บทที่ 6 ฟิวส์ขาด

ตอน ฟิวส์ขาด

"แม่จ๊ะ หนูช่วยแม่ได้แล้วนะ หนูโอนเงินไปให้แล้วนะสองแสน" หลังจากนำแหวนเพชรเม็ดงามไปจำนำ หล่อนก็รีบเอาเงินไปเข้าบัญและจัดการโอนเงินให้มารดา 

"จริงเหรอลูก ขอบใจนะลูก ขอบใจมากๆ หนูเป็นผู้ช่วยชีวิตแม่เลยนะ 'แม่รักหนูนะลูก' " คำสุดท้ายหญิงสาวไม่อยากจะเชื้อหูว่าเธอจะได้ยิน หยาดน้ำตาอุ่นๆ ไหลออกมาจากดวงตาคู่สวย มันเแป็นคำที่เธอปรารถนาจะได้ยินที่สุดในชีวิต

"จ้ะ หนูก็รักแม่" เธอบอกรักท่านกลับก่อนจะวางสายทั้งรอยยิ้ม หล่อนได้รับกำลังใจที่ดีสุดมาแล้ว ดังนั้นหลังจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเธอก็ไม่กลัวทั้งนั้น ต่อให้ถูกจับติดคุกหญิงสาวก็ยอม ก่อนจะทำแบบนี้เธอก็ได้ไตร่ตรองมาอย่างดีแล้วและรู้ว่าตัวเองจะโดนอะไรบ้าง...

ปองกานต์กลับมาจากบริษัทอย่างเหนื่อยล้าเขากำลังขึ้นไปบนห้องเพื่อที่จะเปลี่ยนเสื้อผ้าและลงมาทานมื้อเย็น แต่เมื่อเข้ามาในห้องและมองไปที่โต๊ะวางโคมไฟ ก็พบว่าแหวนแต่งงานของเขากับรสิตาหายไป 

"แหวนแต่งงานหายไปไหน!" เขาตกใจจนพูดออกมาเสียงดัง ก่อนจะลองเดินหาจนทั่วห้องแต่ก็ไม่เจอ เพราะเขาคิดว่าคนในบ้านนี้ไว้ใจได้ชายหนุ่มจึงไม่ได้เก็บซ่อนมันไว้ พอหาไม่เจอก็ต้องนำเรื่องนี้ไปบอกคุณแม่ 

"คุณแม่ครับ เห็นแหวนเพชรผมมั้ย มันหายไปไหนก็ไม่รู้" เดินมาถามคุณแม่ที่ห้องนั่งเล่น

"อ้าว...มันหายไปไหนล่ะ วงล่ะตั้ง 10 ล้านเลยนะนั่น ปาล์มแน่ใจแล้วใช้มั้ยว่าหาทั่วแล้ว"

"ครับคุณแม่ ผมแน่ใจ" สองแม่ลูกร้อนใจมาก ก่อนจะพากันเรียกพวกคนใช้ไปหาแหวนเพชรและจัดการแบ่งกันค้นหาตามสถานที่ต่างๆ ในบ้าน

ที่ต้องร้อนใจขนาดนี้ไม่ใช่เพราะว่าเขาเสียดายแหวนเพชรราคาแพง แต่แหวนวงนี้มันเป็นของที่เขาซื้อเก็บเอาไว้เพื่อที่จะสวมให้ให้รสิตาในวันแต่งงานต่างหาก เขาจึงเสียดายมันมากๆ ถึงแม้งานแต่งจะต้องถูกยกเลิกแต่ใจของปองกานต์มันยังมีรสิตาอยู่เต็มหัวใจ ยังไม่สามารถเอาหล่อนออกไปจากใจได้ จริงอยู่ที่ตอนนี้ไม่ได้เสียใจเท่ากับวันแรกที่ต้องเลิกรากัน แต่จะให้ลืมคนที่เขารักมากๆ ภายในระยะเวลาอันแสนสั้นมันคงเป็นไปไม่ได้ ก็เลยกลายเป็นว่าแหวนวงนี้มันคือของดูต่างหน้าเวลาที่เขาคิดถึงรสิตาด้วย

ใช้เวลาอยู่นานในการหาแหวนเพชรแต่ก็หาไม่เจอ สอบสวนคนใช้และแม่บ้านทุกคนแต่ก็ไม่มีใครมีพิรุธคนที่เข้าไปทำความสะอาดวันนี้ก็มีป้าศรีกับป้าแอ๊ด ท่านทั้งสองก็ยืนยันว่าไม่ได้ขโมยแหวนเพชรไปแน่นอนดังนั้นสิ่งสุดท้ายที่สองแม่ลูกจะทำก็คือดูกล้องวงจรปิดบริเวณทางเดินหน้าห้อง หลังจากที่ได้เห็นภาพในกล้องวงจรปิดสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเพราะคนที่ปองกานต์กับมารดาไม่คิดสงสัยมาก่อนเป็นคนขโมยมันไป! 

ปัง! ปัง! ปัง!

"เปิดประตูเดี๋ยวนี้ยัยตัวดี! เปิด!" คนที่กำลังนอนหลับอยู่ถึงกับสะดุ้งตื่น เมื่อได้ยินว่ามีคนมาเคาะประตูห้องของเธอด้วยความเกรี้ยวกราด พอฟังจากน้ำเสียงแล้วก็รู้เลยว่าเป็นปองกานต์และคนที่อยู่ในห้องก็รู้ตัวเลยว่าตัวเองจะต้องเจอกับอะไร

"อีตัวดีนี่มันก็จริงๆ เลยนะ แม่อุตส่าห์ทำใจจะไม่ยุ่งกับมันแล้วเชียว แต่อยู่ๆ มันก็มาทำตัวเป็นโจรเข้าจนได้" เพราะปองกานต์ยังไม่ได้บอกสาเหตุที่อยู่ๆ ญาดาก็ทำตัุวเป็นขโมย คุณหญิงจึงต่อว่าเธอไปทั้งที่ยังไม่รู้อะไรดี

"เปิด! ฉันบอกให้เปิดก็เปิดสิวะ!" แต่พอเห็นความเกรี้ยวกราดที่ลูกชายแสดงออกมาอย่างชัดเจน คุณหญิงมณีถึงกับเงียบไปเลย ตั้งแต่เกิดมาท่านยังไม่เคยเห็นลูกชายหัวร้อนขนาดนี้มาก่อน

แกร๊ก! ญาดาเปิดประตูออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย เธอรู้ดีอยู่แล้วว่าตัวเองกำลังจะเจอกับอะไร แต่พอช้อนตาขึ้นมองสีหน้าของปองกานยต์ที่เกรี้ยวกราดราวกับว่าอยากจะหักคอให้ตายคามือ หญิงสาวก็ตกใจกลัวจนต้องค่อยๆ เดินถอยหลังหนีเขา มันน่ากลัวมากกว่าที่จินตนาการไว้ เธอไม่คิดเลยว่าเขาจะน่ากลัวได้มากขนาดนี้ น่ากลัวยิ่งกว่าคุณหญิงมณีด้วยซ้ำ

"ยัยผู้หญิงเลว! เธอขโมยของๆ ฉันไปให้แม่ของเธอใช่มั้ย! เธอรู้มั้ยว่ามันเป็นของน้ำตาล! ของน้ำตาลเขา! เธอกล้าดียังไงเอาของมีค่าแบบนั้นไปขายแล้วเอาเงินไปช่วยชีวิตนังผีพนันนั่น!" ปองกานต์ฟิวส์ขาดโกรธจนระงับอารมณ์ไม่อยู่ จะให้เขาใจเย็นได้อย่างไรเมื่อผู้หญิงที่เกลียด มาขโมยของๆ เขาและเอามันไปขายเพื่อนำเงินไปช่วยเหลือผู้หญิงเลวๆ อีกคน เขาไม่ใช่คนที่ดีร้อยเปอร์เซ็น ไม่ได้เป็นพระอิฐพระปูนถ้าหากความอดทนมันถึงขีสุดขึ้นมาก็พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ

"ฉะ...ฉันขอโทษ" กลัวมากจากทำอะไรไม่ได้นอกจากพนมมือไหว้เขาด้วยเนื้อตัวที่สั่นเทา

"ขอโทษเหรอ หึ!" และท่าทางของญาดามันก็ไม่ได้ทำให้เขาเกิดความสงสารขึ้นมาเลย แต่กลับทำให้ชายหนุ่มระเบิดอารมณ์ตัวเองออกมาหนักกว่าเดิมจนเขาต้องลงมือทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดฝัน

"อะ...โอ๊ย! อึก!" เขาคว้าคอเธอมาบีบอยากแรงอยากจะฆ่าหล่อนให้ตายคามือเสียจริงๆ มือทั้งสองข้างของเขามันบีบแรงขึ้น แรงขึ้น จนหญิงสาวทั้งเจ็บและเริ่มหายใจไม่ออก คุณหญิงมณีตกใจมากๆ กับสิ่งที่ลูกชายของเธอทำ ดูทรงแล้วถ้าไม่ห้ามญาดาอาจจะตายคามือของปองกานต์ได้

"ตะ...ตาปาล์ม ปล่อยลูกปล่อย เดี๋ยวมันตาย ใจเย็นๆ ก่อนนะลูก" คุณแม่เอ่ยห้ามแล้วดึงมือของปองกานต์ออกจากคอของเธอ

"ใจเย็นๆ ก่อนนะคะคุณปาล์ม" แม่บ้านที่ตามมาด้วยช่วยกันห้าม จนปองกานต์ได้สติเริ่มใจเย็นลงจึงยอมคลายมือออก

"แคกๆ..." ญาดาไอและหอบหายใจอยู่หลายครั้งถ้าเขาไม่ปล่อยอีกนิดเดียวเธอก็คงจะตายไปแล้ว

"เอาตั๋วจำนำมาให้ฉันเดี๋ยวนี้!" แม้จะห้ามใจให้ฆ่าหล่อนตายคามือได้ แต่ความเกรี้ยวกราดนั้นก็ไม่ได้ลดลงเลย

"แคกๆ อยู่..." เธอยังคงไอออกมาเรื่อยๆ น้ำตากห็ไหลออกมาไม่ขาดสายทั้งเจ็บทั้งกลัว

"เดี๋ยวป้าหยิบให้เองค่ะ อยู่ตรงไหนค่ะคุณนุ่นค่อยๆ พูดนะคะใจเย็น" ป้าศรีสงสารญาดาจับใจเธอพยุงร่างเล็กบางขึ้นมานั่งบนเตียง พอญาดาเริ่มรู้สึกดีเธอจึงบอกให้ป้าศรีไปหยิบตั๋วจำนำมาให้เขา จากนั้นคุณหญิงก็รีบพาลูกชายเดินออกจากห้องนี้ไปโดยเร็วเพราะดูจากสายตาอาฆาตแค้นของลูกชายแล้ว ท่านกลัวว่าเขาจะฟิวส์ขาดอีกรอบ

"นอนพักก่อนนะคุณนุ่น เดี๋ยวป้าไปหายาหาน้ำมาให้กิน"

"ฮึก...ขอบคุณจ้ะ" ญาดานั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่บนที่นอน เธอทั้งกลัวปองกานต์และรู้สึกผิดในสิ่งที่ทำ

ในตอนแรกความอยากช่วยเหลือมารดามันเข้าครอบงำจนหน้ามืด และต้องแก้ปัญหาด้วยการขโมยของ หนำซ้ำยังเป็นแหวนที่ปองกานต์ซื้อไว้ให้รสิตาอีกด้วย แต่เขาเองก็เป็นคนบีบให้เธอต้องทำแบบนี้ เพราะเขาไม่ยอมช่วยคุณแม่ที่เธอรัก เธอรู้ว่าเธอผิดแถมยังผิดมากๆ แต่ว่าถ้าไม่ทำแบบนี้แม่ของเธอก็อาจจะถูกฆ่า บ้านที่เป็นสมบัติเพียงอย่างเดียวที่บิดาทิ้งไว้ให้ก่อนตายก็อาจจะถูกเผาทิ้ง ยังไงเธอก็ต้องเลือกช่วยชีวิตผู้มีพระคุณและรักษาสมบัติของคุณพ่อไว้อยู่แล้ว

