บทที่ 2 ตอนที่1 แรกพบสบตา

ท่ามกลางสวนสวยที่แสนจะร่มรื่นรอบล้อมด้วยมวลพฤกษานานาพรรณภายในอุทยานของตำหนักหนึ่งแห่งแคว้นต้าหลี่ 

มีสตรีนางหนึ่งกำลังเดินไปหมุนตัวไปด้วยท่วงท่ารื่นเริงล้อเล่นอยู่กับหมู่ภมรอย่างอารมณ์ดี ด้วยภายในใจของนางกำลังคิดว่าตนเองนั้นสวยสดงดงามที่สุดในปฐพี

นางมีนามว่า เจินเจิน

“โอย...เหนื่อย! นั่งพักก่อนดีกว่า” 

เจินเจินบ่นออกมาเพียงนิดก่อนเคลื่อนกายเข้าไปนั่งยังศาลากลางสวนสวยที่อยู่ไม่ไกล

หญิงสาวเดินเล่นทั้งวันแบบคนไม่มีอะไรจะทำแบบนี้มาหลายวันแล้วตั้งแต่ตัดสินใจเดินทางออกจากฝ่ายอิทธิพลมืดเพื่อติดตามหงเหม่ยหลงผู้ที่เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของท่านประมุขผู้ยิ่งใหญ่ของฝ่ายอิทธิพลมืด

เจินเจินนั้นเป็นสมาชิกระดับสูงของสำนักหมื่นโลกันต์ซึ่งเป็นกลุ่มอิทธิพลมืดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและเป็นอันดับหนึ่งของยุทธภพ นางติดตามคณะของฮ่องเต้แคว้นต้าหลี่นามว่าหลี่ซ่งหมินและฮองเฮานามว่าหงเหม่ยหลงซึ่งเป็นเจ้านายสายตรงมาจากพรรคฝ่ายมาร ซึ่งเป็นฝ่ายของกลุ่มอิทธิพลมืดที่คอยหนุนหลังให้แคว้นต้าหลี่อยู่อย่างลับๆ ได้มาอาศัยอยู่ในแคว้นต้าหลี่ด้วยคิดว่าอยากจะหาบุรุษไว้อิงแอบแนบกาย แบบเป็นจริงเป็นจัง เป็นเรื่องเป็นราวสักคน

ตัวของเจินเจินนั้นเป็นสตรีที่เติบโตและอาศัยอยู่ในสำนักหมื่นโลกันต์ตั้งแต่อายุแปดขวบปี

นางได้รับการฝึกฝนวิชาการต่อสู้แขนงต่างๆมาเป็นอย่างดีจนมีฝีมือเก่งกาจไม่แพ้ใคร

และตัวของนางมีลูกน้องในอาณัติอยู่ไม่น้อย ลูกน้องของนางแต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นบุรุษ

แม้นางจะมีบุรุษที่เลี้ยงเอาไว้ที่สำนักหมื่นโลกันต์หลายคน แต่นั่นก็เป็นแค่การกระทำเพื่อเสริมสร้างบารมีของตนเพียงเท่านั้น

นางไม่นิยมมีลูกน้องเป็นสตรี

สำหรับนางต้องเป็นบุรุษเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์เป็นลูกน้องของนางได้

และที่สำคัญ!  

นางยังไม่มีคู่ครอง...

เจินเจินจึงเดินทางจากพรรคฝ่ายมารมายังเมืองหลวงด้วยความคิดที่ว่าบุรุษของเมืองหลวงน่าสนใจมากกว่าบุรุษของพรรคฝ่ายมาร

นางเป็นสาวงามเชียวนะ จะน้อยหน้าได้อย่างไร

แต่....

เอ....

แถวนี้ไม่มีบุรุษให้นางเกี้ยวเลย ไปไหนกันหมด

บุรุษจ๋า....

คิดได้ดังนั้นนางจึงดีดตัวออกจากศาลากลางสวนเพื่อเดินไปตามทางเชื่อมต่อระหว่างสวนสวยของอุทธยานพลางเมียงมองหาบุรุษที่นางพึงใจ

หญิงสาวเดินมาตามทางเรื่อยๆ จากตำหนักภายในวังหลังจนผ่านกำแพงของเขตวังหลัง จนออกมาถึงอาณาเขตของตำหนักด้านหน้าภายในอาณาเขตของวังหลวง ก่อนจะเดินตัวลอยออกมายังอาณาเขตเชื่อมต่อระหว่างพระราชวังกับตำหนักแห่งหนึ่งที่แยกตัวออกมาจากวังหลวงอีกหนึ่งชั้นแต่ยังคงตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกันเพียงมีกำแพงวังขวางกั้น หญิงสาวยังคงทอดสายตาสอดส่ายเมียงมองไปถ้วนทั่วบริเวณเพื่อหาบุรุษที่นางพึงใจ

และนางก็ได้เจอ...

บุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านด้วยท่วงท่าน่าเกรงขามวางมาดน่ายำเกรง แผ่กลิ่นอายสูงศักดิ์เหนือผู้ใด

เขายืนอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ภายในอาณาบริเวณกว้างขวางล้อมรอบไปด้วยหมู่แมกไม้นานาพรรณ

บุรุษผู้นั้นรูปร่างสง่างามหน้าตาหล่อเหลาคมคายสะอาดสะอ้านชวนมอง แต่งกายด้วยอาภรณ์เนื้อดีบ่งบอกฐานะและฐานันดรชัดเจน 

เขาผู้นั้นกำลังเดินเป็นวงกลมคล้ายกับการเดินจงกลมอยู่ตรงกลางสวนภายใต้ร่มไม้ท่ามกลางสายลมร่มรื่น

เจินเจินถึงกับหยุดยืนเพื่อมองภาพนั้นอย่างสนใจก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตะลึง

โอว... น่ากิน  

เอ้ย! น่าทำความรู้จัก

คิดได้ดังนั้น เจินเจินจึงรีบกระโดดม้วนตัวเข้าไปอย่างสวยงามตามแบบฉบับสาวพรรคมารก่อนจะหยุดนิ่งตรงหน้าบุรุษหนุ่มผู้นี้พร้อมเอ่ยเสียงอ่อนหวานนัยน์ตาหยาดเยิ้มทอประกาย

“ถวายบังคมเพคะ องค์ชาย” ดูจากการแต่งกายของเขาแล้ว เขาเป็นองค์ชายอย่างแน่นอน เจินเจินคิด มั่นใจตนเองยิ่งนักว่าทักทายไม่ผิด

เงียบ...

“...”

ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ

หืม?

เจินเจินที่ก้มหน้าทำความเคารพอย่างอ่อนช้อยถึงกับฉงนกับความเงียบที่ผิดปกติเกินไป จึงเงยหน้าขึ้นมองบุรุษตรงหน้า เห็นเขาเพียงก้มหน้ามองมาทางนางนิ่งๆ

นิ่งมาก

นิ่งเกินไป

นิ่งเสียจน

อะแฮ่ม! นี่คนหรือรูปปั้นกันล่ะนี่ เจินเจินกระแอมพลางคิดในใจขณะพิศมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา 

ใบหน้าแม้รูปงามแต่บูดบึ้งนิ่งขึงคล้ายนักบวชที่สละแล้วซึ่งกิเลส 

บุคลิกลักษณะท่าทางช่างดูสงบนิ่งน่านับถือแฝงความน่ายำเกรงคล้ายมีเกราะกำบังบางอย่างแบบแน่นหนามิให้ผู้ใดอื่นได้เข้าใกล้

ดวงตาคล้ายสีนิลทอแสงสีดำสนิทดิ่งลึกไร้แววทอประกายใดๆ

อืม...

บุรุษทั่วไปเมื่อได้เจอนาง มักจะมองนางอย่างไม่วางตา เนื่องจากว่านางนั้นมีรูปร่างหน้าตาที่สวยสดงดงามทั้งยังมีรูปร่างที่อวบอิ่มเย้ายวนเป็นที่สุด

แต่...

หรือนางจะคิดไปเอง

เจินเจินคิดอย่างหลงตัวเองอยู่อย่างนั้นขณะเหม่อมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างสงสัยใคร่รู้

เขาช่างเป็นบุรุษเพศที่น่าค้นหา เขาน่าสนใจและดึงดูดนางเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งท่วงท่า ทั้งดวงหน้า ทั้งดวงตา และมาดนิ่งขรึมขึงขังคล้ายเทพเซียนจำแลง

น่าสนใจจริงๆ...

ทั้งสองยืนจ้องหน้ากันพักใหญ่

โดยฝ่ายชายยังคงไว้ซึ่งท่าทางสงบนิ่งเรียบเฉยจ้องมองฝ่ายหญิงอย่างเย็นชา ไร้อารมณ์ ไร้ความรู้สึก

ส่วนฝ่ายหญิงนั้นกำลังเหม่อมองด้วยสายตาระยิบระยับแสดงออกถึงความเสน่หาอย่างเปิดเผย

ซักพักหญิงสาวจึงกระแอมเรียกสติตนเองอีกครั้งก่อนเอ่ยเสียงหวาน

“ถวายบังคมเพคะ องค์ชาย” หญิงสาวทำความเคารพด้วยท่วงท่ายั่วยวนสุดชีวิต แต่...

เหมือนจะไม่ได้ผล

บุรุษตรงหน้าของนางนั้น

ยังคงนิ่งงัน

นิ่งมาก

นิ่งเกินไป

นิ่งเสียจน

ฮึ่ม!

จับกินเสียเลยเป็นไร?

บทก่อนหน้า
บทถัดไป