอ่อนเชื่อม เนื้อตัวบิดไปบิดมาเหมือนจะทำอะไรไม่ถูก เมื่อถูกทักทายพร้อมกับรอยยิ้มเก๋

พูดถึงรูปร่างที่เธอบอกกับบิดาว่าตัวยังกับตึก ก็ไม่ถึงขนาดนั้น ด้วยความสูงไม่ต่ำกว่าหกฟุต น้ำหนักไม่น่าจะถึงเก้าสิบกิโลกรัม ถึงว่าจะประกอบด้วยไหล่กว้าง แต่เขาก็ยังดูเพรียวมากกว่าล่ำบึกจนดูเทอะทะ

แต่บนความสูงเพรียวนั้น คนตาไม่บอดต้องมองเห็นมัดกล้ามในที่ทางอันควร ราวกับว่าเจ้าตัวไม่เคยห่างหายจากยิม

ยังนัยน์ตาสีแปลกไปจากสีนัยน์ตาคนไทยส่วนใหญ่นั่นอีก ไม่ใช่สีดำหรือสีน้ำตาลไม่ว่าเฉดไหนอ่อนหรือแก่ แต่เป็นสีน้ำเงินเข้มจัดๆ เหมือนสีท้องฟ้าในยามค่ำคืน ล้อมรอบด้วยขนตาดกหนาแถมยาวงอนให้เธอแอบอิจฉาคู่นั้น...มากกว่าหนึ่งครั้งความคมของมันเหมือนจะกรีดลึกลงในเนื้อในหนังเธอ อาจบาดถึงขุมวิญญาณของเธอให้เหวอะหวะหากไม่รีบเมินหลบ

และนั่นเองที่ทำให้เธอหงุดหงิด เพราะเคยหรือที่คนอย่างทิราภาคนนี้จะหลบตาผู้ชายคนไหนมาก่อน

แม้กระทั่งต้นขาแข็งแรงทั้งคู่ก็...

ทิราภาหน้าร้อนวูบวาบ เพียงแค่เผลอตั้งคำถามกับตัวเองขึ้นมาแวบหนึ่ง

ถ้าขาแข็งแรงคู่นั้นแนบกระหวัดรัดเกี่ยวเกาะเข้ากับขาเรียวของเธอในสภาพเปลือยเปล่าจะให้ความรู้สึกอย่างไรหนอ

บ้า!  เธอบ้าไปแล้วยายทิ ทำไมจะต้องคิดบ้าๆ ด้วยนะ  ก็เกลียดเขาไม่ใช่หรือ

“ยายหนู...ทิราภา”

“คะพ่อ?”

หญิงสาววัยยี่สิบหกพาตัวเองออกจากห้วงคำนึง

รู้ตัวว่าเผลอปล่อยตัวจมสู่ภวังค์เงียบๆ จนจับคำไม่ได้ว่าบิดาพูดอะไรด้วย ทำให้ยิ่งพาลโมโหคนที่ทำให้ใจคอวอกแวกจากบทสนทนาเพิ่มขึ้น

“คิดอะไรอยู่ลูก”

“คิดถึง...เรื่องเดินทางไปพบมิสเตอร์คีเวลล์น่ะค่ะ”

โกหกคนเป็นพ่อแค่นี้คงไม่ถึงกับบาป

ก็ใครจะไปบอกได้ล่ะ ว่ากำลังคิดถึงผู้ชายคนที่ตนเคยบอกบิดาว่าศรศิลป์ไม่กินกัน และยังแสดงออกมากมายมาตลอดถึงความไม่ชอบขี้หน้าเขา

“มีอะไรหนักใจหรือเปล่า”    วาทีถามเสียงอ่อนโยน

“ไม่ถึงกับหนักใจอะไรหรอกค่ะ แค่อดเป็นกังวลไม่ได้”

“พ่อไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไร หนูแค่ไปตามนัดหมาย ทำหน้าที่เมสเซนเจอร์ เสร็จธุระแล้วก็ไปเที่ยวพักผ่อนของหนูต่อตามที่ตั้งใจเอาไว้”

ทิราภานิ่วหน้า เธอรู้จักบิดามาตลอดชีวิตทำให้จับสังเกตได้อย่างหนึ่ง

ขณะพูด ไม่คิดว่าจะมีปัญหาอดรู้สึกไม่ได้ถึงความหนักแน่นในน้ำเสียงของบิดาไม่ได้มีเต็มร้อย แต่ก็พูดเพียงว่า

“ผู้ช่วยคนดีคนเก่งของคุณพ่อคงจะไม่ตามหนูไปพักผ่อนด้วยหรอกนะคะ”

“ไม่หรอก เว้นเสียแต่หนูจะอยากให้อยู่เป็นเพื่อน”

“ให้...อีตานั่นเนี่ยนะคะอยู่เป็นเพื่อน?”

ถามเสียงสูงอย่างอัศจรรย์ใจ ไม่รู้จริงๆ ว่าบิดาคิดออกมาในแนวนี้ได้ยังไง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป