บทที่ 4 ตอนที่ 4 เดตแรกที่ไม่เหมือนเดต

ตอนที่ 4 เดตแรกที่ไม่เหมือนเดต

#เช้าวันถัดมา

สายขิมมาถึงบริษัทก่อนเวลานัดหมายเกือบครึ่งชั่วโมง เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนกับกระโปรงยาวสีครีม แต่งหน้าเพียงบาง ๆ และรวบผมขึ้นอย่างเรียบร้อย เธอใช้เวลาหน้ากระจกนานกว่าปกติ ไม่ใช่เพราะอยากดูดีต่อหน้าภาคิน แต่เพราะไม่อยากให้ใครมองว่าเธอไม่เหมาะสมกับการยืนข้างประธานบริษัท

คำปลอบใจนั้นฟังดูไม่ค่อยน่าเชื่อแม้แต่กับตัวเธอเอง

หน้าห้องแถลงข่าวมีนักข่าวรออยู่จำนวนหนึ่ง ข่าวภาพจูบเมื่อคืนทำให้การประกาศโครงการตลาดชุมชนที่ควรเป็นข่าวธุรกิจกลายเป็นงานที่ทุกคนอยากรู้เรื่องความสัมพันธ์ของประธานมากกว่า ขิมรับมือกับคำถามที่คาดเดาได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่สถานะของเธอ เงินเดือน ไปจนถึงสาเหตุที่ภาคินเลือกพนักงานฝ่ายประชาสัมพันธ์มาเป็นคนรัก

เธอเตรียมคำตอบไว้ทุกข้อ แต่ภาคินกลับไม่เปิดโอกาสให้ใครถามเรื่องส่วนตัวนานนัก

“ความสัมพันธ์ของผมไม่เกี่ยวกับคุณภาพของโครงการ” เขากล่าวอย่างสุภาพ “วันนี้เราต้องการนำเสนอแผนพัฒนาตลาดชุมชน ซึ่งคุณสายขิมเป็นหนึ่งในทีมงานหลัก”

ขิมหันไปมองเขาเล็กน้อย ไม่คิดว่าเขาจะเอ่ยชื่อเธอต่อหน้าสื่อในฐานะคนทำงานแทนที่จะใช้เธอเป็นเพียงภาพประกอบ

เมื่อการแถลงข่าวจบลง ภาคินเดินเข้ามาหาเธอพร้อมนที

“คุณมีเวลาสำหรับมื้อกลางวันไหม”

ขิมชะงัก “วันนี้มีประชุมทีมช่วงบ่ายค่ะ”

“ก่อนประชุม”

“เพื่ออะไรคะ”

“เราต้องมีภาพกิจกรรมร่วมกันตามแผนประชาสัมพันธ์” นทีเป็นคนตอบแทน “สำนักข่าวต้องการภาพที่เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่แค่ภาพยืนข้างกันบนเวที”

ขิมหันไปมองภาคิน “คุณต้องการให้ขิมไปกินข้าวกับคุณเพื่อถ่ายรูป?”

“ใช่”

คำตอบตรง ๆ ทำให้ขิมถอนหายใจ เธอไม่ชอบความรู้สึกเหมือนกำลังถูกจัดวาง แต่เมื่ออ่านสัญญาอีกครั้งก็พบว่าการออกกิจกรรมร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงจริง

“ได้ค่ะ แต่ขิมเลือกสถานที่เอง”

ภาคินพยักหน้า “ตามใจคุณ”

รถของภาคินจอดอยู่หน้าตึก เป็นรถซีดานสีดำเรียบหรูที่ไม่มีเครื่องหมายใด ๆ บ่งบอกฐานะ คนขับเปิดประตูให้ขิม แต่เธอกลับชะงักอยู่ข้างรถ

“ขิมนั่งข้างหลังหรือคะ”

“ถ้าคุณอยากนั่ง” ภาคินตอบจากด้านใน

“ถ้าเราต้องทำเหมือนเป็นคู่รักกัน ขิมนั่งข้างหน้าดีกว่าค่ะ”

ภาคินขยับไปอีกฝั่ง เปิดพื้นที่ให้เธอขึ้นนั่งข้างกัน โดยไม่ได้พูดอะไร ขิมนั่งลงและวางกระเป๋าไว้บนตัก ระยะห่างระหว่างพวกเขาไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน แต่กลับทำให้เธอรู้สึกเกร็งกว่าการยืนต่อหน้ากล้องหลายสิบตัว

