บทที่ 9 สาธยาย
ตอน สาธยาย
ร่างไร้สติของญาดาถุูกบุรุษพยาบาลเข็นเข้ามาไว้ที่ห้องพักฟื้น vip ที่คุณชัชชาติเป็นคนไปจองห้องให้เอง สามพ่อแม่ลูกนั่งๆ เดินๆ อยู่ในห้อง พอมองเห็นร่างไร้สติที่นอนอยู่บนเตียงที่มีผ้าพันแผลพันอยู่ที่ขาทั้งสองข้างและศรีษะ ตามเนื้อตัวก็เต็มไปด้วยร่องรอยฟกช้ำ รอยช้ำที่ลำคอจากการถูกบีบคอเมื่อวานก็ยังชัดเจน ห้องทั้งห้องเต็มไปด้วยบรรยากาศหม่นหมองของสามพ่อแม่ลูก ที่ต่างมีความรู้สึกผิดกันทั้งสามคน หนักสุดก็คงจะเป็นสองแม่ลูกที่ได้แต่มองญาดาที่นอนหลับอยู่ด้วยสายตาเศร้าสร้อย
@เคาน์เตอร์พยาบาล
"คุณพยาบาลคะ ขอถามหน่อยค่ะ คนไข้ที่ชื่อ ญาดา สุวรัณ พักอยู่ที่ห้องไหนคะ" เป็นคำถามที่เต็มไปด้วยความร้อนใจ
"คุณญาดาพักอยู่ที่ชั้น..." พอคุณพยาบาลบอกชั้นและเลขที่ห้องจบ บุษบาก็รีบเดินกึ่งวิ่งไปขึ้นลิฟท์ทันที จนเดินมาถึงห้องพักของญาดาในที่สุด
"นุ่น..." แวบแรกที่เดินเข้ามาในห้องก็พบเข้ากับร่างของลูกสาวที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลสีขาว มันบ่งบอกให้รู้ได้เลยว่าอาการเธอสาหัสมาก
"นี่พวกคุณดูแลลูกสาวฉันยังไงทำไมนุ่นมันถึงมาอยู่ในสภาพนี้ได้ แล้วหลานฉันล่ะ เขาตายไปแล้วใช่มั้ย..." บุษบาดูร้อนรนและเป็นห่วงญาดาผิดคาด แต่สิ่งที่ทำให้สามพ่อแม่ลูกอึ้งจนเถีียงไม่ออกไม่ใช่เพราะความรู้สึกผิด แต่ก็เป็นสภาพของบุษบาต่างหาก
สภาพของคนที่โทร.มาบอกลูกสาวว่าโดนเจ้าหนี้รุมทำร้ายและขู่ว่าจะเผาบ้าน ถ้าโดนทำร้ายสาหัสขนาดนั้นจริงๆ เธอคงจะเดินทางมาที่นี่ไม่ไหวเลยด้วยซ้ำ แต่นี่มันไม่ใช่คนโดนกระทืบที่ไหนจะแต่งตัวหรูหราผิดกับตอนที่เป็นคนใช้ขนาดนี้ รอยบาดแผลอะไรก็ไม่มีสักนิิด สามแม่ลูกจึงถึงบางอ้อทันทีรู้แล้วว่าญาดาโดนแม่ตัวเองหลอก หลอกได้สำเร็จมากๆ เสียด้วย ลูกสาวกลายเป็นขโมยโดนเจ้าของแหวนบีบคอซะเกือบจะขาดใจตาย สุดท้ายที่คิดฆ่าตัวตายก็คงจะเป็นเพราะเจ็บปวดกับสิ่งที่ทำลงไปหรือบางทีเธอก็อาจจะรู้แล้วว่าโดนแม่แท้ๆ หลอกจึงได้คิดสั้นขึ้นมาแบบนี้ นี่คือสิ่งที่ปองกานต์คาดเดาไว้พร้อมกับมองบุษบาตาไม่กระพริบ
"เด็กในท้องเสียไปแล้ว กระดูกขาหน้าแข้งของนุ่นหักทั้งสองข้าง หมอบอกว่าอาจจะเดินไม่ได้เป็นปี" คุณชัชชาติพยายามตอบอย่างใจเย็นที่สุด ผู้หญิงคนนี้เลวร้ายกว่าที่ท่านคิด ร้ายกาจจนไม่รู้จะหาคำไหนมาเปรียบ
"ฮะ! ขาหัก เป็นปีถึงจะเดินได้ แล้วแบบนี้ใครจะดูแลมันล่ะคะ ฉันไม่ดูแลมันหรอกนะ เหตุมันเกิดขึ้นที่บ้านพวกคุณ พวกคุญก็ดูแลมันเองเถอะ ถึงหลานจะตายไปแล้วแต่ยังไงนุ่นมันก็เป็นเมียคุณปาล์มก็ดูแลมันเองและกัน" พูดอย่างไม่แยแสหรือสนใจอะไร นั่นก็เพราะคิดมาตลอดว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของเธอ และตอนนี้แผนการจับเศรษฐีให้ญาดามันก็สำเร็จแล้ว หล่อนก็ไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจอะไรญาดาอีก นอกเสียจากถ้าเล่นพนันจนหมดตัวเมื่อไหร่ก็ค่อยโทรไปหาขอเงินเธอ และใช้คำว่า 'แม่' รีดไถผู้หญิงคนนี้ต่อไป
'มันไม่ใชลูกกู กูเกลียดมัน เกลียดไอ้พงษ์ เกลียดอีเข็ม เกลียดลูกของพวกมัน' พยายามใช่ความคิดนี้ไล่ความรู้สึกบางที่ก่อเกิดขึ้นในใจอย่างออกไป
"ออกไปคุยกันข้างนอกหน่อยสิคุยข้างในนี้เดี๋ยวนุ่นมันจะตื่น" คุณหญิงมณีเป็นคนเอ่ยชวนบุษบาให้ออกไปคุยกันข้างนอก ท่าทางและน้ำเสียงการเชิญชวนของคุณหญิิงฟังดูนิ่งๆ แบบไม่มีลับลมคมในอะไร แต่ตามสัญชาตญาณของสองพ่อลูกทั้งสองคนก็รู้สึกได้ทันทีว่ามันต้องมี
"คุณพ่ออยู่นั่งเฝ้านุ่นในนี้นะครับ เดี๋ยวผมจะออกไปดูว่าพวกเขาคุยอะไรกัน"
"อืม...ดีแล้วลูกออกไปดูเถอะ" คุณชัชชาติเองก็รู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดี
สองสาววัยกลางคนพากันเดินออกมาจากห้องโดยมีปองกานต์เดินตามหลังออกมาด้วย
"แกหลอกลูกสาวของแกเหรอบัว แกรู้มั้ยว่ามันขโมยแหวนแต่งงานของตาปาล์มไปขายแล้วเอาเงินไปช่วยชีวิตเก" คุณหญิงเปิดฉากถามด้วยท่าทีเรียบเฉยเพราะอยากจะรู้ว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงใจร้ายกับลูกตัวเองมากๆ ผิดกับแม่คนอื่นลิบลับ
"ฮะ! อีนุ่นมันขโมยของเหรอ มันรักฉันมากจริงๆ นะเนี่ย หึๆ" บุษบายังไม่ปล่อยวางกับเรื่องในอดีตยังคงคิดถึงความใจร้ายที่สามีเก่าทำไว้กับเธอ มันจึงยากนักที่จะให้เธอแสดงความรู้สึกรักใคร่หรือสงสารที่มีต่อญาดาออกมา เพราะเธอก็เป็นอีกคนที่โดนคำว่าอคติกับทิฐิเกาะกินหัวใจมานานมากเหลือเกิน จนทุกวันนี้ยังมองไม่เห็นถึงความน่ารักและความดีของญาดาเลย คิดเสียแต่ว่าจะเลี้ยงเอาไว้เป็นเครื่องมือหาเงินในอนาคต
"นุ่นมันรู้สึกผิดในสิ่งที่มันทำจนอยากจะฆ่าตัวตาย ที่มันตกบันไดลงมาก็ไม่ได้เป็นเพราะอุบัติเหตุหรอกนะ นุ่นมันจงใจจะไปยิงตัวตายข้างนอก แต่มันดันตกบันไดลงมาซะก่อน นี่ก็นับว่าโชคดีนะที่มันไม่ได้ไปยิงตัวตาย" คุณหญิงมณีทำท่าทีนิ่งๆ แต่ในใจนั้นมันกลับร้อนระอุ ยิ่งเห็นว่าบุษบาไม่ได้มีท่าทีร้อนรนอะไร แขนขาของเธอมันก็เริ่มสั่น ไม่ได้รู้สึกหนาวเย็นแต่อย่างใด เป็นเพราะว่าอยากจะใส่เดี่ยวกับผู้หญิงตรงหน้าเต็มทนต่างหาก
"หึๆ ลูกอีเข็มมันรักกูมากกว่าแม่มันจริงๆ อย่างนี้สิจะได้ไม่เสียดายข้าวสุกที่เลี้ยงมันมา" เพราะเธอไม่ได้อยู่ในฐานะที่ต้องมาเรียกร้องความสงสารจากคนเหล่านี้แล้ว พอไม่ต้องแสดงไม่ต้องวางคาแรคเตอร์ให้ตัวเองเหมือนที่ผ่านมา ธาตุแท้นิสัยใจคอของผู้หญิงร้ายกาจคนนี้กับความจริงที่ไม่มีใครเคยรู้ก็กำลังจะถูกเปิดเผยจากปากของเธอ
"อะไรนะ ลูกของคนชื่อเข็มไม่ใช่ลูกของแกเหรอ" สองแม่ลูกพากันอึ้งกิมกี่กับสิ่งที่ได้ยิน
"ใช่ค่ะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ฉันขี้เกียจจะโกหกทุกคนเต็มที รู้มั้ยว่าทุกครั้งที่ต้องบอกคนอื่นว่าอีนุ่นเป็นลูกของตัวเองฉันต้องกล้ำกลืนมาก เพราะมันเป็นลูกของไอ้พงษ์ผัวเก่าฉันกับอี้เข็มเมียเก่าที่ตายไปแล้วของไอ้พงษ์ อีนุ่นอ่ะนะตามเดิมแล้วถ้าพ่อมันตายมันก็เด็กจรจัดดีๆ นี่แหละ ไม่มีใครเขาเอามันหรอก ตอนแรกฉันก็จะไม่เอามัน แต่มันนี่สิเล่นละครตอแหลบีบน้ำตาตั้งแต่ยังเด็กๆ มาร้องขอ ร้องอ้อนวอนคุกเข่าไม่ให้ฉันไป นี่มันลงทุนวิ่งตามรถแท็กซี่ที่ฉันนั่งมาวิ่งจนเกือบจะโดนรถชนตายน่ะ พอฉันเห็นว่ามันมีความพยายามไม่อยากโดนทิ้ง ไม่อยากเป็นเด็กจรจัดมากๆ ฉันก็เลยยื่นขอเสนอว่าถ้าหากมันอยากเป็นลูกของฉัน มันก็ต้องรักฉันที่สุดในชีวิต ต้องให้ฉันเป็นเจ้าชีวิตของมัน และมันก็สำเร็จซะด้วยฉันสั่งให้มันทำอะไรมันก็ทำทุกอย่าง
แม้กระทั่งขโมยของ หึๆ วิธีการข่มขู่อีนุ่นก็ง่ายๆ ฉันขู่มันว่าถ้าหากไม่ทำตามที่ฉันบอกฉันจะหนีมันเหมือนที่เคยหนี พอบอกไปแค่นี้แหละสั่งอะไรก็ได้หมด มันน่าสะใจเหลือจริงๆ เมื่อก่อนฉันต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้อยู่ในตำแหน่งเมียของพ่อมัน ต้องตอแหลสร้างภาพสารพัด พอมาถึงวันที่มันตายฉันเสียใจนะที่จะไม่มีคนเลี้ยงดูอีกต่อไป แต่อีกใจนึงก็โคตรโล่งใจ ที่ไม่ต้องแสดงละครให้พ่อมันดูอีก ฮ่าๆ
แล้วอีกอย่างนะ อีนุ่นมันไม่ได้คิดสั้นอย่างเดียวที่มันอยากฆ่าตัวตายน่ะ ก็เพราะว่ามันเป็นบ้า มันเป็นโรคจิตด้วย มันเป็นโรคซึมเศร้าชอบกรีดแขนทำร้ายตัวเองตั้งแต่อายุ 16 จนฉันต้องพามันไปหาหมอ และขู่มันว่าถ้าไม่เลิกทำร้ายตัวเองฉันจะทิ้งมันไป จนสุดท้ายมันก็เลิกกรีดแขนยอมกินยา ยอมรักษาตัวเพื่อฉัน สงสัยคราวนี้มันคงไม่ได้กินยาอีกอาการเลยรุนแรงหนักจนอยากจะตาย คราวหลังก็ระวังอีบ้านี่มันเอามีดไล่แทงก็แล้วกัน อีนุ่นมันป่วยทางจิตมันซึมเศร้า มันเป็นบ้านะรู้ไว้ด้วย ฮ่าๆ" ความอัดอั้นตันใจของคนที่เกลียดลูกตัวเองสุดหัวใจได้ถูกระบายออกมา ทั้งหมด และก็เป็นเพราะว่าปองกานต์ปิดประตูไม่สนิท บุษบาก็ไม่ได้พูดเบาๆ ดังนั้นคุณชัชชาติและญาดาที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาได้ไม่นานจึงได้ยินหมดทุกอย่าง
"กรี๊ด! หยุด! หยุดพูดสักที! ฮือๆ" เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดที่หัวใจของญาดาดังขึ้น ทำเอาทุกคนแตกตื่นกันหมด
"กรี๊ดหาไอ้พงษ์เหรออีนุ่น มึงยอมรับความจริงที่มึงบ้าไม่ได้หรือไง" บุษบาสารเลวเกินกว่าจะสำนึกผิดได้จริงๆ
"ปาล์มรีบไปดูนุ่นเร็ว เด๊่ยวแม่ขอจัดการกับอีXXX นี่ก่อน" ปองกานต์รีบวิ่งเข้าไปดูญาดาก่อนที่มารดาจะพูดด้วยซ้ำ ทางบุษบาพอรู้ว่าตัวเองจะโดนคุณหญิงมณีเล่นงาน คราวนี้ก็ตั้งท่ารับอย่างเกรงกลัว
ท่านยืนฟังผู้หญิงเลวๆ คนนี้สาธยายความเลวของตัวเองมาได้จนจบก็ถือว่าอดทนมากจริงๆ แต่คนที่ดูจะเจ็บปวดและน่าสงสารที่สุดในเวลานี้ก็คงจะหนีไม่พ้นญาดา...
