บทที่ 1 ตอนที่ 1 จูบกลางงาน

ตอนที่ 1 จูบกลางงาน

แสงไฟจากห้องจัดเลี้ยงชั้นสามสิบห้าสะท้อนผ่านผนังกระจกจนเมืองทั้งเมืองดูราวกับถูกห่อหุ้มไว้ด้วยประกายสีทอง เสียงดนตรีแจ๊ซลอยคลออยู่ในอากาศปะปนกับเสียงหัวเราะของแขกเหรื่อและเสียงแก้วแชมเปญกระทบกันเป็นจังหวะ งานเปิดตัวโครงการใหม่ของวารินกรุ๊ปกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น สมบูรณ์แบบเหมือนทุกอย่างในบริษัทที่มีชื่อของตระกูลวรภัทรอยู่เบื้องหลัง

สายขิมยืนอยู่ข้างเวทีด้วยรอยยิ้มที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี มือข้างหนึ่งถือแท็บเล็ตสำหรับเช็กกำหนดการ ส่วนอีกข้างกอดแฟ้มเอกสารแนบลำตัวแน่น เธออยู่ในชุดเดรสสีครีมเรียบหรูที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์กำหนดให้ใส่ในคืนนี้ ผมยาวถูกรวบเป็นหางม้าต่ำ เผยให้เห็นใบหน้าสดใสที่แม้จะเหนื่อยจากการทำงานมาตลอดทั้งวัน แต่ก็ยังคงยิ้มต้อนรับแขกทุกคนได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“คุณขิมคะ นักข่าวจากสำนักข่าวธุรกิจขอสัมภาษณ์คุณภาคินก่อนเริ่มช่วงนำเสนอค่ะ” ผู้ช่วยสาวรีบเดินเข้ามารายงาน

“บอกเขาว่ารออีกสิบนาทีนะคะ คุณภาคินกำลังคุยกับกลุ่มผู้ถือหุ้นอยู่ เดี๋ยวขิมจะไปประสานให้เอง” ขิมตอบพร้อมรอยยิ้ม “แล้วช่วยเช็กไฟล์วิดีโอเปิดงานอีกครั้งด้วยนะคะ อย่าให้มีปัญหาเหมือนรอบซ้อม”

“ได้ค่ะ”

เมื่อผู้ช่วยเดินจากไป ขิมจึงยกแท็บเล็ตขึ้นตรวจตารางงานอีกครั้ง ทุกอย่างตรงตามเวลา เธอควรจะรู้สึกโล่งใจ ทว่าความรู้สึกหนักอึ้งที่กดอยู่ในอกมาตลอดทั้งวันกลับไม่ได้เบาลงเลยแม้แต่น้อย

วันนี้เป็นวันครบรอบห้าปีที่เธอกับธันวาคบกัน

และอีกสองวันข้างหน้า พวกเขาจะมีงานหมั้นเล็ก ๆ ระหว่างครอบครัว

ขิมเหลือบมองแหวนวงบางที่นิ้วนางข้างซ้าย แหวนที่ธันวาเป็นคนเลือกด้วยตัวเอง เขาบอกว่าไม่อยากให้มันใหญ่เกินไป เพราะเธอเป็นคนเรียบง่าย และเธอก็เชื่อเขา เชื่อทุกคำพูด เชื่อทุกแผนการที่เขาวางไว้สำหรับอนาคตของพวกเขา

อย่างน้อยก็จนกระทั่งเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน

โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าถือสั่นขึ้น ขิมหยิบมันออกมาโดยคิดว่าอาจเป็นข้อความจากทีมงาน แต่ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอกลับเป็นชื่อของ ‘ธันวา’ ตามด้วยข้อความสั้น ๆ ที่ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอแข็งค้าง

ธันวา : ผมอยู่ที่ห้องรับรองชั้นสาม มาหาผมหน่อย มีเรื่องต้องคุย

ขิมอ่านซ้ำอยู่สองรอบ ก่อนที่จะพิมพ์ตอบกลับไปว่า 

สายขิม : ตอนนี้ขิมกำลังทำงาน มีอะไรโทรมาคุยก็ได้ค่ะ

ข้อความตอบกลับมาแทบจะทันที

ธันวา : มาคนเดียว อย่าให้ใครเห็น

หัวใจของขิมกระตุกวูบ ความรู้สึกไม่ดีแล่นขึ้นมาจากปลายเท้าจนถึงกลางใจ เธอหันไปมองห้องรับรองที่อยู่สุดทางเดิน กระจกฝ้าบานใหญ่ปิดบังสิ่งที่อยู่ด้านในเอาไว้ แต่เธอเห็นเงาคนสองคนผ่านผิวกระจก หนึ่งในนั้นเป็นธันวาอย่างไม่ต้องสงสัย

ขิมสูดลมหายใจลึกๆ พยายามบอกตัวเองว่าเขาอาจกำลังเตรียมเซอร์ไพรส์หรือมีเรื่องงานที่ไม่อยากให้คนอื่นได้ยิน เธอเดินออกจากงานอย่างเงียบ ๆ ส่งสัญญาณให้เพื่อนร่วมทีมรับช่วงดูแลแขกแทน แล้วก้าวไปตามทางเดินที่เงียบกว่าด้านหน้าอย่างช้า ๆ

ประตูห้องรับรองเปิดแง้มอยู่ เสียงหัวเราะของผู้หญิงดังลอดออกมาเบา ๆ ตามด้วยเสียงของธันวาที่เธอจำได้ดี

“พรุ่งนี้ผมจะคุยกับพ่อเรื่องหุ้นให้เรียบร้อย ขอแค่คุณรออีกนิด”

“แล้วขิมล่ะคะ คุณจะเลิกกับเธอเมื่อไร”

คำถามนั้นทำให้มือของขิมเย็นเฉียบ เธอหยุดอยู่หน้าประตู ไม่ได้ผลักเข้าไปในทันที เพราะส่วนหนึ่งในใจยังพยายามหาคำอธิบายให้เขา เสียงข้างในเงียบไปชั่วครู่ ก่อนธันวาจะหัวเราะเบา ๆ

“ขิมน่ะเหรอ เธอไม่ไปไหนหรอก ต่อให้รู้ ผมก็รู้ว่าเธอต้องให้อภัยผมอยู่ดี”

โลกทั้งใบของขิมเหมือนถูกใครสักคนดึงปลั๊กออก เสียงดนตรีจากห้องจัดเลี้ยงที่อยู่ไกลออกไปยังดังเหมือนเดิม แต่กลับเหมือนมาจากสถานที่ที่ห่างไกลเหลือเกิน

เธอผลักประตูเข้าไปแทบจะทันที

ธันวากับผู้หญิงอีกคนผละออกจากกันทันที แก้วไวน์ในมือของผู้หญิงคนนั้นเอียงจนไวน์สีแดงหกลงบนโต๊ะ เธอเป็นคนสวย แต่งตัวดี และขิมจำได้ว่าเคยเห็นเธอในข่าวธุรกิจหลายครั้ง ‘ลลิน รัตนเวช’ รองกรรมการบริษัทคู่แข่งของวารินกรุ๊ป

“ขิม...” ธันวาเรียกชื่อเธอด้วยสีหน้าตกใจ

“ไม่ต้องตกใจขนาดนั้นก็ได้ค่ะ” ขิมพยายามยิ้ม แต่เสียงของตัวเองกลับเบากว่าที่คิด “ขิมมารบกวนหรือเปล่า”

“มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด”

“ถ้าอย่างนั้นมันเป็นอย่างไหนคะ”

ธันวาลุกขึ้น เขาขยับเข้ามาหาเหมือนทุกครั้งที่ต้องการปลอบเธอ แต่ขิมถอยหลังหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว

“ผมกำลังจะบอกคุณอยู่แล้ว”

“บอกอะไรคะ ว่าคุณนัดผู้หญิงคนอื่นในโรงแรมที่เราจัดงานหมั้น หรือบอกว่าคุณคิดว่าขิมจะให้อภัยคุณเสมอ”

สีหน้าของธันวาเปลี่ยนไป ลลินก้มมองแก้วในมือ ไม่พูดอะไรออกมา ขิมมองผู้ชายที่เธอคบมาห้าปีด้วยสายตาที่ไม่คุ้นเคยเป็นครั้งแรก

“เราเลิกกันเถอะ” ธันวาพูดขึ้นในที่สุด “ผมกับลลินมีเรื่องงานที่ต้องร่วมมือกัน คุณเข้าใจผมหน่อยได้ไหม”

ขิมหัวเราะออกมาเบา ๆ ทั้งที่น้ำตาร้อนผ่าวขึ้นมาจนมองเห็นทุกอย่างพร่าเลือน

“ขิมเข้าใจค่ะ เข้าใจว่าคุณเลือกแล้ว” เธอถอดแหวนออกจากนิ้ว วางลงบนโต๊ะข้างแก้วไวน์ที่ยังมีหยดสีแดงไหลอยู่ ก่อนจะหันหลังเดินออกมา

“ขิม เดี๋ยวสิ”

เสียงธันวาดังตามหลัง แต่เธอไม่หยุด เธอเดินผ่านทางเดินกลับเข้าสู่งานด้วยสีหน้าที่พยายามควบคุมให้เป็นปกติ ทั้งที่ในใจเหมือนมีใครกำลังใช้มือขยำหัวใจจนแหลกละเอียด

บนเวที พิธีกรกำลังประกาศช่วงสำคัญที่สุดของค่ำคืน

“ขอเชิญท่านประธานบริหารวารินกรุ๊ป คุณภาคิน วรภัทร ขึ้นกล่าวเปิดงานครับ”

เสียงปรบมือดังขึ้น ภาคินก้าวออกมาจากกลุ่มผู้ถือหุ้นด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง เขาสวมสูทสีดำสนิท เสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบไม่มีเนกไท ใบหน้าคมคายแทบไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ นอกจากแววตาที่เฉียบคมและท่าทางมั่นใจของคนที่คุ้นเคยกับการควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในมือ

ขิมเคยเห็นเขาจากระยะไกลหลายครั้ง แต่ไม่เคยมีเหตุผลให้ต้องเข้าใกล้มากกว่าการส่งเอกสารหรือรายงานข่าวบริษัท

คืนนั้น เธอกลับเห็นเขาเป็นคนเดียวที่ยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายโดยไม่มีใครกล้าล้ำเส้นเข้าหา

ภาคินกล่าวเปิดงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น ขิมไม่ได้ฟังเนื้อหาทั้งหมด เธอกำมือแน่น พยายามกลั้นน้ำตาและความรู้สึกอับอายที่ไหลวนอยู่ในหัว ธันวาเดินออกมาจากห้องรับรอง เขายืนอยู่ไม่ไกล ราวกับต้องการคุยกับเธออีกครั้ง

เธอไม่อยากฟังคำแก้ตัว

ไม่อยากเห็นสายตาที่บอกว่าเธอเป็นคนเดิม คนที่พร้อมจะให้อภัยเพราะกลัวการถูกทิ้ง

ขิมเงยหน้ามองบนเวที ภาคินกำลังกล่าวถึงโครงการใหม่ของบริษัท โครงการที่ต้องการสร้างตลาดให้ชุมชนริมคลองและยกระดับสินค้าท้องถิ่นให้เข้าถึงคนทั่วไป เธอเคยเป็นคนเขียนแนวคิดประชาสัมพันธ์ส่วนหนึ่งให้โครงการนี้ และรู้ว่ามันเป็นงานที่ดีจริง ๆ

ดีเกินกว่าจะถูกทำลายด้วยหัวใจที่กำลังพังของเธอ แต่ธันวากำลังเดินเข้ามาใกล้

“ขิม เราคุยกันดี ๆ ได้ไหม”

คำพูดของเขาทำให้คนรอบข้างเริ่มหันมามอง ขิมเห็นสายตาสงสัยของแขกบางคน เห็นลลินเดินออกมาจากห้องรับรอง และเห็นธันวายื่นมือมาคว้าข้อมือเธอ

ในวินาทีนั้นเอง ขิมตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำตลอดชีวิต เธอหันไปทางภาคินที่เพิ่งลงจากเวที เขากำลังเดินผ่านเธอเพื่อไปยังกลุ่มผู้ถือหุ้น ใบหน้าของเขาอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือ

ขิมคว้าปกเสื้อสูทของเขาไว้ ชายหนุ่มหยุดชะงักและก้มมองเธอ ดวงตาคมสบกับดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดของเธออย่างตรงไปตรงมา

“คุณ...”

ขิมเขย่งปลายเท้าแล้วจูบเขา

เสียงรอบข้างเงียบลงในทันที ราวกับทั้งห้องหยุดหายใจพร้อมกัน ริมฝีปากของภาคินนิ่งสนิทอยู่ใต้ริมฝีปากของเธอ ไม่มีการตอบสนอง ไม่มีการผลักไส แต่ความนิ่งนั้นกลับทำให้ขิมรู้สึกถึงความอุ่นและกลิ่นสะอาดจาง ๆ จากตัวเขาชัดเจนยิ่งกว่าเดิม

เธอเป็นฝ่ายถอนริมฝีปากออกก่อน หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก

“ขอโทษค่ะ” ขิมกระซิบ ทว่าเสียงของเธอดังพอให้คนใกล้ ๆ ได้ยิน “ฉันต้องการให้แฟนเก่ารู้ว่า ต่อให้ไม่มีเขา ฉันก็ยังมีทางเลือกอื่นอีก”

ภาคินมองเธออยู่ครู่หนึ่ง แววตาของเขาไม่แสดงความโกรธอย่างที่เธอคาดไว้ กลับมีบางอย่างคล้ายความสนใจซ่อนอยู่ลึก ๆ

“ถ้าจะใช้ผมแก้แค้น” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น “ก็ใช้ให้คุ้ม”

ขิมยังไม่ทันเข้าใจความหมายของคำพูดนั้น ภาคินก็ยกมือขึ้นจับข้อมือเธอไว้ ไม่ได้บีบรัด แต่หนักแน่นพอจะทำให้เธอหยุดถอยหนี

กล้องจากสื่อหลายตัวหันมาทางพวกเขา แสงแฟลชสว่างวาบรัวต่อเนื่อง และในคืนที่เธอเพิ่งเลิกกับคนรัก ขิมก็กลายเป็นผู้หญิงที่จูบประธานบริษัทต่อหน้าคนทั้งงาน

โดยไม่รู้เลยว่า จูบนั้นกำลังเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล

บทถัดไป