“คุณอยากกินอะไร” ภาคินถาม

“อาหารตามสั่งค่ะ”

เขาหันมามอง

“ทำไมคะ”

“ผมนึกว่าคุณจะเลือกร้านอาหารหรู”

“เราไม่ได้ต้องการภาพที่ดูเหมือนวางแผนไว้เหรอคะ ร้านอาหารตามสั่งดูเป็นธรรมชาติกว่า”

ภาคินนิ่งไปเล็กน้อย “คุณคิดเรื่องงานตลอดเวลาเลยหรือ”

“เฉพาะเวลาที่มีประธานบริษัทนั่งอยู่ข้าง ๆ ค่ะ”

มุมปากของเขาขยับ ขิมไม่แน่ใจว่าเป็นรอยยิ้มหรือเพียงกล้ามเนื้อบนใบหน้าเคลื่อนไหวตามปกติ

ร้านอาหารที่เธอเลือกเป็นร้านเล็ก ๆ ในซอยข้างบริษัท โต๊ะไม่กี่ตัววางเรียงอยู่ใต้กันสาดสีเขียว เจ้าของร้านจำขิมได้และรีบยิ้มต้อนรับ แต่เมื่อเห็นชายหนุ่มที่เดินตามหลังเธอมาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง

“แฟนเหรอหนูขิม”

ขิมสำลักอากาศ “เอ่อ...”

“ครับ” ภาคินตอบแทนอย่างไม่ลังเล

ขิมหันขวับไปมองเขา เขากลับนั่งลงบนเก้าอี้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“งั้นวันนี้เลี้ยงแฟนด้วยนะ” เจ้าของร้านหัวเราะ “รับอะไรดีจ๊ะ”

“ผัดกะเพราหมูไข่ดาวค่ะ” ขิมตอบ

“ของผมเหมือนเธอ” ภาคินพูด

“คุณกินเผ็ดได้เหรอคะ”

“ได้”

ขิมมองสีหน้าสงบนิ่งของเขาแล้วไม่ได้ถามต่อ เธอเพิ่งรู้ในอีกสิบนาทีต่อมาว่าประธานบริษัทผู้สามารถจัดการวิกฤตทางธุรกิจมูลค่าหลายร้อยล้านได้ กลับนั่งนิ่งจนหน้าขึ้นสีหลังตักกะเพราเข้าปากไปเพียงคำเดียว

“คุณไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืนค่ะ” ขิมเลื่อนแก้วน้ำให้

“ผมไหว”

“หน้าคุณแดงแล้ว”

“อากาศร้อน”

“ร้านนี้มีพัดลมสามตัวค่ะ”

ภาคินเหลือบมองพัดลมที่หมุนอยู่เหนือศีรษะ ก่อนจะยอมยกน้ำขึ้นดื่ม ขิมหลุดหัวเราะออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว เสียงหัวเราะของเธอดังจนเจ้าของร้านหันมามอง แล้วรอยยิ้มของภาคินก็ปรากฏขึ้นบาง ๆ เป็นครั้งแรก

ขิมเผลอจ้องเขา

“อะไร” ภาคินถาม

“ขิมไม่คิดว่าคุณจะกินเผ็ดไม่ได้”

“ผมไม่ได้กินไม่ได้”

“คุณกำลังร้องไห้อยู่ค่ะ”

ภาคินยกมือแตะหางตาตัวเองแล้วพบว่ามีน้ำใส ๆ ซึมออกมาจริง เขาหยิบกระดาษทิชชูขึ้นซับอย่างสุขุมราวกับกำลังเซ็นเอกสารสำคัญ

โทรศัพท์ของนทีดังขึ้น เขารับสายแล้วเดินออกไปคุยด้านข้างร้าน ปล่อยให้ขิมกับภาคินอยู่ตามลำพัง

“คุณไม่จำเป็นต้องฝืนทำให้เหมือนเป็นคู่รักที่สนิทกันมากก็ได้นะคะ” ขิมพูด

“ผมไม่ได้ฝืน”

“เมื่อกี้คุณตอบเจ้าของร้านว่าขิมเป็นแฟน”

“ตามสัญญา เราเป็นคู่รักกันต่อหน้าคนอื่น”

“แต่คุณพูดเหมือนเป็นเรื่องจริงมาก”

ภาคินวางช้อนลง มองเธออย่างตั้งใจ

“คุณอยากให้ผมพูดว่าเราเป็นคู่รักกำมะลอหรือ”

“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ”

“ถ้าเราจะทำให้คนอื่นเชื่อ เราต้องไม่แสดงความลังเลเวลามีคนถาม”

ขิมเม้มริมฝีปาก เขาพูดถูก แต่ความตรงไปตรงมาของเขากลับทำให้คำว่า ‘แฟน’ ฟังดูมีน้ำหนักเกินกว่าที่ควรจะเป็น

หลังรับประทานอาหาร ภาคินเดินไปจ่ายเงินเองแม้ขิมจะคัดค้าน เขาไม่ได้ยื่นบัตรสีดำหรือทำให้ร้านต้องจัดการอะไรยุ่งยาก เพียงหยิบธนบัตรออกมาจ่ายและรับเงินทอนกลับมาอย่างเป็นธรรมชาติ

ระหว่างเดินกลับรถ ขิมสังเกตเห็นเขาชะลอฝีเท้าลงทุกครั้งที่เธอเดินช้ากว่า ไม่ได้หันมาถาม แต่คอยปรับจังหวะให้พอดีกับเธอ

“คุณภาคิน”

“ครับ”

“ขิมขอถามอะไรได้ไหมคะ”

“ได้”

“คุณเคยทำแบบนี้กับคนอื่นมาก่อนไหม”

ภาคินหยุดเดิน

“แบบไหน”

“ทำสัญญาให้ใครมาเป็นแฟนปลอม ๆ”

“ไม่เคย”

“แล้วทำไมถึงคิดว่าขิมจะตกลง”

เขามองเธออยู่ครู่หนึ่ง แววตาคมสงบนิ่งเหมือนทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ขิมรู้สึกว่ามีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่

“เพราะคุณต้องการเริ่มต้นใหม่”

“คุณรู้ได้ยังไงว่าขิมต้องการ”

“เมื่อวานคุณจูบผมต่อหน้าคนทั้งงาน”

คำตอบนั้นทำให้ขิมพูดไม่ออก ภาคินเดินต่อไปโดยไม่อธิบายเพิ่ม เธอเดินตามเขาเงียบ ๆ จนถึงรถ

ก่อนขึ้นรถ ขิมเห็นเงาคนยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน ธันวากำลังมองมาทางพวกเขา เขาไม่ได้เข้ามาใกล้ แต่สีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด

ขิมชะงัก

ภาคินมองตามสายตาเธอและเห็นธันวาเช่นกัน เขาไม่ได้ถามว่าเป็นใคร เพราะคงรู้คำตอบอยู่แล้ว เพียงเปิดประตูรถให้เธอ

“ขึ้นรถครับ”

ขิมยังยืนอยู่ที่เดิม

“ขิมไม่อยากให้เขาคิดว่าขิมกำลังทำเรื่องนี้เพราะเขา”

“คุณทำเพราะเขาหรือเปล่า”

คำถามนั้นทำให้เธอหันไปมองเขา

“ตอนแรกใช่ค่ะ” ขิมตอบตามจริง “แต่ตอนนี้ขิมต้องการให้เขารู้ว่าขิมไม่ได้เป็นคนที่เขาจะทำร้ายแล้วเดินจากไปโดยไม่มีผลอะไร”

ภาคินพยักหน้า ไม่มีคำปลอบใจ ไม่มีคำสัญญา เขาเพียงพูดว่า

“ถ้าอย่างนั้นอย่ามองเขาอีก”

“อะไรนะคะ”

“ถ้าคุณต้องการเดินไปข้างหน้า อย่าเสียเวลาตรวจสอบว่าเขากำลังมองกลับมาหรือไม่”

ประโยคนั้นเรียบง่าย แต่กลับทำให้ขิมหันหน้าหนีธันวาได้จริง ๆ เธอขึ้นรถและปิดประตู ภาคินนั่งลงข้างกัน ก่อนรถจะเคลื่อนตัวออกจากหน้าร้าน

บนโต๊ะอาหาร ภาพของพวกเขาถูกถ่ายไว้หลายภาพตามแผน

แต่สิ่งที่ไม่ได้อยู่ในแผน คือรอยยิ้มของขิมที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และสายตาของภาคินที่มองเธอในจังหวะที่เธอไม่ทันเห็น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป