บทที่ 6 ตอนที่ 6 งานเข้าเจ้านาย
ตอนที่ 6 งานเข้าเจ้านาย
#เช้าวันรุ่งขึ้น
#แผนกต้อนรับส่วนหน้า ‘มนต์เมืองเหนือรีสอร์ต’
มินตราในชุดทำงานผ้าพื้นเมืองสีกลีบบัวตัดเย็บอย่างประณีต ก้าวเดินเข้ามาด้วยท่าทางทรงอำนาจ ใบหน้าหวานแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางสดใส ทว่าดวงตาคู่สวยกลับฉายแววอาฆาตมุ่งร้ายอย่างปิดไม่มิด
และเป้าหมายสายตาของเธอก็ไม่ใช่ใครอื่น ‘ภานุ’ ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมเม็ดบนกับกางเกงสแล็กสีดำ ชายหนุ่มยืนพิงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ พร้อมกับส่งยิ้มหวานทรงเสน่ห์ให้พนักงานสาวๆ จนทุกคนหน้าแดงระเรื่อกันเป็นแถบ
“อารมณ์ดีจังเลยนะ... คุณพนักงานใหม่!” มินตรากอดอก เอ่ยน้ำเสียงเข้มขึ้นทันที
ภานุหมุนตัวกลับมามองยัยตัวแสบทันที มุมปากหนายกยิ้มกวนประสาท
“อรุณสวัสดิ์ครับแฟน... มารอรับการปรนนิบัติจากผมแต่เช้าเลยเหรอครับ”
“ใครมารอรับการปรนนิบัติจากคุณไม่ทราบ!” มินตราแยกเคี้ยวใส่ “นี่ยังไม่ถึงเวลาเริ่มงาน คุณมาทำอะไรตรงนี้ ไม่ทราบว่าไปรับยูนิฟอร์มกับหัวหน้าแม่บ้านมาหรือยัง?”
“เรียบร้อยแล้วครับ แต่พอดีไซซ์เสื้อพนักงานมันเล็กไปนิด มันติดแถวๆ... แผงอกกับกล้ามแขนผม” ภานุยักไหล่ แกล้งขยับตัวให้เห็นมัดกล้ามแน่นๆ ผ่านเนื้อผ้า “หัวหน้าแม่บ้านเลยบอกให้ผมใส่ชุดนี้ไปก่อน”
“ไม่ต้องมาอวด!” มินตราหน้าแดงก่ำ นึกถึงแผงอกล่ำที่เธอเคยซบเมื่อคืนก่อนแล้วรีบเบือนหน้าหนี “ฟังทางนี้ วันนี้งานแรกของคุณคือ ไปช่วยจัดเตรียมสถานที่โซนสวนดอกไม้สำหรับงานเลี้ยงต้อนรับคณะทัวร์VIPเย็นนี้”
“จัดสวน?” ภานุเลิกคิ้ว
“ก็แม่ฉันสั่งให้มาทำงานเพื่อพิสูจน์ไง” มินตราเชิดหน้ายิ้ม “ถ้างานหนักแค่นี้ทำไม่ได้ ก็ยอมแพ้ แล้วถอนตัวไปซะ ฉันจะแทบเงินอีกหมื่นนึงให้นายด้วย”
ภานุโน้มใบหน้าลงมาหาเธอใกล้ๆ จนมินตราต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
“เสียใจด้วยครับคุณผู้ว่าจ้าง พอดีผมเป็นคนมีความอดทนสูง โดยเฉพาะกับ ‘งาน’ ที่มีคุณเป็นคนควบคุม”
“ปากดี! งั้นก็ไปยกกระถางต้นไม้กับจัดโต๊ะได้แล้ว” มินตราสั่งเสียงแหลม ก่อนจะหมุนตัวสะบัดบ๊อบเดินหนีไป
ภานุมองตามหลังเธอไปพร้อมรอยยิ้ม ร่างสูงใหญ่กอดอกพลางหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาส่งข้อความหาลูกน้องคนสนิท
ภานุ : ไอ้เอก สั่งคนของเราให้ส่งชุดทำงานช่างสวนกับถุงมือมาให้ฉันด่วน’
เอก : นายจะไปจัดสวนจริงๆ เหรอครับ นายใหญ่แห่งThe Grand Andaman จะไปแบกกระถางต้นไม้เนี่ยนะ
ภานุ : เออ
#เวลา 11.30 น.
แดดช่วงสายเริ่มร้อนอบอ้าว มินตราเดินถือแก้วน้ำส้มเย็นๆ เดินมาตรวจงานด้วยรอยยิ้มสะใจ เธอหวังจะเห็นชายหนุ่มถังแตกนอนหมดสภาพ หรือนั่งบ่นงอแงเพราะทนงานหนักไม่ไหว
แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้เธอต้องอ้าปากค้าง ภานุในชุดเสื้อยืดแขนสั้นสีดำโชว์ท่อนแขนกำยำที่เต็มไปด้วยเส้นเลือด ชายหนุ่มกำลังแบกกระถางต้นไฮเดรนเยียขนาดใหญ่ด้วยมือข้างเดียวอย่างสบายอารมณ์ เหงื่อเม็ดเล็กๆ เกาะตามโครงหน้าคมเข้มและซอกคอ มันส่งให้เขาดูดุดันจนพนักงานสาวในสวนแอบมองกันตาค้าง
“อ้าว~ คุณแฟน เดินมาตรวจงานเหรอครับ?” ภานุวางกระถางลง ก่อนที่จะยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก
“คะ... คุณ ทำไมจัดเสร็จไวขนาดนี้” มินตรามองรอบๆ สวนที่ถูกจัดเรียบร้อยอย่างสวยงามไร้ที่ติ
“ก็ผมบอกแล้วไงครับว่าผมมันพวกแรงเยอะ” ภานุเดินเข้าไปหาเธอ เดินต้อนจนมินตราต้องถอยร่นไปชิดต้นไม้ใหญ่ “แล้วนั่น... น้ำส้มในมือคุณ ซื้อมาให้ผมเหรอครับ?”
“เปล่า! ฉันซื้อมากินเอง” มินตราโกหกเสียงสูง ทั้งที่ตั้งใจจะเอามาแกล้งยั่วคนหิวน้ำ
“จริงเหรอครับ... แต่ผมหิวน้ำมากเลยนะ” ภานุทำหน้าอ้อนๆ ทว่าสายตากลับจ้องมองริมฝีปากบางของเธออย่างมีความหมาย “ถ้าไม่มีน้ำส้ม... ขอกินน้ำหวานจากปากคุณผู้ว่าจ้างแทนได้ไหมครับ”
“ไอ้คนลามก!” มินตราเอ่ย พร้อมยกแก้วน้ำส้มดันอกแกร่งเขาไว้ “เอากินไปเลยไป รำคาญ!”
ภานุรับแก้วน้ำส้มมาถือไว้ แต่เขากลับไม่ดื่ม ชายหนุ่มก้มลงมากระซิบข้างใบหูเล็ก
“ขอบคุณครับ... น่ารักจังเลยนะ แฟนใครเนี่ย”
“คุณ!” มินตราหน้าแดงแจ๋จนแทบจะกลายเป็นสีเดียวกับลูกตำลึงสุก เธอรีบยกมือขึ้นตีกระแทกไหล่เขาไปทีหนึ่งแรงๆ “หยุดพูดจาชวนขนลุกเดี๋ยวนี้นะ”
ครืด~ ครืด~
เสียงโทรศัพท์มือถือของมินตราก็ดังขึ้น เธอรีบกดรับสายเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย
“ฮัลโล สายป่าน มีอะไร?”
(คุณมินตราคะ เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ!) เสียงเลขาสาวดังลนลานออกมาจากสาย
(คุณพงษ์ศักดิ์ เสี่ยเจ้าของบริษัทพัฒนาที่ดินคู่แข่ง เขาพาคนมาป่วนที่ล็อบบี้ค่ะ บอกว่ารีสอร์ตเราสร้างรุกล้ำเขตที่ดินเขา แล้วขู่ว่าจะปิดทางเข้าออกรีสอร์ตเราภายในเย็นนี้ค่ะ)
“ว่าไงนะ!” มินตราตาโต สีหน้าเปลี่ยนเป็นเครียดทันที “กล้าดียังไง ที่ดินตรงนั้นฉันมีโฉนดถูกต้องนะ!”
“มีอะไรหรือเปล่าคุณ?” ภานุเห็นสีหน้าเธอเปลี่ยนไปจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เรื่องธุรกิจน่ะ คุณไม่ต้องมายุ่ง!” มินตราวางสายแล้วรีบก้าวเดินตรงไปยังล็อบบี้ทันที
ภานุขมวดคิ้วมองตามหลังเธอไป ชายหนุ่มยกโทรศัพท์ขึ้นสายหาเอกทันที
“ไอ้เอก... เช็กประวัติไอ้เสี่ยพงษ์ศักดิ์ให้กูหน่อย มันกล้ามาวุ่นวายในพื้นที่ของเธอ... สั่งคนของเราเตรียมตัวไว้ ถ้ามันพูดไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
#ล็อบบี้ มนต์เมืองเหนือรีสอร์ต
“ฉันบอกให้เรียกเจ้าของรีสอร์ตออกมาไงวะ!”
เสียงเอะอะโวยวายดังลั่น เสี่ยพงษ์ศักดิ์ ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมในชุดสูทสีฉูดฉาด ยืนเท้าเอวตะคอกใส่พนักงานต้อนรับ โดยมีชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ในชุดดำสี่ห้าคนยืนล้อมหลังอยู่
“มีเรื่องอะไรกันคะ เสี่ยพงษ์ศักดิ์” มินตราเดินเข้ามาด้วยท่าทางนิ่งๆ แม้ในใจจะหวั่นๆ กับลูกน้องร่างยักษ์พวกนั้น
“อ้าว~ คุณมินตรา มาพอดีเลย” เสี่ยพงษ์ศักดิ์แสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ “ฉันแค่มาเตือน... ที่ดินตรงถนนทางเข้าหลักของรีสอร์ตคุณน่ะ มันเป็นที่ดินของฉัน ถ้าคุณไม่ยอมขายรีสอร์ตนี้ให้ฉันในราคาห้าสิบล้าน... พรุ่งนี้เช้าฉันจะสั่งเอารถไถมาปิดทางเข้าออกซะ”
“บ้าไปแล้วเหรอเสี่ย!” มินตราโวยวาย “ที่ตรงนั้นมันเป็นทางสาธารณะ เสี่ยจะมากว้านซื้อแล้วปิดทางแกล้งกันแบบนี้ไม่ได้นะ”
“ทำไมจะไม่ได้ ในเมื่อกวดกาตาร์กู้เงินฉันมีสัญญาแลกเปลี่ยน” เสี่ยพงษ์ศักดิ์ก้าวเข้ามาขู่ใกล้ๆ “เลือกเอานะคุณมินตรา... จะยอมขายรีสอร์ตให้ฉันดีๆ หรือจะยอมให้รีสอร์ตนี้เจ๊งเพราะไม่มีลูกค้าเข้ามาได้”
“ฉันไม่ขาย!” มินตราตอบเสียงแข็ง
“เหอะ! ไม่ขายงั้นเหรอ... เฮ้ย! พวกแก สั่งสอนยัยคุณหนูปากดีนี่หน่อยซิ!” เสี่ยพงษ์ศักดิ์กวักมือสั่งลูกน้อง
ชายฉกรรจ์ร่างยักษ์คนหนึ่งก้าวพุ่งตรงเข้ามาหาเป้าหมาย มือหนายื่นออกไปหมายจะคว้าท่อนแขนของมินตราไว้
หมับ!
ทว่าก่อนที่มือนั้นจะถึงตัวเธอ กลับมีมือหนาปริศนาพุ่งเข้ามาบีบข้อมือของชายฉกรรจ์ไว้แน่น
แกร๊ก!
“อ๊ากกกก!” ชายฉกรรจ์คนนั้นร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เมื่อข้อมือหนาถูกบิดจนแทบหักงอ
“คิดจะทำอะไร... เมียฉัน”
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจและแฝงไปด้วยรังสีอำมฮิตดังขึ้นจากทางด้านหลัง มินตราหันขวับไปมองด้วยความตะลึง
ภานุในชุดเสื้อยืดสีดำ ตอนนี้ดวงตาคมเข้มของเขากลับฉายแววดุดัน ร้ายกาจ และน่ากลัว ชายหนุ่มสะบัดมือออกนิดเดียว ร่างยักษ์ของลูกน้องเสี่ยพงษ์ศักดิ์ก็ลอยเซไปกระแทกพื้นเสียงดัง
โครม!
“มึงเป็นใครวะ!” เสี่ยพงษ์ศักดิ์ถอยหลังก้าวหนึ่งด้วยความตกใจ “อย่ามายุ่งเรื่องของธุรกิจ”
ภานุก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างสูงใหญ่ข่มขวัญทุกคนในบริเวณนั้นจนเงียบกริบ ชายหนุ่มดึงตัวมินตราเข้ามาไว้ด้านหลังทันที
“กูชื่อภาม... เป็นแฟนของเจ้าของรีสอร์ตนี้” ภานุยิ้มเย็นๆ ทว่าแววตาไม่มีความขบขันเลยสักนิด “และถ้าพวกแกยังไม่ไสหัวไปภายในห้าวินาที... อย่าหาว่ากูไม่เตือน”
“เหอะ!” เสี่ยพงษ์ศักดิ์แค่นหัวเราะกลบเกลื่อนความกลัว “แต่งตัวเหมือนช่างสวนเนี่ยนะ พวกมึง ลุยมันเลย!”
ลูกน้องอีกสามคนพุ่งเข้าใส่ภานุพร้อมกันทันที มินตราตาโต กรีดร้องด้วยความตกใจ
“ภาม! ระวัง”
ทว่าเหตุการณ์หลังจากนั้นกลับจบลงภายในเวลาไม่ถึงสิบวินาที
ชายหนุ่มก้าวหลบหมัดแรกอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะออกหมัดสวนเข้าที่ลิ้นปี่คนแรกจนล้มฟุบ จากนั้นเหวี่ยงเท้าเตะเข้าที่ก้านคอคนที่สองจนสลบคาที่ และจับคนที่สามทุ่มข้ามไหล่ลงพื้นเสียงดัง
ความรวดเร็ว ดุดัน และเด็ดเดี่ยวระดับมืออาชีพ ทำเอาเสี่ยพงษ์ศักดิ์ยืนตัวสั่นพั่บๆ หน้าถอดสีจนกลายเป็นสีไก่ต้ม
ภานุเดินก้าวเข้าไปหาเสี่ยพงษ์ศักดิ์ ชายหนุ่มคว้าคอเสื้อสูทของเสี่ยยกขึ้นจนลอยเหนือพื้น ดวงตาคมกริบจ้องมองเข้าไปราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“ฟังนะไอ้เสี่ย...” ภานุกระซิบเสียงต่ำเรียบนิ่ง “ถ้าแกยังกล้ามายุ่งกับรีสอร์ตนี้ หรือกล้าแตะต้องมินตราอีกแม้แต่นิดเดียว ไม่ใช่แค่ที่ดินของแกหรอกนะที่จะโดนยึด แต่เป็น ‘ชีวิต’ ของแกด้วย... เข้าใจไหม?”
“ขะ... เข้าใจแล้ว ยอมแล้ว” เสี่ยพงษ์ศักดิ์พยักหน้ารับ
ภานุปล่อยคอเสื้อออก เสี่ยทรุดลงไปกองกับพื้น ก่อนจะรีบประคองลูกน้องที่บาดเจ็บวิ่งหนีออกจากรีสอร์ตไปอย่างรวดเร็วราวกับหมาจนแต้ม
บรรยากาศในล็อบบี้กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง พนักงานทุกคนยืนอ้าปากค้างมองด้วยความทึ่ง
เขาหมุนตัวกลับมาหามินตรา ออร่าความดุดันเมื่อครู่หายวับไปทันตา เปลี่ยนเป็นยิ้มกวนประสาทเหมือนเดิม ชายหนุ่มยกมือขึ้นแตะมุมปากตัวเองที่โดนเฉี่ยวเบาๆ
“โอ๊ย~ เจ็บจังเลยครับคุณแฟน” ภานุทำหน้าอ้อนๆ “ผมช่วยปกป้องรีสอร์ตคุณไว้นะ... ไม่มีโบนัสให้ลูกจ้างคนนี้หน่อยเหรอครับ?”
มินตรารู้สึกเหมือนหัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ภาพการต่อสู้เมื่อกี้ ความดุดัน และการปกป้องเธออย่างไม่คิดชีวิต มันทำให้สมองของเธอมึนงงไปหมด
นี่มันไม่ใช่แค่หนุ่มฟรีแลนซ์ธรรมดาๆ แน่ๆ ลีลาการต่อสู้ระดับนี้ ออร่าข่มขวัญแบบนี้...
“คุณ...” มินตราจ้องหน้าเขาเขม็ง “คุณเป็นใครกันแน่ภาม”
ภานุเลิกคิ้ว ยิ้มร้ายลึก ก้าวเข้ามาชิดตัวเธอแล้วก้มลงกระซิบชิดใบหู
“ก็เป็น... แฟนกำมะลอของคุณไงครับ”
“อย่ามากวนนะ นายต่อสู้เก่งขนาดนี้ได้ยังไง”
“ก็ผมเป็นผู้ชายนะ” ภานุโกหกหน้าตาย “เอาเป็นว่า... ตอนนี้แผลที่มุมปากผมเจ็บมากเลย คุณแฟนช่วยพาผมไปทำแผลหน่อยได้ไหมครับ?”
มินตรามองรอยถลอกที่มุมปากของเขาแล้วใจอ่อนวูบ ถึงจะหมั่นไส้ความกวนประสาท แต่เขาก็เจ็บตัวเพราะช่วยเธอไว้จริงๆ
“อืม ตามมานี่!” มินตราสะบัดเสียงใส่ แต่กลับยื่นมือไปจับท่อนแขนแกร่งของเขาแล้วออกแรงดึงให้เดินตามมายังห้องทำงานส่วนตัว
ชายหนุ่มมองมือเล็กที่จับท่อนแขนเขาไว้แล้วยิ้มกรุ้มกริ่มในใจ งานเข้าเจ้านายครั้งนี้ ถือว่าคุ้มค่าสุดๆ เพราะดูเหมือนยัยตัวแสบอีโก้จัดคนนี้ จะเริ่มเปิดใจและห่วงใยแฟนกำมะลอคนนี้ขึ้นมานิดหนึ่งแล้ว