พอคิดถึงแม่มันก็ทำให้เธอรู้สึกอยากได้รับกำลังใจจากท่านขึ้นมา เธออยากคุยกับท่านและอยากให้ท่านบอกรักอีก เผื่อมันอาจจะทำให้เธอมีกำลังใจ มีความอดทนที่จะอยู่ในบ้านหลังนี้ได้ต่อไป หญิงสาวปาดน้ำตาพยายามลืมความเจ็บปวดตรงบริเวรลำคอที่ถูกบีบจนเขียวช้ำและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาแม่

'ฮัลโหล...ว่าไงลูก' บุษบารับโทรศัพท์อย่างรวดเร็วเพราะกำลังอารมณ์ดี

"แม่ทำอะไรอยู่จ๊ะ เอาเงินไปใช้หนี้แล้วใช่มั้ย"

'อืม...เรียบร้อยแล้วลูก ขอบใจมากนะลูก แม่ดีใจจริงๆ ที่นุ่นโตมาและกลายเป็นคนที่กตัญญูขนาดนี้ แม่รักนุ่นนะลูก" ท่านทำให้เด็กที่ 'อยากมีแม่อย่างเธอ' ตื้นตันใจอีกแล้ว

"หนูก็รักแม่จ้ะ ถ้าอย่างนั้นแม่ไปพักผ่อนเถอะจ้ะหนูไม่กวนแล้ว"

'จ้ะๆ ดูแลตัวเองดีๆ นะลูก' ญาดายังไม่ได้ดึงโทรศัพท์ออกจากหูและบุษบาก็ลืมวางสายโทรศัพท์เช่นกัน ในตอนแรกญาดาจะกดวางสายแล้วแต่เพราะได้ยินบทสนทนาของแม่กับเพื่อนของแม่ เธอจึงเกิดความรู้สึกอยากหยุดฟังขึ้นมา

"ฮ่าๆ อีบัวมึงนี่ร้ายนะ ลูกมึงนี่มันก็ โง๊...โง่ รักมันรักมึงมากจริงๆ เลยว่ะ กตัญญูซะจนกูซึ้งเลย" เพื่อนสาวขาไพ่ของบุษบาอดพูดออกไม่ได้

"โง่ไม่โง่มึงก็ดูเอาเองสิ มันก็รู้ว่ากูไม่เคยรักมันแต่มันก็เชื่อคำโกหกของกูสงสัยคงดีใจมากที่กูบอกรัก ฮ่าๆ ทีหลังกูคงไม่ต้องลงทุนโกหก แค่กูบอกรักมัน มันก็คงไปขอเงินจกผัวมาให้กูแล้ว ไม่เสียแรงจริงๆ ที่กูทนเลี้ยงมันมาทั้งๆ ที่กูโคตรเกลียดมัน ฮ่าๆ มึงรีบพากูไปกดตังค์ก่อนเถอะ จะได้รีบเอาเงินไปจ่ายให้อีเจ๊เจ้าของบ้าน มึงไปโฆษณาบอกคนรู้จักด้วยล่ะว่ากูจะเปิดบ่อน เขาจะได้มาเล่นกันเยอะ เล่นจนโต้รุ่งแม่งเลย ฮ่าๆ "

"เออๆ ได้ๆ บ่อนของมึงอาจจะรุ่งกว่าบ่อนอีเพชรอีกนะเว้ย มันอยู่ไกลสถานีตำรวจมากกว่า ฮ่าๆ " สองเพื่อนซี้คุยกันอย่างอารมร์ดี ดีใจที่บุษบาจะมีบ่อนเป็นของตัวเอง มันเป็นธุรกิจผิดกฎหมายที่ทำให้เธอมีความสุขมาก และเพราะญาดายังไม่วางสายเธอจึงได้ยินทุกอย่างชัดเจน...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป