บทที่ 9 ตอนที่ 9 แผนรุกของแฟนกำมะลอ
ตอนที่ 9 แผนรุกของแฟนกำมะลอ
#เช้าวันใหม่
เสียงไก่ขันยามเช้าตรู่รับกับสายลมเย็นสบาย มินตราเดินลงมาในชุดเสื้อผ้าพื้นเมืองประยุกต์ดูน่ารักสบายตา หญิงสาวสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ พลางยืดแขนบิดไล่ความเกียจคร้าน ทว่าทันทีที่เธอก้าวเท้าลงมาจากบันไดขั้นสุดท้าย สายตาก็ปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่คุ้นเคยที่ยืนยิ้มแป้นรออยู่แล้ว
ภานุในชุดเสื้อกางเกงขายาวเรียบง่าย ยืนถือถาดอาหารเช้าที่มีควันฉุยลอยกรุ่น พร้อมกับดอกกุหลาบสีชมพูดอกงามที่วางประดับอยู่ข้างแก้วกาแฟร้อน
“อรุณสวัสดิ์ครับคุณแฟน” ภานุยิ้มหวานจนตาหยี เอ่ยทักทายเสียงนุ่ม
มินตราชะงักกึก มองภาพตรงหน้าด้วยความระแวง ก่อนจะขมวดคิ้วยุ่ง
“คุณภาม... ตื่นเช้าขนาดนี้มาทำอะไรตรงนี้เนี่ย? แล้วนั่นถาดอะไร”
“ก็นำอาหารเช้าสุดพิเศษมาเสิร์ฟให้เจ้านายไงครับ” ภานุก้าวเข้ามาหา ยื่นถาดในมือส่งให้ดู “กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล กับแซนด์วิชทูน่าโฮลวีตที่คุณชอบ ผมลงมือทำเองกับมือเลยนะ”
มินตรามองแซนด์วิชที่ถูกตัดขอบอย่างสวยงาม สลับกับมองหน้าชายหนุ่มที่ทำตาโตส่งวิ้งๆ มาให้
“คุณไปรู้ได้ยังไงว่าฉันชอบกินอะไรแบบนี้ แล้วดอกกุหลาบนี่มันอะไรกัน?”
“ก็นี่ไงครับ...” ภานุใช้นิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากตัวเองเบาๆ “ผมใช้ความใส่ใจสังเกตคุณตลอดทั้งวันเมื่อวานไงครับ ส่วนดอกกุหลาบ... ผมตัดมาจากสวนหลังบ้าน เอามาให้คุณผู้ว่าจ้างเป็นการเพิ่มพลังในยามเช้าครับ”
“เวอร์อีกแล้วนะคุณ” มินตราทำเป็นเสียงแข็ง กลบเกลื่อนอาการแก้มร้อนผ่าวที่เริ่มซับสีเลือด “คุณอย่าลืมสิว่าสัญญาจ้างเราน่ะ ให้เล่นเป็นแฟนกันแค่เวลาอยู่ต่อหน้าพ่อกับแม่หรือคนอื่นเท่านั้น ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ คุณไม่ต้องมาทำดีเกินหน้าที่หรอก”
“ใครว่าไม่มีใครอยู่ล่ะครับ?” ภานุเลิกคิ้ว ก่อนจะบุ้ยปากไปทางด้านหลัง
มินตราหันไปมองตามสายตาก็พบกับพนักงานทำความสะอาดและพนักงานจัดสวนสองสามคนกำลังแอบยืนยิ้มกริ่ม ส่งสายตาแซวมาทางพวกเธออย่างปิดไม่มิด
“แฮ่ม!” มินตรากระแอมไอแก้เขิน ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “ถึงยังไงก็ไม่ต้องขนาดนี้ก็ได้ คุณไปทำงานของคุณนู่นไป”
“ผมทำแล้วครับ... แต่หน้าที่ดูแลหัวใจเจ้านาย ผมยังไม่ได้ทำเลย” ภานุยื่นหน้าเข้ามาใกล้ กระซิบเสียงทุ้มต่ำข้างใบหูเล็ก “อีกอย่าง... เมื่อคืนที่คุณบอกว่า ชอบคนที่ซื่อสัตย์และจริงใจ ผมเลยตั้งใจว่าจะเริ่มแสดงความจริงใจให้คุณเห็นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปไงครับ”
มินตราสะดุดกึกกับคำว่า ‘ซื่อสัตย์และจริงใจ’ หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นผิดจังหวะขึ้นมาเสียดื้อๆ เธอรีบดันถาดอาหารในมือเขาออกห่างเล็กน้อย
“ฉะ... ฉันพูดถึงสเปกทั่วไปย่ะ! ไม่ได้บอกให้คุณมาทำแบบนี้สักหน่อย” มินตราเชิดหน้าขึ้นหนีสายตาคมกริบที่จ้องมองมา “แล้วก็นะ... กาแฟกับแซนด์วิชนี่ ฉันจะยอมรับไว้ก็ได้ เห็นแก่ความพยายามหรอกนะ”
มือเล็กเอื้อมไปหยิบแก้วกาแฟและแซนด์วิชมาถือไว้ ก่อนจะเดินหนีไปนั่งที่โต๊ะม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ ภานุยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะ เขาเดินตามไปนั่งลงบนม้านั่งฝั่งตรงข้ามทันที
“ใครอนุญาตให้นั่งไม่ทราบคะ?” มินตราเอ่ยถามขณะยกกาแฟขึ้นจิบ
“ไม่มีครับ แต่ผมอยากนั่งเฝ้าแฟน” ภานุเอามือเกยคาง จ้องมองใบหน้าหวานไม่วางตา “อร่อยไหมครับ?”
มินตราเคี้ยวแซนด์วิชคำเล็กๆ รสชาติความนุ่มของขนมปังกับทูน่าหมักกลมกล่อมเข้ากันได้อย่างลงตัวจนเธอต้องแอบพยักหน้าในใจ ทว่าปากกลับตอบไปอีกอย่าง
“ก็... พอกินได้ ไม่ได้แย่”
“งั้นเหรอ แต่สายตาคุณมันบอกว่าอร่อยมากเลยนะ” ภานุเอ่ย ก่อนจะยื่นมือออกไป “เลอะมุมปากแล้ว”
“เอ๊ะ!” มินตราตกใจ เตรียมจะยกมือขึ้นเช็ด แต่นิ้วหัวแม่มือของภานุกลับสัมผัสลงบนมุมปากบางของเธอเสียก่อน
ชายหนุ่มออกแรงคลึงเบาๆ เพื่อเช็ดคราบซอสออกอย่างอ่อนโยน สัมผัสผิวกายที่อบอุ่นทำให้อารมณ์ของมินตราหยุดชะงักไปชั่วขณะ ดวงตากลมโตสบเข้ากับดวงตาคมเข้มที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน
“คุณภาม” มินตราเอ่ยเรียกชื่อเขาเสียงเบาหวิว
“หืม?” ภานุละนิ้วมือออกช้าๆ แต่สายตายังคงจ้องมองริมฝีปากบางอย่างอ้อยอิ่ง “มีอะไรเหรอ?”
“คุณ... คุณเปลี่ยนไปนะ” มินตราขมวดคิ้ว มองเขาด้วยความสงสัย “ปกติวันๆ คุณมีแต่เรื่องกวนประสาท ฉวยโอกาส แล้วก็พูดจาบ้าบอใส่ฉัน แต่เช้านี้คุณดู... ดูแปลกไป”
“แปลกยังไง? ดูหล่อขึ้นเหรอ” ภานุยักคิ้วกวนๆ
“ดูใส่ใจ... จนน่าขนลุกต่างหาก” มินตราถอนหายใจยาวๆ “นายกำลังคิดจะเล่นพิเรนทร์อะไรอีกใช่ไหม บอกไว้ก่อนเลยนะว่าถ้าคิดจะหลอกแกล้งอะไรฉันอีก ฉันไม่เล่นด้วยแล้วนะ”
รอยยิ้มกวนประสาทของภานุชะงักไปเล็กน้อย ชายหนุ่มมองสบตากับมินตราด้วยสีหน้าที่จริงจังขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม
“ผมไม่ได้คิดจะแกล้งคุณ... ที่ผมทำไปทั้งหมด ผมตั้งใจจริง”
มินตรามองความจริงจังในตาเขา แล้วก็ต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาไปเสียเอง หัวใจเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้ เธอรีบยกกาแฟขึ้นดื่มจนหมดแก้วแล้วลุกขึ้นยืนทันที
“ฉันกินเสร็จแล้ว จะไปทำงานต่อแล้ว!” มินตราเอ่ยขึ้นอย่างรวดเร็ว
“เดี๋ยวสิครับคุณ!” ภานุลุกขึ้นยืนตาม “เย็นนี้คุณมีแผนจะไปไหนไหม?”
“ทำไม? คุณจะถามทำไม”
“พอดีพนักงานในครัวบอกว่า เย็นนี้จะมีตลาดนัดคนเดินในเมือง มีของกินอร่อยๆ เยอะแยะเลย ผมเลยอยากชวนเจ้านายไปเดินเที่ยวด้วยกันสักหน่อย ถือว่าเป็นการผ่อนคลายหลังจากผ่านเรื่องวุ่นๆ มาไงครับ” ภานุเสนอพร้อมรอยยิ้มอ้อนๆ
มินตรามองหน้าชายหนุ่ม นึกอยากจะปฏิเสธ แต่เมื่อคิดถึงเรื่องที่เขาเคยช่วยเธอไว้ตอนเสี่ยพงษ์ศักดิ์มาป่วน แถมยังบาดเจ็บเพราะช่วยเธออีก หัวใจมันก็เกิดลังเลขึ้นมาดื้อๆ
“คุณชวนฉัน... ในฐานะพนักงานชวนเจ้านาย หรือแฟนกำมะลอชวนแฟน?” เธอถามเชิงจับผิด
“ชวนในฐานะ ผู้ชายคนหนึ่งที่... อยากเดตกับคุณ”
คำตอบตรงไปตรงมาทำเอามินตราสติแทบหลุดลอย หน้าแดงลามไปถึงใบหู เธอรีบเชิดหน้าขึ้นกลบเกลื่อนความเขินอาย
“มะ... ไม่ว่าง งานเยอะแยะ!”
“จริงเหรอ? แต่เมื่อกี้ผมแอบยินคุณแม่คุยกับสายป่านว่า เย็นนี้งานในรีสอร์ตไม่มีอะไรน่าห่วง ให้คุณพักผ่อนได้นะ” ภานุรู้ทัน
“คุณ! แอบฟังคนอื่นคุยกันได้ยังไง!” มินตราถลึงตาใส่
“สรุปว่าไปนะ... ห้าโมงเย็น ผมจะไปรอคุณที่หน้าบ้านใหญ่ ห้ามเบี้ยวนัดเดตผมเด็ดขาดนะ ไม่อย่างนั้นผมจะบุกขึ้นไปตามถึงบนห้องจริงๆ ด้วย” ภานุตัดบท ก่อนจะส่งยิ้มหวานให้แล้วหมุนตัวเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี
“ไอ้... ไอ้คนบ้าอำนาจ! ใครตกปากรับคำคุณกัน” มินตราตะโกนไล่หลังไป แต่มือเล็กกลับยกขึ้นมากุมอกข้างซ้ายของตัวเองที่กำลังเต้นระรื่นราวกับจังหวะกลองศึก
#เวลา 17.00 น.
มินตราส่องกระจกมองตัวเองในห้องนอน หญิงสาวอยู่ในชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีขาวนวลดูสบายตา ผมยาวสลวยถูกรวบครึ่งหัวเรียบร้อย เธอถอนหายใจใส่กระจกเป็นรอบที่ร้อย
“แกเป็นอะไรไปเนี่ยยัยมินตรา... ทำไมต้องแต่งตัวตั้งใจขนาดนี้ด้วย” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองด้วยความขัดใจ แต่สุดท้ายก็ยอมหยิบกระเป๋าสะพายข้างแล้วเดินลงมาจากบ้าน
ที่หน้าบ้านมีภานุยืนรออยู่แล้ว ชายหนุ่มอยู่ในชุดเสื้อยืดสีดำเกรดดีสวมทับด้วยเชิ้ตลายสก๊อตปลดกระดุม กางเกงยีนทรงสวยที่ส่งให้รูปร่างดูสูงใหญ่และโดดเด่นราวกับนายแบบ ทันทีที่เขาหันมาเห็นมินตรา ดวงตาคมกริบก็ฉายแวววูบวาบด้วยความทึ่ง
“วันนี้คุณสวยจนผมเกือบจำไม่ได้เลย” ภานุเอ่ยชมจากใจจริง
“เวอร์ตลอด” มินตราเดินลงมาหยุดตรงหน้าเขา “แล้วเราจะไปยังไง คุณคงไม่ได้จะให้ฉันเดินไปหรอกนะ”
“ไม่มีทางให้เจ้านายเดินเหนื่อยหรอกครับ” ภานุชี้ไปทางมอเตอร์ไซค์เวสป้าสีคลาสสิกที่จอดอยู่ข้างๆ “พาหนะของเราเย็นนี้ครับ”
มินตรามองมอเตอร์ไซค์สไตล์วินเทจคันนั้นแล้วยกยิ้ม
“คุณไปเอามอเตอร์ไซค์คันนี้มาจากไหน?”
“ยืมลุงสมพงษ์พนักงานสวนมา” ภานุตอบเนียนๆ ทั้งที่ความจริงเอกเป็นคนจัดหามาให้ตามคำสั่งตั้งหาก ชายหนุ่มหยิบหมวกกันน็อกใบเล็กน่ารักขึ้นมาสวมให้มินตราอย่างเบามือ ตั้งใจตั้งสายรัดคางให้อย่างใส่ใจ จนใบหน้าของทั้งสองห่างกันไม่ถึงคืบ
“เรียบร้อย ขึ้นมาเลยคุณ” ภานุขึ้นไปนั่งประจำตำแหน่งคนขับ ก่อนจะเคาะเบาะหลังเบาๆ
“เรียบร้อยแล้ว ออกรถได้” มินตราก้าวขึ้นไปนั่งกอดอกอยู่ข้างหลัง
“เดี๋ยวก่อนสิคุณ” ภานุหันกลับมามอง “นั่งแบบนั้นอันตรายนะ ลมมันแรง เดี๋ยวตก”
ยังไม่ทันที่มินตราจะได้เอ่ยประท้วง มือหนาของภานุก็เอื้อมมารวบมือเล็กทั้งสองข้างของเธอ ให้เปลี่ยนมาเกาะเอวหนาของเขาไว้แน่น ก่อนที่เขาจะออกรถขับออกจากบ้านไปทันที
“คุณภาม ขับชะลอๆ หน่อยสิ” มินตราตกใจจนต้องรีบขยับตัวเข้าไปชิดแผ่นหลังกว้าง แล้วกอดเอวเขาไว้แน่นด้วยความกลัวตก
ภานุหัวเราะชอบใจในลำคอ สายลมยามเย็นพัดผ่านร่างของคนทั้งคู่ ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงสัมผัสที่อบอุ่นจากคนข้างหลังที่กอดเขาไว้แน่น ความรู้สึกสุขใจอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนเอ่อล้นอยู่ในหัวใจ
